ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก มีนาคม, 2017

จุดอ่อนของยักษ์ค้าปลีก / โดย คนขายของ

ก่อนยุคต้มยำกุ้งในปี 1997 หุ้นค้าปลีกยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก จนกระทั้งหลังวิกฤตเกิดการควบรวมกิจการของค้าปลีกไทยกับต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารการจัดการ ตามมาด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทำให้หุ้นค้าปลีกในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ในขณะที่หุ้นค้าปลีกของไทยยังคงสามารถทรงราคาอยู่ได้ในระดับสูง แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าราคาหุ้นค้าปลีกระดับโลกบางบริษัทกลับเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่อ่อนตัวกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เป็นไปได้หรือไม่ว่า กิจการที่นักลงทุนเคยเชื่อว่าแข็งแกร่งดุจหินผา รับเงินสดก่อนแล้วค่อยจ่ายซัพพลายเออร์ในอีก 60-90 วันถัดไป กำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัว และเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งรายใหม่ที่เล็กกว่า แต่ปรับตัวได้รวดเร็วกว่า ค้าปลีกยักษ์ใหญ่จะยังคงขยายตัวได้ในระดับสูงหรือไม่? และอุปสรรคสำคัญคืออะไร? กิจการค้าปลีกขนาดยักษ์มักมีจุดเริ่มจากการประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค เสร็จแล้วจึงขยาย ไปในระดับประเทศ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่กิจการขยายได้รวดเร็วมาก ราคาหุ้นก็ตอบสนองไปในทิศทางเดียวกันปัญหาของค้าปลีกขนาดยักษ์มักเริ่มเกิดขึ้นเมื่อกิจการใน...

หุ้นเล็กแสนล้าน / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว  Trinh Van Quyet ประธานบริษัท FLC Group และเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท Faros Construction ในตลาดหุ้นเวียตนาม วัย 41 ปี ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในตลาดหุ้นเวียตนามด้วยมูลค่าหุ้นรวมกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยจะมีใครรู้จัก  การที่เขากลายเป็นบุคคลที่ “มั่งคั่งที่สุด” ใน  “ชั่วข้ามคืน”  นั้น  เป็นเพราะหุ้นบริษัทก่อสร้าง Faros ที่มีชื่อย่อของหุ้นว่า  ROS ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดเมื่อเดือนกันยายน 2016  มีราคาเพิ่มขึ้น 10 เท่าเป็นประมาณ 170 บาทต่อหุ้นภายในเวลา 3 เดือน  หุ้น ROS ยัง “ร้อนแรง” ต่อมาจนถึงวันนี้และมีราคาประมาณ  240 บาทต่อหุ้น  Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้น ROS สูงถึงประมาณหนึ่งแสนล้านบาทไทยและมีส่วนที่มีนัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นโฮจิมินเพิ่มขึ้นมากและเป็นจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วย  หุ้น ROS ใหญ่โตติดอันดับ 1 ใน 10 หุ้นที่ใหญ่ที่สุดของตลาดและมี Market Cap. ประมาณ 4-5% ของตลาด  การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดที่ทุกคนต้องจับตามอง ...

มูลค่าผู้บริหารชั้นยอด / โดย คุณวีระพงษ์ ธัม

      หากเปรียบบริษัทคือร่างกาย ผู้บริหารก็คือมันสมองซึ่งเป็นกลไกหลักของการ “ตัดสินใจ” ทางธุรกิจ ผู้บริหารมีมูลค่า “สูงมาก” เพราะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของบริษัทได้ด้วยการตัดสินใจเพียงไม่กี่ครั้ง การวิเคราะห์ผู้บริหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ และถ้ายิ่งศึกษา เราจะพบว่าสองปัจจัยที่สร้าง “มูลค่า” ให้ผู้บริหาร คือ Vision หรือ “วิสัยทัศน์” ซึ่งมากถึงการ “มองอนาคต” ไกลกว่าคนอื่น และ “Execution” หรือการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ สิ่งนี้ไม่มีบันทึกอยู่ในงบการเงิน แต่เราสามารถลองศึกษาจากประวัติศาสตร์ดูว่าทั้งสองสิ่งนี้มีมูลค่ามากแค่ไหน             บริษัทแรกคือ Microsoft (MSFT) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารอย่างบิล เกตต์ สร้างธุรกิจในปี 1975 เขามองเห็นอนาคตว่า PC หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะมีใช้อยู่ในทุกบ้าน จากต้นกำเนิดระบบปฏิบัติการ DOS มาสู่ Windows 3.1, 95 และสร้างโปรแกรมที่ขายดีตลอดกาลอย่าง Office วิสัยทัศน์ในวันนั้นของบิล เกตต์ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้มหาศาล ราคาหุ้นขึ้นจาก IPO ปี 1986 ที่ 21 เหรียญ และถูกแตกพาร์ 8 ครั้งราคาในวันที...

ปรุงกำไร / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตัวเลข “กำไรสุทธิ” ของบริษัทจดทะเบียนนั้น  บางครั้งมันก็อาจจะไม่ใช่ตัวที่ชี้ว่าบริษัทกำลังทำผลงานทางธุรกิจได้ดีและจะโตขึ้นเรื่อย ๆ  ในระยะยาว  แต่พอบริษัทมีกำไรเติบโตโดดเด่น  โดยเฉพาะติดต่อกันมาซัก 2-3 ปีหรือบางทีน้อยกว่านั้นด้วย  ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่น่าเชื่อ   ซึ่งก็จะทำให้คนที่มีหุ้นมากหรือคนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนสามารถทำกำไรจากหุ้นได้มหาศาลในระยะสั้น  ดังนั้น  กำไรของบริษัทจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนในแวดวงตลาดหุ้นสนใจกันมากที่สุดตัวหนึ่ง  เพราะมันทำให้รวยหรือเจ๊งได้ เหตุผลที่ตัวเลขกำไรสุทธิในระยะสั้นอาจจะไม่ใช่เครื่องบ่งบอกความดีของบริษัทในระยะยาวนั้น  อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเลข “กำไร”  นั้น  เป็นตัวเลข  “ทางบัญชี”  ที่บางส่วนขึ้นอยู่กับ  “ความเห็น” ของผู้บริหารและเจ้าของหุ้นที่มีอำนาจในการจัดการบริษัทด้วย   และกิจการหลายอย่างนั้น  ความเห็นที่แตกต่างก็อาจจะทำให้กำไรแตกต่างกันได้มาก  เช่น  ถ้ามีความเห็นแบบหนึ่งก็กำไรมาก  แต่ถ้ามีความเห็นอีกแบบหนึ่งก็อาจจะทำให้บริษัทขาดทุนได้ ...

Too good to be true โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานและติดตามศึกษาหุ้นตลอดเวลารวมทั้งพยายามจดจำกรณีศึกษาหุ้นที่น่าสนใจและมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ  ก็มักจะพบหุ้นกลุ่มหนึ่งที่  “เคย” เป็นหุ้นที่โดดเด่นสุดยอดในแง่ของการที่หุ้นมีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงสุดยอดในเวลาอันสั้น  บางทีกว่า 10 เท่าในเวลาเพียง 2-3 ปี  และนี่ไม่ใช่หุ้น “Turnaround” ที่หุ้นฟื้นตัวจากวิกฤติที่บริษัทเกือบเอาตัวไม่รอดและมูลค่าหุ้นเหลือเพียงน้อยนิดราคาหุ้นเป็นเศษสตางค์   แต่เป็นหุ้นธรรมดา ๆ ขนาดย่อม ๆ   ที่อยู่ ๆ  ก็มีราคาวิ่งขึ้นมหาศาลจนบางทีมีมูลค่าเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทกลายเป็นหุ้นขนาดกลางหรือใหญ่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลายเป็น  “หุ้นนางฟ้า”   ปรากฏการณ์แบบนี้บ่อยครั้งเกิดขึ้นเนื่องจากผลประกอบการที่โตขึ้นอย่าง “ก้าวกระโดด”  เช่นโตขึ้นกว่า 30-50% เมื่อเทียบกับปีก่อนไตรมาศต่อไตรมาศและดำเนินต่อกันมาหลายไตรมาศ  บางบริษัทเป็นเพราะมีการเปิดดำเนินการของธุรกิจใหม่ที่  “มีอนาคตที่สดใส” และเป็น “เมกาเทรนด์” ที่อาจจะดำเนินต่อไปอีกนาน  แต่บางบริษัทก็เป็นเพราะมีการขยายธุรกิจไปสู่ตลา...

รัก A แต่ซื้อ B / โดย คนขายของ

หนึ่งในสถานะการณ์ที่นักลงทุนมักพบเจออยู่เสมอในการลงทุนคือ กว่าจะเข้าใจถึงความสุดยอดของกิจการที่ สนใจ ราคาหุ้นก็มักขึ้นไปสูงมากแล้ว ด้วยความรู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาส ทำให้เริ่มมองหากิจการที่คล้ายๆ กัน หรืออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่ราคายังไม่ขยับมากนักเพื่อเข้าลงทุน ด้วยความหวังว่าตลาดจะเริ่มเห็นคุณค่า และให้ราคาสูงขึ้นในทิศทางเดียวกันในไม่ช้า หรืออาจจะเป็นในกรณีที่ หุ้น A ได้รับความสนใจจาก ตลาดเป็นอย่างมาก และราคาขึ้นไปสูงลิ่ว ทำให้นักลงทุนที่ตกรถเริ่มหันมามองหุ้น B ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม เดียวกันแต่ราคายังไม่ไปไหน แล้วตัดสินใจลงทุนในหุ้น B เพราะเมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนเช่น PE หรือ PBV แล้ว ดูคุ้มค่ากว่า การตัดสินใจลงทุนด้วยข้อสรุปแบบนี้ใช้ได้หรือไม่? ในบทความนี้เราจะลองมาดูกรณีศึกษาในอดีตกัน ในช่วงต้นปี 1985 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ค้าปลีกสมัยใหม่ในรูปแบบ “Discount Store” จะมีการเติบโตแบบพุ่งทะยาน มีหุ้นค้าปลีกสองตัวที่จะเป็นดาวรุ่งในธุรกิจนี้ Walmart (WMT) มียอดขายราว 6.4 พันล้านเหรียญ มูลค่ากิจการอยู่ที่ 6.3 พันล้านเหรียญ มี PE 20 เท่า ในขณะที่ห้าง Target (TGT) มียอดขาย 8 พันล้า...