ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก 2017

New Normal ของการลงทุน เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 คำว่า “New Normal” นั้น เริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลายน่าจะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกาในปี 2008 ที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรงมากที่ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจลดต่ำลงมากและดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถกลับมาเติบโตเหมือนเดิมได้อีกต่อไป กูรูทั้งหลายเชื่อว่า “ตัวเลขใหม่” ที่ดู “ผิดปกติมาก” เมื่อเทียบกับตัวเลขที่เคยเป็นนั้นจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” และจะเป็น “ตัวเลขปกติ” ที่จะดำเนินต่อไปในวันข้างหน้า หลังจากนั้น คำว่า New Normal ก็ถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เหตุผลคงเป็นเพราะว่าในระยะหลัง ๆ นี้ โลกได้เปลี่ยนแปลงไปเร็วและมาก สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ “ทำลาย” สิ่งเก่า ๆ ที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวอีกต่อไป ดังนั้น ในฐานะนักลงทุน เราจะต้องตระหนักตลอดเวลามิฉะนั้นเราอาจจะหลงคิดว่า “สิ่งที่เลวร้ายเดี๋ยวก็จะผ่านไป” คำพูดคลาสสิกของเบน เกรแฮมที่ว่า “This too shall past” อาจจะใช้ไม่ได้อีกแล้วในหลาย ๆ เรื่อง มาดูกันว่ามีอะไรที่จะเป็น New Normal ในตลาดหุ้นและการลงทุนของนักลงทุนไทย             เรื่องแรกก็คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐ...

Theme ของการลงทุน เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนระยะยาวหรือ “ระยะกลาง” นั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เราจะต้องมองหา Trend หรือแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วและจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยในระยะเวลาหนึ่งที่เราสามารถเชื่อมั่นได้ จากนั้นเราก็ควรจะสร้างเรื่องราวและแนวความคิดในการลงทุนหลัก หรือบางทีเรียกว่าเป็น “Theme” ของการลงทุน ว่าเราจะลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนและตัวไหนและด้วยวิธีใดที่จะทำให้หุ้นและพอร์ตลงทุนของเราได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว การลงทุนแบบนี้ถ้าเราทำได้ถูกต้อง ผลตอบแทนของเราก็จะดีเลิศ แต่ถ้าผิดพลาดเราก็อาจจะแย่ได้เหมือนกันเพราะหุ้นจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ของเราอยู่ในกลุ่มของหุ้นที่มีคุณสมบัติและพฤติกรรมคล้าย ๆ กัน ดังนั้น การวิเคราะห์จะต้องละเอียดรอบคอบ ประเด็นสำคัญก็คือ เทรนด์นั้นจะต้องไม่พลาด ในส่วนของหุ้นรายตัวที่เราเลือกนั้น ถ้าทำได้ถูกต้องก็จะได้ผลตอบแทนยอดเยี่ยม แต่ถ้าผิดก็คงต้องดูต่อไปว่าบริษัทนั้นเกิด “หายนะ” หรือไม่ เพราะในบางอุตสาหกรรมเช่นไฮเท็คนั้น “ผู้แพ้” มัก “ตาย” แต่ในบางธุรกิจผู้ “ไม่ชนะ” ก็ยังอาจจะอยู่รอดได้ นี่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องวิเคราะห์เช่นกัน             Theme ของการล...

เหนือกว่ามนุษย์ เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 เรื่องของ “หุ่นยนต์” และระบบออโตเมติกที่สามารถทำงานได้รวดเร็วและดีกว่ามนุษย์นั้นน่าจะเริ่มมาไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์ได้รับการกล่าวขวัญมากขึ้น เนื่องจากเหตุผลที่ว่ามัน “ฉลาด” ขึ้นมากจนสามารถเอาชนะมนุษย์ในการแข่งขันเกมโกะซึ่งเป็นเกมหมากกระดานที่มีความซับซ้อนมากจนไม่มีใครคิดว่าคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์จะสามารถเอาชนะแชมป์ระดับโลกได้แม้ว่ามันจะสามารถเอาชนะในการแข่งหมากรุกกับแชมป์โลกได้มานานแล้ว ความสามารถของหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์หรือที่เราเรียกว่า Artificial Intelligent (AI) หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” นี้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเพิ่มขึ้นของความสามารถของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ในการคำนวณในคอมพิวเตอร์ที่เป็นไปอย่างก้าวกระโดดตาม “กฎของ Moore” ซึ่งทำนายตั้งแต่ปี 1965 ว่าความสามารถในการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นเท่าตัวในทุกปีและจะโตแบบนั้นต่อเนื่องไปเป็นทศวรรษ คำทำนายของ Moore ซึ่งเป็นอดีตผู้ก่อตั้งบริษัท Intel ยักษ์ใหญ่ในวงการผลิตชิพเซมิคอนดักเตอร์นั้น ยังคงดำรงมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันแม้ว่าความสามารถในการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทศวรรษต่อมาในอัตร...

นักวิเคราะห์ VS นักลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 สิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนแบบ VI ก็คือ การวิเคราะห์ธุรกิจหรือบริษัทและความคุ้มค่าของราคาหุ้นที่จะซื้อ เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ถูกต้องแล้ว การขายหุ้นก็จะง่ายและโอกาสทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่ดีก็จะสูงในระยะยาวอย่างน้อย 3-5 ปี             คำถามก็คือ เราจะอาศัยบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มาเป็นเครื่องมือในการลงทุนแบบ VI ได้ไหม เพราะสิ่งที่เราพูดถึงนั้น นักวิเคราะห์ต่างก็สรุปไว้อย่างละเอียดแล้ว เขาแนะนำไว้ทุกครั้งว่าหุ้นตัวนั้นควรจะซื้อหรือถือหรือขาย ว่าที่จริงนักวิเคราะห์ก็มักจะเป็นคนที่ศึกษาและติดตามบริษัทและตัวหุ้นมานาน นอกจากนั้นพวกเขาก็มักจะสามารถเข้าถึงตัวผู้บริหารและได้รับข้อมูลลึก ๆ เกี่ยวกับบริษัทที่ VI ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์หลาย ๆ คนก็เป็นคนที่มีประวัติการเรียนที่ดีและตรงสายงาน ถ้าเทียบกับ VI ส่วนใหญ่รวมถึง “เซียน VI” ที่มีชื่อเสียงแล้ว พวกเขาน่าจะเหนือกว่า เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นักวิเคราะห์นั้น ทำงานเต็มเวลาในขณะที่นักลงทุนรวมถึง VI นั้น น่าจะทำงานด้านการวิเคราะห์หุ้นน้อยกว่า     ...

ลงทุนแบบ เบน เกรแฮม เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Value Investor ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 10-15 ปีที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่ามักอยู่ใน 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเน้นการลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” สไตล์แบบวอเร็น บัฟเฟตต์ ส่วนกลุ่มที่สองเน้นลงทุนหุ้นธรรมดาที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงสไตล์เบน เกรแฮม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในกลุ่มหลังนั้นจะฉีกแนวออกจากวิธีการของเบน เกรแฮมในแง่ที่ว่าพวกเขามักจะลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่มีความไม่แน่นอนของผลประกอบการสูง ลงทุนแบบเน้นหนักในหุ้นน้อยตัวมากและมักจะซื้อขายหุ้นด้วยมาร์จินเต็มที่ นอกจากนั้นยังมีแนวทางการลงทุนอีกหลายอย่างที่ไม่เหมือนเกรแฮมเลย อาจจะพูดได้ว่าสิ่งเดียวที่เหมือนเบน เกรแฮมก็คือการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นและซื้อเมื่อราคาต่ำกว่านั้นมาก ๆ และขายเมื่อหุ้นขึ้นไปเกินมูลค่าแล้ว             สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนแปลงไป หุ้นซุปเปอร์สต็อกราคาไม่ถูกเลย ราคาหุ้นถึงจะไม่ลงมากแต่ก็ขึ้นช้ามาก ส่วนหุ้นตัวเล็กที่ถูกเล่นในแนวของเบนเกรแฮมนั้น หลายตัวมีราคาตกลงมามาก กำไรที่เคยทำได้หดหายลงไปไม่น้อย เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยนั้นแม้ว่าจะไม...

การลงทุน-เกมน่าเบื่อ เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

  เวลาพูดถึงเรื่องของการลงทุน คนทั่วไปรวมถึงนักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นที่ยังเป็นมือใหม่มักจะคิดถึงกิจกรรมหรือการเล่นที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เป็นกิจกรรมที่ “ดุเดือดเลือดพล่าน” ที่นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นต้องมีไหวพริบและกลยุทธ์หรือกลเม็ดเด็ดพรายรอบตัวที่เหนือกว่าคนอื่น นอกจากนั้น พวกเขาก็ยังต้องมีความรวดเร็วตัดสินใจเด็ดขาดได้แบบนาทีต่อนาที จิตใจต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว บางทีก็ต้องพร้อมที่จะ “ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” บางครั้งก็สามารถ “ทุ่มสุดตัว” ได้ทันทีเมื่อ “โอกาสมาถึง” เรื่องราวหรือ Story ของการลงทุนแต่ละครั้งของนักลงทุนแต่ละคนโดยเฉพาะที่เป็น “เซียน” ดูมีสีสันน่าตื่นเต้น บางครั้งทำกำไรมโหฬารในเวลาอันสั้น บางคนก็พลาดเสียหายหนัก ทั้งหมดนั้นดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของฝีมือและ/หรือโชคบ้าง เกมของการลงทุนนั้นดูเหมือนไม่มีใครคิดว่าน่าเบื่อเลย คนคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกและคนจำนวนมากอยากทำ อยากเลือกหุ้นลงทุน สนุกกับการ “ลุ้น” ว่าหุ้นจะขึ้นไปแค่ไหนและจะได้กำไรเท่าไร             แต่ความเป็นจริงก็คือ ภาพที่เห็นอาจจะไมตรงกับความเป็นจริง ความน่าตื่นเต้นเร้าใจอาจจะไม่ได้แปลง...

เช็คสต็อก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าจะน่าเบื่อและ “เงียบเหงา” อย่างที่แทบจะไม่เคยพบเจอสำหรับนักลงทุนจำนวนมากที่เคย “สนุกสนาน” และมีความสุขกับการลงทุนมาตลอดหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เหตุผลก็เพราะว่าดัชนีหุ้นไม่ค่อยจะขยับไปไหนไกลและที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ หุ้นและพอร์ตหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว บ่อยครั้งกว่าก็คือหุ้นค่อย ๆ ตกลงมาเป็นระยะ บางช่วง เช่นช่วงที่ใกล้ประกาศงบก็จะตกลงมาหนัก การ Rebound หรือการฟื้นตัวกลับก็ไม่แรงเท่า แต่หลังจากนั้นหุ้นก็กลับสู่ขาลงอีก สำหรับคนที่มีเงินสดและกลับเข้ามาซื้อหุ้นเองนั้น ผลก็ไม่ดีไปกว่าพอร์ตที่มีอยู่ ซื้อแล้วหุ้นก็มักจะไม่ทำกำไรอย่างที่เคยเป็นในสมัยที่ตลาดหุ้นบูมหรือคึกคัก ราคาหุ้นช่วงที่ซื้ออาจจะปรับตัวขึ้นบ้างเพราะ “แรงซื้อ” ของตนเอง แต่หลังจากเลิกซื้อแล้วราคาก็มักจะถอยกลับลงมา อาการที่ “ซื้อตัวไหนตัวนั้นก็ขึ้น” ของนักลงทุนรายใหญ่ “เมื่อเทียบกับตัวหุ้น” ก็เริ่มหายไปนั้น เป็นสัญญาณว่าเราควรจะต้องหันกลับมาตรวจสอบหุ้นในพอร์ตที่มีอยู่ในมือว่าสถานะพอร์ตลงทุนของเราเป็นอย่างไร พูดง่าย ๆ เราควร “เช็คสต็อก” ว่าพอร์ตของเรามีหุ้นแบบไหนบ้างแล...

จิ๊กซอว์หุ้น เขียนโดย คุณวีระพงษ์ ธัม

  เกมตัวต่อจิ๊กซอว์ คือ เกมโบราณที่เรียบง่ายที่สุดเกมหนึ่งบนโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องอ่านวิธีเล่นก็เข้าใจได้ น่าประหลาดว่าว่ามันแฝงปรัชญา วิธีคิดมากมายซึ่งคล้ายกับวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างมาก และผมคิดว่าปรัชญานี้คือหนึ่งใน “หัวใจ” ของการประสบความสำเร็จในหุ้น ศาสตร์การลงทุนเราต้อง “ฝึกต่อภาพ” หรือ “เชื่อมโยง” ข้อมูลที่มีอยู่เข้าหากันเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อให้ข้อมูลที่มีอยู่มีประสิทธิภาพ และถูกต้องมากที่สุด การมีจิ๊กซอว์หนึ่งชิ้นเราอาจจะตอบไม่ได้ดีนักว่ามันคือภาพอะไร แต่ก็ถ้าเรา “ต่อภาพ” ให้กว้างขึ้นจนครบถ้วนสมบูรณ์ เราจะบอกคำตอบได้ดีกว่ามาก สาเหตุที่การลงทุนเป็นศิลปะเพราะการเสน่ห์ของการเชื่อมโยงนี่เอง Investing is just connecting things มันคือเกมที่ชื่อว่า “จิ๊กซอว์หุ้น”             การลงทุนคือ “ศาสตร์แห่งการคาดเดาอนาคต” กำไรของเราจะขึ้นกับอนาคตทั้งสิ้น ส่วนที่ยากของการลงทุนคือมันเป็นเกมจิ๊กซอว์ ที่เราไม่เห็นกล่องว่าภาพนั้นคือภาพอะไร จุดเริ่มต้นเราจึงไม่ต่างจาก “คนตาบอดคลำช้าง” ที่ลองผิดลองถูก ไปตาม “ข้อมูล” ที่ได้รับ เพื่อจะ “จินตานาการ” ภาพข้างหน้า...

สงครามสนามเพลาะ / เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

  ในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ฝ่ายอักษะที่นำโดยเยอรมันใช้สงคราม “สายฟ้าแลบ” ในการรุกรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นส่วนใหญ่ สงครามสายฟ้าแลบนั้นทำโดยมีหลักการหรือยุทธวิธีใหญ่ ๆ 3 ประการด้วยกันนั่นก็คือ หนึ่ง วางกลยุทธการเข้าทำศึกอย่างรอบคอบและชาญฉลาดโดยมีเป้าหมายสำคัญก็คือ ใช้กำลังเข้ายึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ทำให้ได้เปรียบศัตรู ฆ่าและทำลายฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว สอง จะต้องมีการรวมกำลังทหารและทรัพยากรจำนวนมากอยู่ในจุดเน้นที่แคบเพื่อเพิ่มอำนาจในการยิง และสาม การเข้าโจมตีจะต้องเป็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้าม “นึกไม่ถึง” ในสงครามแบบสายฟ้าแลบนั้น ฝ่ายที่เข้าโจมตีจะต้องมีแม่ทัพและกองทหารที่มีความสามารถและวินัยสูง นอกจากนั้นก็จะต้องมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ในการรบรวมถึงระบบการสื่อสารที่ดีเมื่อเทียบกับศัตรู             ก็อย่างที่เรารู้ เยอรมันประสบความสำเร็จสูงมากในช่วงแรกของสงครามที่สามารถยึดประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรด้านตะวันตกหลายประเทศรวมถึงฝรั่งเศสที่เป็นผู้นำในเวลาอันสั้น แต่เมื่อเยอรมันเปิดแนวรบด้านตะวันออกโดยการบุกรัสเซีย สงครามก็เปลี่ยนไป เพราะรัสเซียสามารถยันกอ...

พิซซ่าท้าดาวอังคาร / โดย คนขายของ (คุณชาย มโนภาส)

ในวันที่ 6 มีนาคม ปี 2009 ดัชนี Dow Jones ทำจุดต่ำสุดหลังจากเกิดเหตุการณ์ล่มสลายของ Lehman Brothers เพราะวิกฤต Subprime ที่ 6,626 จุด ในวันนั้นหากนักลงทุนมีเงินอยู่หนึ่งแสนบาท จะเลือก ลงทุนในหุ้นตัวไหนระหว่าง หนึ่ง Apple ผู้ผลิต Iphone สอง Google เจ้าแห่ง search engine สาม Amazon ร้านค้าปลีกออนไลน์ สี่ Netflix ผู้ให้บริหารดูหนังออนไลน์ และห้า ร้านพิซซ่าธรรมดาๆ อย่าง Domino’s Pizza ซึ่งไม่ได้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางด้าน IT ที่ตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด เวลาผ่านมา 8 ปี ปรากฎว่าหากใครนำเงินหนึ่งแสนบาทลงทุนในหุ้น Domono’s Pizza ( DPZ ) จะกลายมาเป็น 3,500,000 บาท แต่ถ้าซื้อ Amazon จะได้ 1,510,000 บาท และ Google ได้เพียง 516,000 บาท ทำไมกิจการร้านพิซซ่าถึงสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นได้ขนาดนี้? ทำไมกิจการที่ซื้อขายกันที่ PE เพียง 6 เท่าในปี 2009 กลายมาเป็น 45 เท่าในปัจจุบัน?  จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดในช่วงปลายปี 2009 ซึ่งทาง DPZ ได้ประกาศยกเลิกสูตรพิซซ่า ดั้งเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งผู้บริโภคเริ่มเบื่อหน่าย ต้นเหตุเพราะ DPZ เกิดจากธุรกิจพิซซ่าส่งตามบ้าน ไม่ใช่ทานในร...

ประวัติศาสตร์และอนาคตของมนุษยชาติ เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของประวัติศาสตร์ออกมา 2 เล่มต่อเนื่องกันโดยนักประวัติศาสตร์ชื่อ Yuval Noah Harari หนังสือสองเล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์และการทำนายอนาคตของมนุษยศาสตร์ตามลำดับ ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือขายดี เป็น Best Seller ระดับนานาชาติ คนที่เขียนคำนิยมและยกย่องชมเชยให้กับหนังสือนั้นรวมถึงอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา บิล เกต และมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ดังนั้น มันไม่ใช่หนังสือธรรมดา ๆ ที่คอหนังสือจะมองข้ามได้ โดยเฉพาะผมเองที่เป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ผมจึงอ่านทั้งสองเล่มอย่าง “วางไม่ลง” ผมคิดว่ามันเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากเพราะมันเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นล้านเป็นแสนปีแต่เขียนให้จบภายในไม่กี่ร้อยหน้า ที่สำคัญ มันให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์อย่างลึกซึ้ง มันทำให้รู้ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาอย่างไรจนมาเป็นอย่างทุกวันนี้ที่เรามีสังกัดเป็นคนชาตินั้นชาตินี้ มีศาสนา มีวัฒนธรรม มีนิสัยใจคอ มีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างจากสัตว์อื่น ๆ ทั้งโลก อยู่กันในหมู่บ้านและเมือง มีเงินใช้ มีตลาดและการซื้อขายหุ้น และยังมีอ...

น้ำลดตอผุด เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 สุภาษิตไทย “น้ำลดตอผุด” นั้น มักถูกใช้ในเรื่องของการโกงหรือคอรัปชั่นในแวดวงราชการที่คนมีอำนาจกระทำความผิด ทำสิ่งไม่ดี หรือโกงไว้ แต่ต่อมาคน ๆ นั้นตกต่ำลง ทำให้สิ่งที่เคยทำผิดหรือโกงไว้ถูกเปิดเผยออกมาให้เห็น แต่ผมคิดว่าสำนวนสุภาษิตนี้น่าจะสามารถนำมาใช้กับเรื่องของการลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างเหมาะสมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของการทำผิดหรือโกงของบริษัทจดทะเบียนโดยผู้บริหารในขณะที่ยังมีอำนาจ แต่เมื่อเขา “ตกต่ำลง” สิ่งที่เขาทำไว้ก็อาจจะถูกเปิดเผยออกมา             ปรากฏการณ์ “น้ำลดตอผุด” ในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในช่วงเร็ว ๆ นี้ เหตุผลที่เราเห็นกรณีต่าง ๆ มากขึ้นนั้น ส่วนสำคัญน่าจะมาจากการที่ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยมีผลงานหรือผลตอบแทนการลงทุนที่ดีมากโดยเฉพาะในหุ้นของบริษัทเล็กและ/หรือบริษัทที่มีคุณภาพไม่ดีแต่มีการเก็งกำไรสูงที่มีจำนวนมาก ความ “เฟื่องฟู” ของราคาหุ้นเหล่านั้นพูดไปก็เปรียบเสมือนกับภาวะที่ “น้ำขึ้น” สูง ซึ่งทำให้ “ตอ” หรือการ “โกง” ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ แห่งถูกปกปิดไว้ แต่ถึงวันนี้ดูเหมือนว่าหุ้นเหล่านั้นกำลัง ...

หนังสือ "ลงทุนอย่าง VI ในตลาด Sideways" เรียบเรียงโดย คุณชัชวนันท์ สันธิเดช

  หนังสือ "ลงทุนอย่าง VI ในตลาด Sideways"  เล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านรู้จัก "ตลาดไซด์เวย์ส" ซึ่งเป็นภาวะที่ตลาดหุ้นไม่ไปไหน ไม่ขึ้นและไม่ลง เป็นภาวะที่นักลงทุนรู้สึกอึดอัด เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมันจะส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนที่เราควรใช้แตกต่างไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังแนะนำแนวทางในการรับมือ ทั้งยังสอนหลักการวิเคราะห์กิจการแบบ VI ที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สั่งซื้อหนังสือ   ลงทุนอย่าง vi ในตลาด sideways เขียนโดย  คุณ ชัชวนันท์ สันธิเดชใน ราคาโปรโมชั่น   คลิ๊กที่นี่ จุดสิ้นสุดของวงจรหนี้ และตลาดไซด์เวย์ส    เป็นเรื่องปกติสำหรับนักวิเคราะห์ ที่จะพูดถึงตลาดกระทิงและตลาดหมีอันยาวนาน แต่ย้อนไปเมื่อทศวรรษที่ 1990 ตอนนั้นผมเริ่มสังเกตเห็นว่า ไม่จำเป็นเสมอไปที่ตลาดหุ้นจะเป้นไปในท่วงทำนองของคำว่ากระทิงและหมีตามแบบแผนเดิมๆ ในหนังสือ Bull'S Eye Investing ของผม  ผมอธิบายไว้ว่านักลงทุนควรเน้นการประเมินมูลค่ามากว่าราคา โดยเฉพาะเมื่อตลาดดูเหมือนจะประคองตัวไปเรื่อยๆ และนานขึ้นกว่...

ดาวดับแสง / เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

   ในช่วงประมาณ 10-15 ปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นนักลงทุนและ/หรือนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จสูงมากจำนวนไม่น้อยกลายเป็น “ดาว” ในตลาดหุ้นไทย สถิติผลงานการลงทุนของพวกเขานั้นสูงลิ่วจนไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับผลงานการลงทุนของ “เซียน” ในระดับโลก และแม้ว่าสถิตินี้ยังไม่ได้ยาวพอที่จะนำมาคิดเป็นจริงเป็นจังแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นผลงานที่เกิดขึ้นได้ยากในที่อื่นหรือส่วนอื่นของโลกอยู่ดี ผมคงไม่ต้องพูดซ้ำอีกว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับ “ดาว” จำนวนมากที่จะทำผลงานได้เท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิม เหตุผลก็เพราะว่าสภาพของตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 10 กว่าปีมานี้เป็นสถานการณ์พิเศษที่เอื้ออำนวยให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น “VI” หรือนักเก็งกำไรที่ “เกาะกระแส VI” สามารถทำเงินได้อย่างง่ายและเร็วด้วยวิธีการที่ไม่ยาก แต่สถานการณ์แบบนั้นผมคิดว่ามันกำลังหมดไป การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในอนาคตน่าจะกำลังกลับเข้าสู่ “ภาวะปกติ” ที่จะมีแต่คนที่แน่จริง ๆ และมีหลักการที่ถูกต้องในระยะยาวจริง ๆ เท่านั้นที่จะเป็น “ดารา” ซึ่งก็แน่นอนว่าน่าจะรวมถึง “ดาว” หลายคนในปัจจุบันด้วย             “ดาว” ...

ดร.นิเวศน์ ในวันที่ขาดทุน "นักปราชญ์ ยังรู้พลั้ง"

แม้จะมีความรู้และความเชี่ยวชาญในหุ้นก็ตามที แต่ปัจจัยบางอย่างที่กระทบกับหุ้นก็ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่อยู่ไกลตัว ทำให้การรับรู้ข่าวสารในข้อมูลเชิงลึกจึงไม่เพียงพอ เหตุการณ์วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือซับไพร์ม ปี 2551 ได้ฉุดเศรษฐกิจไทย และ Set Index อยู่ที่ 449.96 จุด ทำให้พอรต์ของ ดร. นิเวศน์ขาดทุนไป 14.6% เหตุเพราะว่าหุ้นที่ซื้อราคาค่อนสูง เกินไป ชนิดที่เรียกว่า แพงลิบลิ่ว และราคาหุ้นก็ปรับฐาน แต่ไม่ได้เปลี่ยนตัวหุ้น ดร.นิเวศน์ ยอมรับว่าในบางครั้งก็เจ็บตัวจากการลงทุนบ้าง แต่หลายสิบปี ที่ผ่านมาก็ยังทุ่มเงินทั้งหมดลงทุนในหุ้นมาตลอด หากจะมีเงินสดก็เพียงเล็กน้อย เท่านั้น จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2557) เริ่มขายหุ้นบางส่วนออกไป เพื่อเก็บเงินสดเอาไว้ เพราะเริ่มเห็นสัญญาณหุ้นมีราคาแพงเกินไป ฉะนั้น ในเวลานี้จึงเป็นช่วงที่ถือเงินสดมากที่สุดประมาณ 20-25% ส่วนสถานการณ์ SET Index ในปี 2558 ที่ต้นปี ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด ได้ปรับลดลงมาแตะที่ระดับประมาณ 1,300 จุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ในสายตาของ ดร. นิเวศน์มองว่า ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเพียง 4-5% เท่านั้น จึงอยู่ใ...