ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก มิถุนายน, 2016

BREXIT รอยร้าวของ EU โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผลการลงประชามติของอังกฤษที่ให้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกภาพของประชาคมยุโรปหรือ EU นั้นเป็นข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกที่น่าจะรุนแรงที่สุดหลังจากกรณีวิกฤตซับไพร์มของอเมริกาในปี 2008 ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นสหรัฐตกลงไปถึง 610 จุดหรือ 3.39% ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 59 หลังจากทราบผลการลงประชามติ ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมงดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นตกลงไปถึง 1,286 จุดหรือ 7.92% เช่นเดียวกับดัชนี FTSE 100 ของตลาดลอนดอนที่ตกลงไป 3.15% ในด้านของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินปอนด์ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 31 ปี และในช่วงหนึ่งของตลาดตกลงมาถึง 10% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ผลกระทบของการถอนตัวจาก EU หรือ BREXIT นั้นดูเหมือนว่าจะกระทบกับตลาดหรือเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ตลาดหุ้นของไทยนั้นตกลงมาเพียง 1.62% มาเลเซียตกลงมาเพียง 0.36% อินโดนีเซียลดลง 0.82% ฟิลิปปินส์ 1.29% เซี่ยงไฮ้ลดลง 1.33% เป็นต้น เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าความเกี่ยวพันกันของเศรษฐกิจการเงินจากการออกจาก EU ของอังกฤษนั้นจะกระท...

มองไกล กำไรอย่างแท้จริง / โดย คนขายของ

    เนื่องด้วยความไม่แน่นอนในโลกที่เพิ่มสูงขึ้นหรือเพราะความนิยมในการเก็งกำไรที่่มากขึ้นก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ทุกวันนี้นักลงทุนที่ให้ความสนใจต่อปัจจัยในระยะสั้นดูเหมือนจะมีจำนวนมากขึ้น การเก็งกำไรรายไตรมาสเป็นหนึ่งใน “Theme” การลงทุนที่ได้รับความนิยม บ่อยครั้งที่ผู้บริหารถูกกดดันด้วยปัจจัยในระยะสั้น ที่ต้องประกาศกำไรให้ดูดีในทุกๆไตรมาสเพื่อเอาใจกลุ่มนักลงทุน เป็นผลทำให้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในระยะยาวผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ทีมวิจัยของ Harvard Business School เคยออกบทวิจัยในปี2012 พบว่า บริษัทที่นิยมการบริหารแบบมองสั้น (Short-termism) มีแนวโน้มว่าจะดีงดูดกลุ่มนักลงทุน ที่เป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทประเภทนี้ราคาหุ้นมีความผันผวนสูงกว่าบริษัทที่ บริหารแบบมองยาว ในบทความนี้เราจะลองมาดูว่าการเน้นแต่ผลในระยะสั้นนั้นสามารถสร้างผลเสียต่อธุรกิจ และราคาหุ้นได้อย่างไร?   กลยุทธ์ “ลดต้นทุน” (Cost Cutting) เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันมากในการบริหารธุรกิจในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์นี้ช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทดูดีขึ้นได้ในระยะสั้น เพราะไม่ต้องเสียค่า...

หุ้น First Mover โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

หุ้นประเภทหนึ่งที่น่าสนใจและอาจจะสามารถทำกำไรให้กับคนเล่นซึ่งรวมถึง Value Investor ได้มหาศาล—เช่นเดียวกับที่ทำให้คน  “เจ๊ง” ได้พอ ๆ  กันก็คือหุ้นที่ผมจะเรียกว่า “First Mover” (FM)  หรือในภาษาไทยก็คือ  หุ้นของบริษัทที่มีการปรับกลยุทธ์หรือทำธุรกิจใหม่หรือมีโมเดลในการทำธุรกิจใหม่และ “ประสบผลสำเร็จ” อย่างงดงาม  สิ่งที่บริษัททำนั้นอาจจะไม่ใช่ของใหม่  อาจจะมีคนอื่นเคยทำอยู่แล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  อาจจะเพราะทำได้ไม่ดี   ทำ “ก่อนเวลา” ที่ลูกค้าส่วนใหญ่หรือจำนวนมากจะยอมรับ  หรือทำโดยที่ยังมีปัจจัยในการแข่งขันไม่ครบหรือไม่เพียงพอ  เป็นต้น  โดยปกติบริษัทที่เป็น First Mover นั้นก็มักจะได้เปรียบคนอื่นในแง่ที่มักจะสามารถแย่งธุรกิจหรือมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าคู่แข่งอย่างน้อยก็ในช่วงแรกของการเสนอสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ถูกใจของลูกค้าและทำกำไรให้กับบริษัท  ผลของมันก็คือ  คนเล่นหุ้นก็มักจะรู้สึกตื่นเต้นและเข้าไปเก็งกำไรในหุ้น  บางครั้งอย่างรุนแรง  ส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง  โดยเฉพาะถ้ายอดขายและกำไรเพิ่ม...

วิธีเลือกหุ้น โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

   วิธีเลือกหุ้น หรือ Stock Selection เป็นปัจจัยแรกสุดที่นำมาซึ่งความสำเร็จของนักลงทุน VI การเลือกหุ้นที่ไม่ดี อาจจะทำกำไรได้เป็นบางครั้งในช่วงที่ตลาดหุ้นสดใส แต่จะต้องมีซักวันที่จะต้องเจอมรสุม เปรียบเหมือนกับการเลือกเรือ บางครั้งเรือผุ ๆ มันก็สามารถพาคุณออกจากท่าได้เร็ว แต่มันอาจจะพาคุณไม่ถึงฝั่ง สำหรับนักลงทุนมือใหม่ นี่อาจจะเป็นความสับสนที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะหุ้นในตลาดมีจำนวนมาก มีข่าวถาโถมเข้ามา มีหุ้นผ่านมาให้เห็นมากมาย แต่ตัวไหนล่ะ คือหุ้นที่เราควรจะเลือก             สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ การเลือกหุ้นสำหรับ VI ไม่จำเป็นต้องถูกต้องทุกครั้ง เพราะนี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการวิเคราะห์ซึ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สำหรับนักลงทุน VI ที่ดี ควรจะมีอัตราความสำเร็จในการเลือกหุ้นที่สูง อย่างน้อยหุ้นที่เลือกต้อง “ไม่ขาดทุน” ในระยะยาว แปลว่าหุ้นที่เลือกในอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้าต้องมีผลประกอบการดีขึ้น และการเลือกหุ้นที่ถูกต้อง ไม่ควรตัดสินด้วย “ราคาหุ้น” ในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างน้อยกว่าที่ราคาหุ้นจะบอกว่าคุณคิด...

มาร์ก โมเบียส โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ราชาของตลาดหุ้นเกิดใหม่คนหนึ่งของโลกในยามนี้ คงหนีไม่พ้นชื่อของ Mark Mobius ผู้บริหารกลุ่มกองทุน Franklin Templeton Funds ซึ่งประกอบไปด้วยกองทุนกว่า 30 กองในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก ผมเคยพบและพูดคุยกับ “ยูล บรินเนอร์” แห่งวอลสตรีทคนนี้ ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นผู้จัดการฝ่ายวางแผนและบริหารการเงินของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องให้ข้อมูลแก่นักลงทุนคล้าย ๆ กับ IR หรือนักลงทุนสัมพันธ์ในปัจจุบัน แต่เป็นช่วงเวลาย้อนหลังไปกว่า 20 ปีมาแล้ว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า  มาร์ก โมเบียส เป็นผู้บุกเบิกการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นเขายังไม่ดัง และยังไม่แก่ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเขาไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือ เขายังเฉียบคมเหมือนเดิม เช่นเดียวกับศีรษะที่ยังล้านเลี่ยนแบบ ยูล บรีนเนอร์ ดาราฮอลลีวูดชื่อก้องโลก ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผมจำความได้ โมเบียสไม่เคยห่างจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศไทย เขามาๆไปๆและผมเชื่อว่าเขารักเมืองไทย และเขาลงทุนในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนหุ้นอื่น ในระยะหลังๆ เขามาพูดในเมืองไทยบ่อยขึ้น เมื่อเ...

Fin Tech กับการลงทุน โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

   เรื่องของเทคโนโลยีทางด้านของข้อมูลและข่าวสารโดยเฉพาะทางด้านการเงินหรือที่เรียกกันแบบสั้น ๆ ว่า “Fin Tech” นั้น  กำลังมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็น  “ภัยคุกคาม”  ต่อสถาบันการเงินดั้งเดิมทั้งหลายโดยเฉพาะที่ทำธุรกิจกับลูกค้ารายย่อยเช่นธนาคารพาณิชย์  เหตุผลก็เพราะว่าด้วยการใช้  “App” ใหม่ ๆ ทางด้านบริการทางการเงิน  ในที่สุดลูกค้าก็สามารถที่จะ  “By Pass”  หรือไม่ต้องทำธุรกิจจำนวนมากผ่านแบงก์  ค่าธรรมเนียมหรือบริการที่แบงก์เคยได้เป็นกอบเป็นกำก็จะลดลงมาก   ตัวอย่างเช่นในเรื่องของการโอนเงิน  การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เป็นต้น  เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลกระทบนี้จะทำให้ผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินลดลงไปมากน้อยแค่ไหนในระดับโลก  อย่างไรก็ตาม  ผมเองคิดว่าในประเทศไทย  เราคงยังมีเวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่สถาบันการเงินใหญ่ ๆ  จะเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามนี้  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ขณะนี้บางแบงก์ก็เริ่ม “ปรับตัว”  รับกับอนาคตที่กำลังจะมาถึงแล้ว ในด้านของตลาดทุนเองนั้น  บริษั...

ลงทุนรอบใหม่ 1 โดยคุณวีรพงษ์ ธัม

  องค์ประกอบสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของบริษัทที่จะเติบโตได้นั้น คือบริษัทต้องมีการ “ลงทุน” เพื่อขยายงาน ถ้าบริษัทเติบโตในขณะที่การลงทุนอยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าบริษัทนั้นกำลัง “กินบุญเก่า” ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนยังช่วย “ปกป้องรักษา” ความสามารถในการแข่งขัน เสมือนเป็นการเพิ่มป้อมคูเมืองให้แข็งแรง การประหยัดอดออม “ค่อย ๆ โต” อาจจะใช้ในสำหรับการอยู่รอดในการแข่งขันในอดีต แต่โลกธุรกิจในยุคใหม่ การลงทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการ “แข่งขัน” รุนแรงกว่าเดิม อย่างไรก็ดีการลงทุนนั้นคู่กับความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ “ผลตอบแทน” ที่คุ้มค่า และที่สำคัญกว่านั้น การลงทุนต้องมีสัดส่วนที่ “เหมาะสม” คือไม่มากเกินไป และไม่น้อยจนเกินไป ประเทศไทยและบริษัทจดทะเบียนเติบโตช้าลงในหลายปีที่ผ่านมา ผมคิดว่านี่คือสัญญาณที่บอกว่า สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุดในวันนี้คือการเริ่มต้น “ลงทุนรอบใหม่”             ประวัติศาสตร์มักจะเขียนถึงความโหดร้ายของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ “ลงทุนเกินตัว” ทำให้เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่รุนแรงในปี 2540 แต่ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งที่ไม่...

ขายดี กำไรไม่ดี / โดย คนขายของ ชาย มโนภาส

ขายดี กำไรไม่ดี / โดย คนขายของ ในยุคนี้ นักลงทุนมีการตื่นตัวในการหาข่าวสารในการลงทุนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหาข่าว ฟังสัมภาษณ์ ผู้บริหาร หรือแม้แต่ลงพื้นที่ เช่นลงสำรวจร้านค้าหรือโรงงาน เพื่อหาข้อมูลมาใช้ในการลงทุน แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อบริษัทประกาศผลกำไรออกมา กลับสร้างความประหลาดใจให้เหล่านักลงทุนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะว่า ไปที่ร้านก็เห็นว่าคนเข้าคิวยาวมาก ขายของดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ทำไมประกาศกำไรออกมาต่ำกว่าปีที่แล้ว?ยอดขายก็ดูโตดี น่าจะได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด (Economies of scale) ทำไมอัตรากำไรสุทธิถึงได้ลดลง? ในบทความนี้เราจะมาลองดูกรณีศึกษาของ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่บริษัทตัวอย่างมียอดขายเติบโต แต่กำไรของบริษัทกลับดิ่งลงสวนทางว่าเป็นเพราะเหตุใด บริษัท 3D Systems ( DDD ) เป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติชั้นนำของอเมริกา ยอดขายในปี 2006 อยู่ที่ราว135 ล้านเหรียญ ผ่านมา 10 ปี ยอดขายขึ้นมาเกือบ 6 เท่า ทั้งนี้เพราะนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า เครื่องพิมพ์ 3มิติจะมาปฏิวัติการผลิต จากสินค้าที่ใช้กันในวงจำกัดเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมและการออกแบบ เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ จะกลายมาเป็...

ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำ นักลงทุนที่เป็น VI แบบดั้งเดิมที่เน้นลงทุนแต่หุ้นที่มีราคาถูกมากหรือหุ้นที่มีค่า PE ต่ำหรือต่ำมากโดยที่ไม่ได้มีรายการกำไรพิเศษนั้น  ควรที่จะต้องรู้ว่า  บ่อยครั้งหุ้นที่มีค่า PE ต่ำก็ไม่ใช่หุ้นที่จะปลอดภัยหรือน่าลงทุน  เหตุผลมีมากมาย  ประเด็นสำคัญก็คือ  เราต้องรู้ว่าบริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอะไร  แนวโน้มหรือวัฏจักรอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงไหน  สถานะของกิจการในอนาคตจะเป็นอย่างไร  เป็นต้น เหตุผลข้อแรกที่ทำให้หุ้น PE ต่ำมีความเสี่ยงนั้นอาจจะเป็นเพราะบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรม Cyclical หรืออุตสาหกรรมที่มีวัฏจักรขึ้นลงเป็นรอบ ๆ  รอบละอาจจะเป็นปีหรือหลายปี   ในช่วงที่อุตสาหกรรมเป็น  “ขาขึ้น”  กำไรอาจจะสูงมากจนทำให้ค่า PE ต่ำมากและนั่นอาจจะทำให้เราเข้าไปซื้อหุ้น   แต่ความเสี่ยงก็คือ  เราไม่รู้ว่าวัฏจักรยังจะขึ้นต่อไปไหมและอีกนานเท่าไร  ถ้าเราซื้อและถือไว้แล้วพบว่ากำไรในช่วงต่อไปกำลังลดลง  ค่า PE ก็จะ “กลับทิศ” คือเพิ่มขึ้นและอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   และนั่นอาจจะทำให้คนเริ่มขาย...