คำว่า “New Normal” นั้น เริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลายน่าจะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกาในปี 2008 ที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรงมากที่ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจลดต่ำลงมากและดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถกลับมาเติบโตเหมือนเดิมได้อีกต่อไป กูรูทั้งหลายเชื่อว่า “ตัวเลขใหม่” ที่ดู “ผิดปกติมาก” เมื่อเทียบกับตัวเลขที่เคยเป็นนั้นจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” และจะเป็น “ตัวเลขปกติ” ที่จะดำเนินต่อไปในวันข้างหน้า หลังจากนั้น คำว่า New Normal ก็ถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เหตุผลคงเป็นเพราะว่าในระยะหลัง ๆ นี้ โลกได้เปลี่ยนแปลงไปเร็วและมาก สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ “ทำลาย” สิ่งเก่า ๆ ที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวอีกต่อไป ดังนั้น ในฐานะนักลงทุน เราจะต้องตระหนักตลอดเวลามิฉะนั้นเราอาจจะหลงคิดว่า “สิ่งที่เลวร้ายเดี๋ยวก็จะผ่านไป” คำพูดคลาสสิกของเบน เกรแฮมที่ว่า “This too shall past” อาจจะใช้ไม่ได้อีกแล้วในหลาย ๆ เรื่อง มาดูกันว่ามีอะไรที่จะเป็น New Normal ในตลาดหุ้นและการลงทุนของนักลงทุนไทย เรื่องแรกก็คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐ...
การลงทุนระยะยาวหรือ “ระยะกลาง” นั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เราจะต้องมองหา Trend หรือแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วและจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยในระยะเวลาหนึ่งที่เราสามารถเชื่อมั่นได้ จากนั้นเราก็ควรจะสร้างเรื่องราวและแนวความคิดในการลงทุนหลัก หรือบางทีเรียกว่าเป็น “Theme” ของการลงทุน ว่าเราจะลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนและตัวไหนและด้วยวิธีใดที่จะทำให้หุ้นและพอร์ตลงทุนของเราได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว การลงทุนแบบนี้ถ้าเราทำได้ถูกต้อง ผลตอบแทนของเราก็จะดีเลิศ แต่ถ้าผิดพลาดเราก็อาจจะแย่ได้เหมือนกันเพราะหุ้นจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ของเราอยู่ในกลุ่มของหุ้นที่มีคุณสมบัติและพฤติกรรมคล้าย ๆ กัน ดังนั้น การวิเคราะห์จะต้องละเอียดรอบคอบ ประเด็นสำคัญก็คือ เทรนด์นั้นจะต้องไม่พลาด ในส่วนของหุ้นรายตัวที่เราเลือกนั้น ถ้าทำได้ถูกต้องก็จะได้ผลตอบแทนยอดเยี่ยม แต่ถ้าผิดก็คงต้องดูต่อไปว่าบริษัทนั้นเกิด “หายนะ” หรือไม่ เพราะในบางอุตสาหกรรมเช่นไฮเท็คนั้น “ผู้แพ้” มัก “ตาย” แต่ในบางธุรกิจผู้ “ไม่ชนะ” ก็ยังอาจจะอยู่รอดได้ นี่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องวิเคราะห์เช่นกัน Theme ของการล...