ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก ตุลาคม, 2016

ตลาดหุ้นชายขอบ /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    ตลาดหุ้นในโลกนี้มักถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับการพัฒนาของตลาด  กลุ่มแรกก็คือตลาดที่ที่พัฒนาแล้วซึ่งก็มักเป็นตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น  ตลาดหุ้นนิวยอร์ค  ตลาดหุ้นลอนดอน ตลาดหุ้นโตเกียว และอื่น ๆ   กลุ่มที่สองเป็นตลาดหุ้นของประเทศที่กำลังพัฒนาหรือใกล้ที่จะพัฒนาแล้วหรือพัฒนาแล้วแต่ยัง “ใหม่” เช่นตลาดหุ้นไทย  มาเลเซีย  เกาหลี จีน รัสเซีย  และประเทศในละตินอเมริกาและอื่น ๆ  ที่ “กำลังพัฒนา”  ตลาดหุ้นเหล่านี้ถูกเรียกว่า “Emerging Market” หรือ “ตลาดหุ้นเกิดใหม่”  และสุดท้ายก็คือตลาดหุ้นในประเทศที่  “ด้อยพัฒนา” หรือเพิ่งจะพัฒนา  รายได้ต่อหัวของประชากรค่อนข้างต่ำ  สัดส่วนของ  “คนชั้นกลาง” ค่อนข้างน้อย  ตัวอย่างเช่น  ตลาดหุ้นเวียตนาม  ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา  อินเดีย  และประเทศ  “ยากจน” ทั้งหลายที่อาจจะเริ่มมีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์  เช่น  กัมพูชา  ลาว  และเมียนมาร์  กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า  “Frontier Market”  หรือ  “ตลาดหุ้นชายขอบ...

ความงดงามของ FACEBOOK / โดย คนขายของ

จงเรียงกิจการที่มีมูลค่าน้อยที่สุดไปหามากที่สุด? หากนักลงทุนเจอคำถามนี้โดยมีตังเลือกให้ 5 บริษัทดังนี้ ท่านจะเรียงลำดับกันอย่างไร? หนึ่ง คือ Exxon Mobil ซึ่งมีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1870 สอง GEซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1892 สาม บริษัทอากาศยานยักษ์ใหญ่ Boeing สี่ บริษัทค้าปลีกที่มีรายได้พอๆกับ GDPของประเทศนอร์เวย์อย่าง Walmart และ ห้า บริษัทเทคโนโลยี ซึ่งเพิ่งก่อเป็นรูปเป็นร่างในปี 2004 มีCEO อายุแค่ 32 ปี อย่างFACEBOOK (FB) หากถามคำถามนี้ในปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่ FB ทำการ IPOเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม เราจะพบว่าบริษัทน้องใหม่นี้อยู่ในอันดับที่ 4 ชนะแค่ Boeing เพียงบริษัทเดียว แต่ในวันนี้ สถานะการณ์เปลี่ยนไปมาก จากข้อมูลในวันที่ 4 ตุลาคม 2559 อันดับของมูลค่ากิจการจากน้อยไปมากจะเป็นดังนี้ Boeing, Walmart, GE, Exxon และ FB ทำไมนักลงทุนถึงให้มูลค่ากิจการของ FB มากถึง 367 พันล้านเหรียญ (12.9 ล้านล้านบาท)? พอๆกับตลาดหุ้นไทยทั้งตลาดเลยทีเดียว             หากเรามาดูโครงสร้างรายได้ FB นั้นจะเห็นว่ามากกว่า 90% เป็นรายได้จากการโฆษณา ซึ่งคล้ายกับบริษัทในธุรกิจสื่อสารมวลชน ...

สัปดาห์แห่งความผันผวนของหุ้น /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า  “ถ้าคุณไม่สามารถทนเห็นหุ้นที่คุณถืออยู่ตกลงไป 50% โดยที่ไม่รู้สึกขวัญผวาได้  คุณก็ไม่ควรอยู่ในตลาดหุ้น”  นี่เป็นคำกล่าวที่บ่งบอกให้เห็นว่าราคาหุ้นนั้นมักจะมีความผันผวนหนัก ๆ  ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเสมอ  และเวลานั้นจะเป็นเวลาที่ทดสอบจิตใจว่าคุณพร้อมที่จะเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่  กล่าวโดยเฉพาะก็คือ  ถ้าหุ้นตกลงมาอย่างหนักจนถึงระดับ 50% โดยที่คุณมั่นใจว่าพื้นฐานของตัวหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก  คุณจะยังสามารถถือมันไว้ไม่รีบขายไปเสียก่อนได้หรือไม่  ถ้าคำตอบคือไม่!  เพราะคุณกลัวว่ามันจะตกลงต่อไปอีก  ถ้าเป็นแบบนี้  คุณก็ไม่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้น  เหตุผลก็เพราะว่าคุณจะพลาดและเสียหายหนักเมื่อพบในภายหลังว่าหุ้นตัวนั้นก็จะปรับตัวกลับขึ้นมา—ตามพื้นฐานที่ควรจะเป็นของมัน  ดังนั้น  สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว  การที่หุ้นตกโดยที่วิเคราะห์ชัดเจนแล้วว่าพื้นฐานของกิจการไม่ได้เปลี่ยน  เราก็ไม่ควรที่จะขายหุ้น  ทางที่ดีก็คือ  ไม่ต้องไปทำอะไร  หรือทางที่อาจจะดีกว่าก็คือ  เ...

วีไอมองหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2559 กรกฏาคม 2559

Talk Show  วีไอมองหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2559 กรกฏาคม 2559 

ทางสายแคบของ VI /โดยดร.นิเวศ เหมวชิรวรากร

คนจำนวนไม่น้อยรวมถึง Value Investor จำนวนมากถ้าถูกถามว่า Value Investment แตกต่างจากการลงทุนหุ้นแบบพื้นฐานอย่างไร?  หรือ การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ทำกันทุกวันนี้แตกต่างจากการวิเคราะห์ของ VI อย่างไร?  ผมคิดว่าหลาย ๆ  คนก็คงจะตอบไม่ได้หรือตอบไปคนละแนว  หลายคนก็อาจจะงง  เพราะดูไปแล้วหลักการทั้งสองอย่างก็คล้ายกันมากจนแยกไม่ออก    ว่าที่จริงเบน เกรแฮมผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น  “บิดาแห่งการลงทุนแบบ VI” นั้น  ก็ได้รับการยอมรับเช่นกันว่าเป็น  “คณบดี” หรือ “เจ้าสำนัก” ของ “โรงเรียนการวิเคราะห์หลักทรัพย์”  เขาน่าจะเป็นคนแรก ๆ  ที่ช่วยก่อตั้งสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของอเมริกาซึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาจนถึงวันนี้  โดยที่หลักการการวิเคราะห์ที่ถูกต้องนั้นได้รับการศึกษาและเผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกและมีหลักการและทฤษฎีเดียวไม่ได้มีการแยกว่านี่คือการวิเคราะห์แบบนักวิเคราะห์มืออาชีพหรือแบบ VI             ถ้าเช่นนั้น  อะไรคือความแตกต่างระหว่าง VI กับนักลงท...

เมกะเทรนด์ “Urbanization” / โดย คนขายของ

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Frost & Sullivan ได้ออกบทวิจัยเกี่ยวกับ “Mega Trend” ซึ่งเป็นแนวโน้มของปัจจัยต่างๆที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต จากทั้งหมด 12 เทรนด์ที่ทาง F&S ได้ระบุไว้ เทรนด์ที่เชื่อว่าน่าจะเกิดจริง และมีผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องของ อินเตอร์เน็ต หรือ พลังงานทางเลือก แต่กลับเป็นเทรนด์ “Urbanization” ซึ่งว่าด้วยการขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตของชาวเมืองใหญ่ เมื่อราวสองร้อยปีก่อน มีประชากรเพียง 2% ของโลกซึ่งอยู่อาศัยในเขตเมือง แต่ในปัจจุบันอัตตราส่วนกลับเพิ่มขึ้นเป็น 51% องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ภายในปี 2050 ตัวเลขดังกล่าวจะขยับเข้าใกล้ 70% เทรนด์นี้ จะมีผลอย่างไร? อุตสาหกรรมไหนจะได้ประโยชน์บ้าง? จากบทวิจัยของ F&S ได้กล่าวไว้ว่า Urbanization จะทำให้เกิดเมืองขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “Mega City” ซึ่งเป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยขนาด 10 ล้านคนขึ้นไป และการเชื่อมโยงของเมกะซิตี้หลายเมืองเข้าด้วยกัน ด้วยระบบขนส่งจะทำให้เกิด “Mega Corridor” หากหันกลับมาดูประเทศไทย ผมเชื่อว่า พื้นที่ที่มีโอกาสเกิด “Mega Corridor” น่าจะเริ่มตั้งแต่กรุงเทพมหานครออกไปทางชลบุ...

30 กลยุทธ์หุ้นเปลี่ยนชีวิต (4) / โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

  ตั้งแต่ตอนแรกจนมาจบตอนสุดท้าย ก็ครบเวลาที่ผมเดินทางกลับมาจากยุโรปเกือบค่อนเดือนกับครอบครัวพอดี การใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้น ได้เห็นโลกที่แตกต่าง ซึ่งเป็นบทเรียนที่สอนอะไรหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่ออกจากสนามบินประเทศเยอรมัน มีทางหลวงซึ่งขับรถได้โดยไม่จำกัดความเร็ว (ออโตบาห์น) รถขับเร็วกว่า 200กม.ต่อชม. แต่ผมกลับไม่พบอุบัติเหตุตลอดการขับรถกว่า 3,000 กิโลเมตร อุบัติเหตุต่ำมากเพราะทุกคนมีวินัยในการขับรถ ในเมืองไม่ต้องมีหลังเต่า เพราะทุกคนเคารพความเร็วในเมืองและคนเดินถนน สิ่งที่ยืนยันวินัยของคนในประเทศคือสินค้าเยอรมันซึ่งมีคุณภาพสูง พื้นฐานของคน สังคม วัฒนธรรม เสริมสร้างจุดแข็งของประเทศ และหุ้นบลูชิปของแต่ละประเทศนอกจากจะสะท้อน “ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ก็มักจะสะท้อน “ความเป็นตัวตน” ของประเทศนั้น ๆ ผมขอใช้พื้นที่ ๆ เหลือ ให้ 5 กลยุทธ์สุดท้าย ซึ่งจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีชีวิตในตลาดหุ้น             26) อย่าไปยึดติดว่าเราจะต้องลงทุนอะไร ลงทุนประเทศไหน ลงทุนหุ้นกลุ่มไหน เพราะทุกการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ทั้งนั้น ถ้าคุณสามารถมีมุ...

สรรพสิ่งเปลี่ยน-ยีนส์เหมือนเดิม /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผู้คนต่างก็คิดว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก  สิ่งต่าง ๆ  เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากมาย  เราทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและทำไม่ได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่ต้องพูดถึงคนในยุคก่อน  ยิ่งถ้าเรานึกถึงคนในยุคก่อนอารยะธรรมที่ยังอาศัยอยู่ในถ้ำเมื่อกว่าหมื่นปีที่แล้วก็แทบจะเรียกว่าชีวิตและกิจกรรมของคนเปลี่ยนไปจาก “หน้ามือเป็นหลังมือ” ทีเดียว  แต่ถ้าเราคิดลึกและศึกษาชีวิตของคนจากพื้นฐานจริง ๆ  แล้วก็จะพบว่า  สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนหรือเปลี่ยนน้อยมากในช่วงกว่าหมื่นปีมานี้ก็คือ “ยีนส์” ของมนุษย์  ยีนส์ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในตัวเราทุกคนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก  มันมีหน้าที่หรือภารกิจที่สำคัญเพียงสองสามประการนั่นก็คือ  เอาตัวให้รอดและเผยแพร่ยีนส์ของมันต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดในโลกที่ “เต็มไปด้วยอันตรายและอยู่ได้อย่างยากลำบาก” ในช่วงกว่าหมื่นปีที่ผ่านมา  ยีนส์ได้สร้าง “ร่างกาย”  ของคนขึ้นมาเพื่อที่จะเป็น “ยานพาหนะ” ที่จะนำพาให้ยีนส์บรรลุภารกิจนั้น   ร่างกายมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมานับล้านปีมาแล้วและวิวัฒนาการมาจนเป็...