ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก สิงหาคม, 2016

นักเลือก โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนเลี้ยงม้าจูงม้ามาหาสัตวแพทย์แล้วบอกว่า  “หมอครับ  ม้าผมไม่รู้เป็นอะไร  บางช่วงก็วิ่งได้ดีแต่บางช่วงก็กระเผลก”  “อ๋อ  ไม่มีปัญหา”  สัตวแพทย์ตอบทันทีโดยที่ยังไม่ได้ตรวจม้า  “เวลาที่มันวิ่งได้ดีคุณก็ขายมันซะ” นั่นก็เป็นเรื่องเล่าที่คงไม่จริง  สัตวแพทย์นั้นมีหน้าที่และ “จิตวิญญาณ” ที่จะต้องรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วย  เขาคงต้องตรวจม้าอย่างละเอียดดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ม้าเป็นอย่างที่เจ้าของถาม  หลังจากตรวจจนคิดว่าม้าเป็นอะไรแล้ว  เขาก็คงต้องแนะนำว่าจะต้องรักษาอย่างไรและมีค่าใช้จ่ายแค่ไหน  ทั้งหมดนี้ใช้เวลาและเงินทองของหมอและเจ้าของม้าซึ่งบางทีหรือบ่อยครั้งอาจจะ  “ไม่คุ้ม”   สู้ทำอย่างสัตวแพทย์ในเรื่องแนะนำดีกว่า  คือขายม้าทิ้งในช่วงที่มันดูดีที่ทำให้ได้ราคาสูงแล้วถ้ายังอยากได้ม้าก็ไปหาซื้อม้าตัวใหม่ที่ดีเป็นปกติ   อย่างไรก็ตาม  การขายนั้นก็คงต้องขายให้กับคนที่ไม่รู้จักและไม่มีคนอื่นรู้ว่าเขาเป็นคนขาย  มิฉะนั้นเขาก็จะถูกติฉินนินทาหาว่าเอาม้ามา “ย้อมแมว” ขาย  ซึ่งจะทำให้เสียชื่อเสียงและในอนาค...

บทเรียนจาก Starbucks / โดย คนขายของ

ถ้ามีชายคนหนึ่งบอกคุณว่า เขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟ คุณคงคิดว่าฐานะของเขาคงเป็นคนรายได้ปานกลางพอมีพอกิน แต่นั่นคงใช้ไม่ได้กับ Howard Schultz ผู้ที่อดีตเคยเป็นพนักงานในบริษัท Starbucks ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ Il Gionarle และต่อมาในปี 1987 เขาได้กลับไปซื้อกิจการ Starbucks ที่เขาเคยทำงานด้วยมูลค่า 3.8 ล้านเหรียญ เขานำ Starbucks (SBUX) เข้าจดทะเบียนในตลาด NASDAQ ในปี 1992 ทุกวันนี้ SBUX เป็นร้านกาแฟที่มีมูลค่ากิจการสูงถึง 8.2 หมื่ินล้านเหรียญ 2.87 ล้านล้านบาท) และเป็นเชนร้านกาแฟที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก มากขนาดที่ว่า หากเราเอายอดขายของร้านกาแฟที่เป็นเบอร์ 2 ถึง เบอร์ 10 ของโลกรวมกัน ยังไม่ถึง 30% ของ SBUX ประวัติของ SBUX มีเรื่องน่าสนใจมากมาย ทั้งในแง่ของการบริหารธุรกิจ และ เรื่องการลงทุน ผมขอนำยกเประเด็นที่น่าสนใจมาดังนี้ บทเรียนแรกคือเรื่องของผู้บริหารกับราคาหุ้น มูลค่าความเก่งกาจของผู้บริหารนั้นไม่ได้ถูกตีค่าไว้ในงบดุล แต่เป็นมูลค่าแฝงที่มีอยู่ในกิจการ การเปลี่ยนผู้บริหาร มักมีผลต่อมูลค่ากิจการด้วย Schultz เป็น CEO ของ SBUX ตั้งแต่ในช่วงแรกจ...

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย Market Cap โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การประเมินมูลค่าหุ้นแต่ละตัวว่ามันควรมีมูลค่าเท่าไร  หรือพูดอีกทางหนึ่งก็คือหุ้นมีราคาแพงหรือราคาถูกเทียบกับพื้นฐานของกิจการนั้น  เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนระยะยาว   ตัวเลขที่ใช้กันมากและแพร่หลายที่สุดในทางปฏิบัติก็คือ  PE หรือราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น  ค่า PB หรือราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าหุ้นทางบัญชี  และ D/P หรือเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้น  โดยที่หุ้น PE ต่ำเช่นต่ำกว่า 10 เท่าหรือต่ำกว่าค่า PE โดยเฉลี่ยของตลาดหุ้นก็มักจะถือว่าเป็นหุ้นราคาถูก  เช่นเดียวกับหุ้นที่มีค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่าหรือต่ำกว่าค่า PB เฉลี่ยของตลาดก็ถือว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูก  ตรงกันข้าม  หุ้นที่มี Dividend Yield หรือ D/P สูง เช่น 4-5% ต่อปีก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ถูก  อย่างไรก็ตาม  ยังมีตัวเลข  “ทางเลือก”  อื่น ๆ  อีกหลาย ๆ  ตัวที่นักวิเคราะห์อาจจะใช้  เช่น  ตัวเลขราคาหุ้นเทียบกับยอดขายของบริษัท   ราคาหุ้นเทียบกับจำนวนลูกค้าอย่างในกรณีของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ตทั้งหลาย  ...

กลยุทธ์หุ้นเปลี่ยนชีวิต โดย คุณวีระพงษ์ ธัม

  การลงทุนคือหัวใจสำคัญที่จะอยู่รอดในโลกยุคนี้ ในยุคที่สินทรัพย์มีราคาเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้ของคนทั่วไป สำหรับคนยุคก่อน เงินล้านคือความฝันทั้งชีวิต แต่ปัจจุบันเงินล้านแทบจะซื้อบ้านเล็ก ๆ ซักหลังหรือรถขนาดกลางหนึ่งคันไม่ได้ ดังนั้นตำราที่บอกว่าให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อหารายได้มากขึ้น และเก็บออมไว้เกษียณ อาจจะใช้ได้ดีในยุค Baby Boomer แต่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับยุคปัจจุบัน และยิ่งเรามีความตื่นตัวเรื่องการลงทุน ก็ยิ่งทำให้ราคาสินทรัพย์ลงทุนเกือบทุกชนิดรวมถึงหุ้นมีราคาแพงขึ้น ดังนั้นการลงทุน ที่เป็นทางออกสำหรับชีวิตยุคนี้ก็เป็นทางที่อันตรายที่สุดในเวลาเดียวกัน ตอนนี้หนังสือหุ้นเปลี่ยนชีวิตครบ 3 ปีเต็ม ผมอยากจะเพิ่มกลยุทธ์การลงทุน 30 ข้อที่น่าจะเอาไว้ใช้ในยุคที่เราต้องเอาตัวรอดจากการลงทุนในหุ้นครับ             1. หัวใจของการลงทุนหุ้นอยู่ที่การซื้อธุรกิจที่ “แข็งแรง” “มีการเติบโต” และ “ราคาต่ำกว่ามูลค่า” การลงทุนในบริษัทที่ “ไม่แข็งแรง” เป็นสิ่งแรกที่ควร “หลีกเลี่ยง” เพราะการแข็งขันในธุรกิจมักจะสร้างปัญหาให้บริษัทที่อ่อนแอที่สุด คล้าย ...

อ่านเกมหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเป็นนักลงทุนนั้น  ทักษะหรือวิชาอย่างหนึ่งที่ต้องฝึกฝนหรือใช้ประสบการณ์หรือบางทีก็เป็นสิ่งที่ “ได้มาเอง” จากการที่ได้คลุกคลีกับหุ้นและตลาดหุ้นมายาวนานก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า  “เกมหุ้น”   เกมหุ้นนั้นก็คือสิ่งที่นักลงทุนใช้ในการที่จะเล่นหุ้นหรือลงทุนในหุ้นแต่ละตัวเพื่อที่จะได้เปรียบและ/หรือได้ “ชัยชนะ” นั่นก็คือ  ทำกำไรได้งดงามจากการซื้อขายหุ้นในตลาดโดยเฉพาะในระยะสั้น   ในระยะยาวแล้ว  การ “เล่นเกม”  ก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ  และผลกำไรขาดทุนจากการลงทุนก็อาจจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการมากขึ้นเรื่อย ๆ   และสำหรับคนที่ “ถือหุ้นตลอดชีวิต”  เกมก็จะไม่มีความหมาย  แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมาก   เพราะแม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เอง  เขาก็ยังขายหุ้นอยู่เนือง ๆ  ดังนั้น   การรู้จักว่าเกมหุ้นนั้นเขาเล่นกันอย่างไรจึงน่าจะมีประโยชน์ไม่น้อย  เพราะนั่นจะทำให้เราเป็นผู้เล่นที่  “ชนะ”  ในกรณีที่เราเข้าไปเล่น  หรือเราก็จะ “ไม่แพ้”  เพราะว่าเรา  “ไม่เล่น” กับมัน ถ้าเข้าไปดูในเวบบอร์ดสาธารณะเก...

ยักษ์ใหญ่ในยุคไฮเทค / โดย คนขายของ

หากท่านใดยังจำภาพยนต์ชื่อ “TITANIC” ซึ่งเป็นเรื่องของ “แจ๊ค” กับ “โรส” บนเรื่อสำราญที่ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค โรสพบรักกับแจ๊คในขณะที่ตัวเองมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ซึ่งคู่มั่นของ โรสมีฐานะที่เรียกได้ว่าเป็นระดับมหาเศรษฐีและอยู่ในธุรกิจเหล็ก หนังบอกเล่าความมั่งคั่งของคู่มั่น ของโรสผ่านการใช้ชีวิตหรูหราบนเรือสำราญ และการมอบเพชรรูปหัวใจให้แก่หญิงสาวที่เขารัก ในช่วงปี 1912 ซึ่งเป็นปีที่เรือ TITANIC ประสบเหตุไม่คาดฝันนั้น อุตสาหกรรมเหล็กมีการ ขยายตัวที่สูงมาก แม้ผ่านช่วงสงครามโลกมาถึงสองครั้ง แต่ก็ยังขยายตัวได้ดี ในปี 1955 บริษัท เหล็กอย่าง U.S. Steel  เป็นบริษัทที่มีรายได้ใหญ่เป็นอันดับสามในสหรัฐ แต่ในปัจจุบันมูลค่า กิจการเหลือเพียงแค่ราว หนึ่งในร้อยส่วนของบริษัทค้าปลีกออนไลน์อย่าง AMAZON.COM ในช่วงปี 2006 หรือเมื่อสิบปีที่แล้ว บริษัทที่มีมูลค่ากิจการสูงสุด 6 บริษัทของโลก มีถึง 3 บริษัทที่ มาจากอุตสาหกรรมพลังงาน มี 1 บริษัทเป็นธนาคาร 1 บริษัทเป็นเทคโนโลยี และ 1 บริษัทเป็น ลักษณะโฮลดิ้งที่ทำกิจการหลากหลาย แต่พอมาในปีปัจจุบัน ดูเหมือนนักลงทุนจะมีมุมมองที่แตกต่างจากเดิม เพราะล่าสุด ...

ธุรกิจแห่งมวลมนุษยชาติ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวไอซ์แลนด์  ประเทศที่เป็นเกาะอยู่ตอนเหนือของยุโรปและถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มนอร์ดิก  เกาะไอซ์แลนด์นั้นต้องถือว่ามีขนาดใหญ่  เพราะมีพื้นที่ถึง 100,000 ตารางกิโลเมตรคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเกาะอังกฤษและเป็น 1 ใน 5 ของประเทศไทยแต่มีประชากรแค่ 3 แสนกว่าคน  ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจึง “ว่างเปล่า” และคนประมาณ 2 แสนคนอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ว่ากันว่ามี  “แกะหลง” หรือแกะที่ไม่มีเจ้าของเดินหากินอยู่ตามทุ่งหญ้ามากกว่าคน  อย่างไรก็ตาม  ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่เจริญแล้ว  ว่าที่จริงเจริญเป็นอันดับที่ 13 ของโลกในแง่ของการพัฒนาคน  รายได้ต่อหัวของคนไอซ์แลนด์นั้นสูงกว่าคนอังกฤษโดยที่อิงอยู่กับเศรษฐกิจหลัก ๆ  เพียงไม่กี่อย่าง  เช่น  การประมง  การถลุงแร่อลูมิเนียม  และที่สำคัญที่สุดที่เพิ่งจะ “แซงโค้ง”  ทุกอุตสาหกรรมก็คือ  “การท่องเที่ยว”  ธุรกิจที่ผมเห็นว่าเป็น  “ธุรกิจแห่งมวลมนุษยชาติ” เลียนแบบกีฬาโอลิมปิกที่ถูกเรียกว่าเป็นกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติที่กำลังแข่งกันอยู่ในขณะนี้  เหตุผลที...

คุณภาพของรายได้ โดยคุณวีรพงษ์ ธัม

รายได้ 1 บาทสำหรับคนทั่วไป อาจจะมีค่าเท่า ๆ กัน แต่มันมีค่าไม่เท่ากันในโลกธุรกิจ ธุรกิจอสังหาฯ อย่างบริษัทพฤกษา (PS) มีรายได้ 51,000 ล้าน มีมูลค่าตลาด 59,000 ล้านบาท เท่ากับว่ามีอัตราส่วนมูลค่าต่อยอดขาย (Price to Sales ratio, P/S) = 59,000/51,000 = 1.15 เท่า ส่วนบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มีรายได้แค่ 26,000 ล้าน แต่มีมูลค่าตลาดถึง 210,000 ล้านบาท P/S ต่างกันถึง 8 เท่า บริษัทโตโยต้า (7203) มี P/S = 0.6 เท่า ส่วน Coke (KO) หรือ Starbucks (SBUX) มี P/S ถึง 4.5 เท่า วอลมาร์ท (WMT) มี P/S 0.5 เท่า แต่ อเมซอน (AMZN) มี PSR 3.3 เท่า อะลีบาบา (BABA) มี P/S 14 เท่า แต่ห้างในจีนเฉลี่ยมี P/S เพียงแค่ 0.4 เท่า เพราะอะไรกิจการสร้างรายได้หนึ่งเหรียญเท่ากันจึงมีมูลค่าแตกต่างกันมหาศาล สาเหตุหนึ่งคือ “คุณภาพของรายได้” ที่ไม่เท่ากัน และคุณภาพของรายได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง             1 ธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อซ้ำบ่อย ๆ (Recurring Income) และมีฐานลูกค้ามากราย มักจะเป็นกิจการที่คุณภาพรายได้ดีกว่า สาเหตุสำคัญคือ การหาลูกค้าใหม่ ใช้ต้นทุนสูงกว่าให้ลูกค้าเดิมซื้อซ้ำกว่ามาก แ...

เทคโนโลยีกับ VI โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

   ผมเกิดและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการผลิต  ดังนั้น  เมื่อโลกก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีด้านข้อมูลและการสื่อสารแบบดิจิตอลในยามที่ผมมีอายุมากแล้ว  ผมจึงไม่ใคร่ที่จะคุ้นเคยและชำนาญในการใช้มัน  ผมมองดูคนรุ่นใหม่ด้วยความ “ทึ่ง”  ไล่ตั้งแต่เด็กเล็กอายุน่าจะไม่เกิน 2-3 ปี นั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์บนโทรศัพท์มือถืออย่างคล่องแคล่ว  พวกเขาใช้นิ้วเล็ก ๆ  กดหาเกมจำนวนมากบนจอแล้วเล่นหรือดูโปรแกรมสำหรับเด็ก  พอเบื่อเกมหนึ่งเขาก็รู้จักกดออกแล้วกลับไปหาเกมใหม่อย่างไม่รู้เบื่อ  นิ้วเล็ก ๆ  ที่จิ้มลงบนจอนั้นไม่เคยพลาด  ว่าที่จริงทักษะในการใช้นิ้วของเขานั้นน่าจะดีกว่าการเดินที่บางทียังกระเตาะกระแตะด้วยซ้ำ  ดังนั้น  เมื่อพวกเขาโตขึ้น  การพิมพ์หรือใช้นิ้วกับตัวอักษรเล็ก ๆ  บนโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็ก ๆ  จึงเป็นเรื่องธรรมชาติและทำได้เร็วมาก  และนั่นน่าจะทำให้คนรุ่นใหม่สามารถสื่อสารและใช้งานจากโทรศัพท์หรือน่าจะเรียกว่า “คอมพิวเตอร์พกพา”  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ         ...