ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กันยายน, 2015

เรื่องเหล็กเหล็ก(อีกแระ)

และแล้วเรื่องที่คนในแวดวงการเงินการธนาคารจับตากันมานานก็ “ระเบิด” ขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นก็คือ  การประกาศหยุดการชำระหนี้ของบริษัทผลิตเหล็ก “ต้นน้ำ” SSI UK ประเทศอังกฤษ  ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรีหรือ SSI เทคโอเวอร์หรือซื้อมาจากบริษัททาทาสตีลของอินเดียเมื่อ 3-4 ปีก่อน  ธนาคารที่ปล่อยกู้เงินจำนวนรวมกันกว่า 50,000 ล้านบาทให้กับกลุ่ม SSI ประกอบด้วยแบงค์ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และทิสโก้ ต่างก็ต้องตั้งสำรองหนี้เสียเป็นจำนวนมาก  ราคาหุ้นของทั้งสามธนาคารและ SSI ปรับตัวลง  แม้ว่าจะไม่มากนัก  แต่นี่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าตลาดได้รับรู้สถานการณ์นี้มาก่อนเห็นได้จากการที่หุ้นทั้ง 4 ตัวนี้ต่างก็ Underperform หรือหุ้นปรับตัวแย่กว่าคู่แข่งหรือตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว  ผมเองได้ติดตามกรณีการซื้อกิจการและการปล่อยกู้นี้มาตั้งแต่แรกแบบห่าง ๆ  และก็คิดอยู่ในใจว่าในที่สุดมันอาจจะ  “ไปไม่รอด” และก็หลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นทุกตัวดังกล่าว    การที่ผมคิดอย่างนั้นก็เพราะว่าผมมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับธุรกิจเหล็กมาตั้งแต่สมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิ...

ALIBABA (1) / วีรพงษ์ ธัม

    วันที่ 19 กันยายน 2014 มี IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทุนนิยมสมัยใหม่เกิดขึ้นที่ตลาดหุ้น NYSE ประเทศสหรัฐอเมริกา มันไม่ใช่ธุรกิจใน Silicon Valley หรือธุรกิจธนาคารขนาดยักษ์อย่างที่เคยเป็น แต่มันคือบริษัท e-commerce จากประเทศจีน ในเวลานั้นทุกสายตาก็มองมาที่บริษัทที่ชื่อว่า Alibaba และ CEO Jack Ma ตั้งแต่วันนั้นเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ทางธุรกิจ รวมถึงความมหัศจรรย์ของผู้นำคนนี้ ครูจากเมืองหางโจวก้าวสู่ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดบนแผ่นดินจีน ก็ถูกเปิดเผยในวงกว้างในเวลาต่อมา             Jack Ma หรือ หม่าอวิ๋น (แซ่หม่าหรือเบ๊ในภาษาแต้จิ๋ว ชื่ออวิ๋นแปลว่าเมฆ) เกิดในเมืองหางโจว ในปีคศ. 1964 ซึ่งเป็นปีที่จีนกำลังเข้าสู่ช่วงยุคมืด เพราะสองปีต่อมาใน คศ. 1966 เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม เศรษฐกิจชะงักงัน คนที่เติบโตในยุคนั้นส่วนมากจึงถูกวางกรอบไว้ด้วยแนวคิดประธานเหมา พอถึงช่วงที่หม่าอวิ๋นกำลังเข้ามหาวิทยาลัย ประเทศจีนก็เริ่มเปิดประเทศด้วยนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ 4 ทันสมัยในยุคเติ้งเสี่ยวผิง มีชาวต่างชาติยุคแรก (เป็นยุคที่นักลงทุนจาก Wall Street เข้ามาบุกเบิกและไม่ประ...

หลอก VI /ดร.นิเวศน์

     ในโลกของการลงทุนในหุ้นนั้น  การใช้ข่าวสารเพื่อ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับหุ้นนั้น  เป็นเรื่องธรรมดาที่มีการทำกันเป็นล่ำเป็นสัน  ยิ่งมี “แรงจูงใจ” มากเท่าไร  การใช้ข่าวสารก็มีมากขึ้นเท่านั้น  แรงจูงใจที่จะเพิ่มมูลค่าของหุ้นนั้น  ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้ถือหุ้นตั้งแต่รายเล็กย่อยไปจนถึงรายใหญ่ที่อาจจะเป็น  “เจ้าของ” ที่เป็นคนบริหารบริษัทด้วย   การเพิ่มมูลค่าของหุ้นโดยการใช้ข่าวสารในความหมายที่ผมพูดนั้น  เป็นเรื่องของการให้ข้อมูลที่ดี ๆ เกี่ยวกับบริษัท เช่น  ทำให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัทนั้นมีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการแข่งขันทางธุรกิจ  สภาวะที่เอื้ออำนวยของอุตสาหกรรม  แผนงานการเจริญเติบโตของบริษัท   ในขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงหรือแก้ต่างข้อด้อยหรือจุดอ่อนที่มีคนชี้ให้เห็นหรือเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป   กระบวนการให้ข่าวสารเพื่อทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่าหรือราคาปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันนั้น  ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตก่อนวิกฤติปี 2540 ที่มักจะเล่นแต่เรื่องข่าวสารเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของ “ขาใหญ่”แ...

หุ้นธรรมดา กำไรไม่ธรรมดา / โดย คนขายของ

      เมื่อสิบปีก่อน ในปี 2005 ดัชนี Dow Jones อยู่ที่ราวๆ 10,000 จุด ผ่านมา 10 ปี ในตอนนี้ ดัชนีมาอยู่ที่ประมาณ 16,000 จุด หรือ เพิ่มขึ้นราว 60% จากเมื่อสิบปีที่แล้ว จากการศึกษาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูงสุด 40 อันดับที่มีมูลค่ากิจการมากกว่า 1 พันล้านเหรียญขึ้นไปพบว่า ราคาของหุ้นเหล่านั้นปรับขึ้นไปสูงกว่าดัชนีมาก โดยผลตอบแทนของหุ้นเหล่านี้อยู่ในช่วง 8-65 เท่า เมื่อดูลงไปในรายละเอียดพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่ม “Top Performers” นี้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มักมีการลงทุนในเทคโนโลยี และงานวิจัยเป็นจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมยา ไบโอเทค และ ไอที แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีหุ้นบางตัว ที่อยู่ในอุตสาหรรมที่ดูธรรมดา และอาจจะอิ่มตัวแล้ว เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องครัว กลับแทรกตัวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มนี้ได้ บริษัทเหล่านี้มีอะไรดีจึงสามารถสร้างผลตอบแทน ให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างมหาศาลในรอบสิบปีที่ผ่านมา?   Buffalo Wild Wings ร้านอาหารที่เมื่อสิบปีที่แล้วมีมูลค่ากิจการราวหนึ่งหมื่นล้านบาท โตมาเป็น แสนล้านบาทในสิบปีโดยการเน้น “นวัตกรรม” บริษัทขายอาหารปีกไก่อบซ๊อสแต่มีซ๊อสให้เลือกมากม...

สั้น VS ยาว / ดร.นิเวศน์

  ผมอยู่ในตลาดหุ้นมานานและสังเกตเห็นว่า   สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะแยกแนวทางการลงทุนระหว่างนักลงทุนกลุ่มหนึ่งกับนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งออกจากกันได้เด่นชัดที่สุดนั้น  ไม่ใช่การเป็น “นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร”  หรือไม่ใช่  “นักเทคนิคหรือเป็น VI”  หรือไม่ใช่  “นักเล่นหุ้นเติบโตหรือเล่นหุ้นถูก”  เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นต่างก็มีความเป็นนักเก็งกำไรและนักลงทุนอยู่ในตัว   ไม่รู้จะแยกยังไง  บางคนเป็น VI แต่ก็ดูกราฟด้วยหรือดูบ้าง  นักเทคนิคที่ผมรู้จักจำนวนมากนั้น  ต่างก็ดูพื้นฐานด้วยไม่ใช่มองแต่กราฟ  เช่นเดียวกัน  ผมแทบจะไม่เคยเห็นคนที่เล่นแต่Growth โดยไม่สนใจหุ้นที่ถูกมากเลย สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สามารถที่จะแยกนักลงทุนออกจากกันได้ชัดที่สุดนั้นน่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการลงทุนหรือมุมมองต่อเรื่องของระยะเวลาในการถือครองหุ้นหรือพูดง่าย ๆ  คุณเป็นคน  “เล่นสั้นหรือเล่นยาว”  เหตุที่ผมใช้คำว่า  “มุมมอง” นั้น  เป็นเพราะว่านี่คือ  “ฐานทางความคิด” ของการลงทุนในการพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกหุ้น  ถื...

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย / โดย คนขายของ

การลงทุนในหุ้นสามารถสร้างความมั่งคั่งได้จริงหรือ? เป็นคำถามที่หลายๆคนคงสงสัย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเวลานี้ที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างมาก ผมเชื่อว่าคนที่มีฐานะปานกลางในสังคมไทย ส่วนใหญ่น่าจะเคยมีประสบการณ์การลงทุนในหุ้น แต่มีหลายคนเลิกสนใจการลงทุนเมื่อเจอวิกฤต ตลาดหุ้นจนมูลค่าของพอร์ตลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้หลายคนขายหุ้นล้างพอร์ตไม่หันหน้ากลับมา ลงทุนอีก หลายคนลงทุนในหุ้นเหมือนเป็นรายได้เสริม ซื้อๆขายๆในระยะสั้น ได้เงินมาเลี้ยงเพื่อนบ้าง ซื้อมือถือใหม่บ้าง แต่ไม่กล้าที่จะลงทุนแบบมีนัยยะสำคัญ มีบางคนอ้างว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นั้นส่วนใหญ่มีการศึกษาสูง เป็นคนเคยทำงานในแวดวงการเงินบ้าง รู้ข้อมูลวงในบ้าง จึงประสบความ สำเร็จ คนธรรมดาไม่ได้เรียนสูงและทำงานเป็นลูกจ้างคงไม่มีวัน ในบทความนี้ผมของยกเรื่องจริง ของชายธรรมดา นามว่า Ronald Read มาเล่าสู่กันฟัง   Ronald Read หลังจากรับใช้ชาติด้วยการไปรบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขากลับมาทำงานเป็น เด็กปั๊มที่รัฐ Vermont จนเกษียณ หลังเกษียณเขาทนอยู่เฉยๆไม่ได้ เลยไปสมัครเป็นพนักงาน ทำความสะอาดที่ห้างสรรพสินค้า JC Penny ชายผู้ใช้ชีวิตธรรมดา ขับรถ...

Good Company in Bad Industry / ดร.นิเวศน์

   การเลือกหุ้นลงทุนนั้น  สิ่งแรกที่เราควรจะต้องวิเคราะห์ก็คือเรื่องของ “ภาพใหญ่”  หรือเรื่องของเศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครองสังคมและกฎระเบียบต่าง ๆ  ของรัฐที่ใช้ในการควบคุมตัวธุรกิจในภาพรวม  ต่อมาก็คือ “ภาพกลาง” ซึ่งก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจว่าโครงสร้างและการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างไรหรืออาจจะพูดแบบง่าย ๆ  ธุรกิจนั้นแข่งขันกันด้วยปัจจัยอะไรบ้าง   และสุดท้ายถึงจะวิเคราะห์ว่าตัวบริษัทเป็นอย่างไร  โดดเด่นแค่ไหน  ราคาหุ้นที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์แบบ “Top Down” ที่เป็นการวิเคราะห์แบบ  “มาตรฐาน”  ตามตำรา  แต่ VI จำนวนมากรวมถึงคนดังระดับโลกหลายคนเช่น ปีเตอร์ ลินช์ บอกว่าเขาไม่สนใจภาพใหญ่โดยเฉพาะทางด้านของเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรม  สิ่งที่เขาสนใจก็คือบริษัทที่เขาจะลงทุนเท่านั้น  บางคนเรียกการวิเคราะห์แนวนี้ว่าเป็น  “Bottom Up” ความหมายคงเป็นว่าเขาจะเน้นดูที่ตัวบริษัทเป็นหลัก  คือวิเคราะห์ดูเฉพาะตัวหุ้นที่เขาสนใจโดยไม่ดูว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในสภาว...

Sharing is Megatrend / วีรพงษ์ ธัม

      หนึ่งธุรกิจที่เป็น Megatrend ใหม่ในโลกยุคนี้ที่คนไทยพูดถึงกันไม่บ่อยนัก คือธุรกิจ “แบ่งปัน” ทรัพยากรด้วยกัน ตั้งแต่มนุษย์มีอารยธรรม มนุษย์ก็ได้เรียนรู้ถึงประโยชน์ของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เรามีบ่อน้ำอยู่กลางหมู่บ้าน มีโรงอาบน้ำที่ใช้ด้วยกัน มีการแบ่งกันทำอาชีพตามความถนัด มีจุดนัดพบเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรอย่างจตุรัสหรือลานของประชาชน พอมายุคที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้สินค้าราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว เราก็เอาทุกอย่างเข้ามาอยู่ในบ้านตัวเอง จนกระทั่งเราก็มาถึงจุดหนึ่งที่มนุษย์เริ่มมองไปไกลกว่ารุ่นตัวเอง มองไปถึงอนาคต มองเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน เหตุผลหลักคือโลกมีทรัพยากรจำกัด แต่มนุษย์มีความต้องการไม่จำกัด ทำให้แนวคิด Collaborative Consumption หรือการบริโภคทรัพยากรด้วยกันเกิดขึ้น             เรื่องนี้เริ่มพูดคุยและพัฒนาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ยุคที่อินเตอร์เน็ตและดิจิตอลเข้ามาในชีวิต เป็นความคิดที่ TIMES magazine ยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในสิบความคิดที่เปลี่ยนโลก แนวคิดหลักของ Collaborative Consumption คือ ทรัพยาก...