ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กุมภาพันธ์, 2015

SOFT POWER / วีระพงษ์ ธัม

      Soft Power เป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นโดยศาสตราจารย์ Joseph Samuel Nye มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งอธิบายถึงความสามารถในการดึงดูด ชักจูง ปรับเปลี่ยน”ความคิด” หรือ “ความนิยม” ของคนอื่น โดยปราศจากการใช้กำลังไม่ว่าจะเป็นทางทหารหรือทางเศรษฐกิจ (หรือที่เรียกว่า Hard Power) โดยมากแล้วมักจะใช้ในเรื่องการเมือง หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่แนวคิดนี้ สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจ รวมถึงเรื่องความสามารถในการแข่งขันได้เช่นเดียวกัน             เดิมทีประเทศมักจะถูก Benchmark ด้วย Hard Power เป็นหลัก ซึ่งมองเรื่องจำนวนประชากร (ตั้งแต่สมัยโบราณกลุ่มชนที่มีประชากรมากมีแนวโน้มที่มีความเข้มแข็งมากกว่า), วัดผลผลิต GDP ต่อหัว, รวมไปถึงกองกำลังทางการทหาร แต่ Benchmark ด้าน Hard Power เหล่านี้ก็ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องอิทธิพลประเทศโดยแท้จริงได้ การขยายอิทธิพลด้วย Hard Power หรือกำลังทหารตั้งแต่ยุคอาณานิคม กระทั่งยุคสงครามสมัยใหม่ไม่ได้มีความยั่งยืนเลย ในทางกลับกัน Soft Power กลับมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นในโลกยุคปัจจุบันประเทศควรสร้างอิทธิพลด้วย Soft P...

จะถือหุ้นกี่ตัวในพอร์ตดี?

“ควรจะมีหุ้นซักกี่ตัวดี?” คำถามนี้คงเป็นเรื่องที่ค้างคาใจนักลงทุนหลายท่านเพราะในงานสัมมนาแทบทุกครั้ง ผมมักจะได้ยินคนถามคำถามนี้ ผมก็เลยได้โอกาสไปค้นคว้าหาแง่มุมต่างๆมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เป็นการลองบิดกุญแจไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ในหน้าอก (ข้างซ้าย) ของนักลงทุนทุกท่าน แต่ก่อนจะตอบว่ามีหุ้นกี่ตัวดี เราควรจะถามก่อนว่าจำนวนหุ้นที่เราถือจะมีผลยังไงต่อพอร์ตและชีวิตของเราบ้าง 1. หุ้นเยอะ ต้องการเวลาแยะ ปี เตอร์ ลินช์ เคยพูดว่า “หุ้นก็เหมือนกับลูก มีเท่าที่คุณพอจะดูแลเค้าได้ก็พอ” เดี๋ยวคนไทยส่วนมากมีลูกแค่คนเดียวหรืออย่างมากก็สองคน ลองนึกภาพมีลูกซัก 10 คนเหมือนสมัยก่อนคงจะตลกพิลึก แต่ “หุ้น” ต่างกับ “ลูก” ตรงที่ว่าหุ้นของแต่ละคนอาจจะต้องการเวลาในการดูแลต่างกัน ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เราต้องตามงบเป็นรายไตรมาสหรือเปล่า? เราจำเป็นต้องเฝ้าราคาหุ้นหรือเปล่า? เรารู้จักอุตสาหกรรมหรือหุ้นตัวนั้นดีแค่ไหน? เรามีประสบการณ์ในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน? หุ้นที่เราถือในพอร์ตมีความคล้ายคลึงกันแค่ไหน? ส่วน ตัวแล้วผมยังไม่มีลูก แต่ก่อนที่ผมจะตัดสินใจลงทุน ผมจะใช้เวลาศึกษาหุ้นแต่ละ...

แกะรอย บันทึกจาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์

“อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ผมขอเริ่มต้นบทความผมด้วยสุภาษิตไทยบทนี้ กับภาวะของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ภาวะตลาดหุ้นไทยในกระแสวีไอ นักลงทุนรุ่นใหม่มาแรงครับ คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เมื่อเริ่มเล่นหุ้นก็อยากเป็นVI  ไว ไว เสือเฒ่าเก๋าเกมส์ก็สวมวิญญาณVI  กันก็มี นักเก็งกำไรปล่อยข่าวก็แอบใส่หน้ากากวีไอ ก็ไม่ใช่น้อย เม่าน้อยกับคำถามว่า พี่ NB ครับ เราควรใช้ พีบี พีอี พีเอสอาร์ พีโน่น พีนี่ พีนั่น มาวิเคราะห์ดีมั๊ยครับ? จะใช้ตัวอะไรก่อน อะไรมากดี น้อยดีมั๊ย จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไร จะยังไงดีครับพี่? พี่ครับ พี่ครับ! สัปดาห์ที่แล้วผมวิเคราะห์ได้หุ้นมาตัวนึง พีอี ต่ำผมเลยซื้อไว้ใส่พอร์ต สัปดาห์นี้ได้หุ้นใหม่มาอีกตัวครับพี่ แหมตัวนี้พีอีต่ำกว่าเดิมอีก ผมเลยรีบขายตัวเดิมเลยครับพี่มาใส่ตัวใหม่แบบนี้ผมเป็นวีไอแล้วใช่มั๊ยครับพี่ แล้ว พีบี, พีอีจี แล้วเอ่อ พีอาร์อาร์ พีเอสอาร์ แล้วต้องดูประกอบกันยังไงครับพี่ แหม ผมใจร้อนอยากเป็นวีไอเร็ว ๆ อยากรวยเร็ว ๆ เอ่อ น้องครับใจเย็น ทั้งนี้เมื่อประเทศของเรามีเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคนร...

การส่งออกที่หายไป

การส่งออกเคยเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ในช่วง 5-10 ปีที่แล้วการส่งออก (ในรูปเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา) ขยายตัวแต่ละปีด้วยเลขสองหลัก และเคยสูงถึงร้อยละ 20 ในบางปี แต่ถ้าใครตามตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคงสงสัยว่าการส่งออกหายไปไหน เพราะการส่งออกหดตัวร้อยละ 0.3 ในปี 2556 และหดตัวร้อยละ 0.4 ในปี 2557 ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ถ้าดูประมาณการการส่งออกในปี 2558 ของสำนักต่างๆ แล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าการส่งออกจะทรุดไปอีกหนึ่งปี จนกระทรวงพาณิชย์ต้องขอให้รัฐบาลผลักดันให้การส่งออกเป็นวาระแห่งชาติ    ผมคิดว่าสาเหตุที่การส่งออกหยุดนิ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา และยังไม่มีแนวโน้มขยายตัวได้เร็ว มาจากปัจจัยสามกลุ่มหลักได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศในระดับโลก ปัจจัยภายในประเทศไทย และวัฏจักรเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยน   ในส่วนของปัจจัยกลุ่มแรกนั้น ถ้าเราดูความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกแล้วจะไม่ประหลาดใจว่าทำไมการส่งออกของไทยจึงไม่ไปไหน ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลกปี 25...

EQ ของบัฟเฟตต์

โดย ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากุล    ถ้าพูดถึงความโดดเด่นของบัฟเฟตต์แล้ว  ผมคิดว่าสิ่งที่มาอันดับแรกคงไม่ใช่ความสามารถในการวิเคราะห์หาหุ้นที่มีราคาถูกเทียบกับคุณสมบัติของบริษัทในแต่ละช่วงเวลา  ยิ่งการ “ขุดหุ้น” หรือค้นหาหุ้นที่ดีแต่ยัง  “ไม่มีคนเห็น” นั้น  บัฟเฟตต์น่าจะไม่ได้ทำมานานมากแล้ว  ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์จะมองแต่ “ภาพใหญ่”  ของบริษัทมากกว่ารายละเอียดลึก ๆ ของการดำเนินงานของบริษัท  เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าหุ้นที่บัฟเฟตต์จะลงทุนได้แต่ละตัวนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากจน  “รายละเอียด” ไม่ค่อยมีความหมาย  แต่สิ่งที่เป็นความโดดเด่นของบัฟเฟตต์ที่ผมคิดว่ามันยัง “คงทน” และเป็นคุณสมบัติติดตัวที่คนเลียนแบบได้ยากก็คือ  EQ หรือคุณสมบัติด้านอารมณ์และจิตวิทยาของการลงทุน  ว่าที่จริง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น  “EQ ของบัฟเฟตต์”   สิ่งแรกที่บัฟเฟตต์ไม่ยอมทำเลยก็คือ เขาจะไม่ลงทุนในสิ่งที่เขาไม่รู้หรือไม่อยู่ใน  “ขอบเขตของความรอบรู้” ของเขา  นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ยอมลงทุนใน ...

ที่สุดของVI / โดย คนขายของ

  พัฒนาการของการเป็นนักลงทุนนั้นผมเชื่อว่าคล้ายกับช่วงชีวิตของคนเราที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงอายุ เช่นตอนเป็นเด็กก็ชอบของเล่น เป็นวัยรุ่นก็สนใจเรื่องแฟน โตมาหน่อยก็เรื่องหน้าที่การงาน หรือจะว่าอีกอย่าง พัฒนาการของนักลงทุนคงคล้ายกับวงจรผีเสื้อซึ่งตอนแรกเกิดมาเป็นหนอนแล้วกลายมา เป็นตัวอ่อน มาเป็นดักแด้ แล้วค่อยกลายมาเป็นผีเสื้อที่สวยงาม ในบทความนี้ผมได้ลองแบ่งพัฒนาการ การลงทุนออกเป็นสี่ระยะด้วยกัน เราลองมาดูกันนะครับว่าแต่ละช่วงมีรายละเอียดเป็นอย่างไรกันบ้าง           พัฒนาการแรกขอเรียกว่าระยะ “ตั้งหลัก” หากคุณเป็นคนที่เรียนจบมาที่บ้านไม่ได้มีเงินทองมากองให้ ไม่มีกิจการร้านรวงอะไร ส่วนใหญ่หลังจากจบมาแล้วได้ใช้เงินไปกับการเที่ยวเตร่ตามประสาคนเริ่มมี เงินเดือนได้สักปีสองปีก็เริ่มรู้สึกตัวได้ว่าต้องเริ่มเก็บออม ในระยะนี้บางคนเริ่มสนใจลงทุนบ้างแล้วแต่ก็ รู้สึกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นน้อยกว่ารายได้จากการทำงานมากๆ การประหยัดอดออมจึงเป็น หัวใจหลักสำหรับในช่วงนี้ที่จะทำให้มูลค่าพอร์ตเติบโตไปได้ ความรู้ในการลงทุนก็มีไม่มาก ดังนั้นโอกาส ขาด...

ฟองสบู่ Nasdaq VS MAI ดร.นิเวศน์ เหมวชิวรากุล

การปรับตัวขึ้นของราคาหรือดัชนีหุ้น MAI ในช่วง 3-4 ปีมานี้สูงมากจนทำให้ผมคิดว่ามันเป็น  “ฟองสบู่” จากปลายปี 2554 ถึงปัจจุบัน ดัชนีปรับตัวขึ้นเป็นมากกว่า 3 เท่าในเวลา 3 ปี เศษ ๆ จากดัชนี 242 เป็นประมาณ 800 จุดในปัจจุบัน  ราคาหุ้นบางตัวปรับขึ้นมากกว่า 10 เท่าภายในช่วงเวลาดังกล่าว ดัชนีหุ้น MAI ปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วจนค่า PE สูงถึง 84 เท่า ค่า PB สูงถึง 7 เท่า และอัตราปันผลต่อราคาหุ้นเท่ากับ 0.6% ต่อปี  นักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากต่างก็เข้ามาเล่นหุ้นตัวเล็กที่มักจะอยู่ในตลาดหุ้น MAI ถ้าจะว่าไป  ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยที่หุ้นจะ “เวอร์” ขนาดนี้  ถ้าจะหาประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นที่จะมาเปรียบเทียบ  ผมคิดว่ากรณี “ฟองสบู่หุ้น Nasdaq” หรือฟองสบู่หุ้น ไฮเท็คในช่วงต้นปี 2000 ในสหรัฐอเมริกาน่าจะนำมาเทียบเคียงและอาจจะเป็นบทเรียนให้เราได้   ข้อแรกก็คือ  ฟองสบู่หุ้นไฮเท็คนั้นเริ่มต้นในช่วงประมาณต้นปี 1997 พอถึงเดือนมีนาคมปี 2000 ดัชนีได้ปรั...

ห้องเรียนนักลงทุนสัญจร 14/2/2558 ขอนแก่น

ตลท. ร่วมกับ ม.ขอนแก่น จัดกิจกรรม "ห้องเรียนนักลงทุนสัญจร"           ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเชิญท่านหรือผู้แทนร่วมกิจกรรม "ห้องเรียนนักลงทุนสัญจร" วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 9.00-15.00 น. ณ ศูนย์เรียนรู้การลงทุน (SET IC) ชั้น 1 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามกำหนดการ ดังนี้           8.00-9.00 น. ลงทะเบียน           9.00-9.30 น. พิธีเปิดกิจกรรม "ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร 58 @ ขอนแก่น"           กล่าวต้อนรับ           โดย รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัยอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น           กล่าวเปิด           โดย ดร. กฤษฎา เสกตระกูลผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย           คุณภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย           9.30-12....

วิถีของอาชีพ VI (2)

   ต่อจากบทความที่แล้วเรื่องวิถีของอาชีพ VI สองอย่างแรก คือวิถีมั่งคั่ง และวิถีอิสระ ส่วนต่างสำคัญคือการ “แบ่งเวลา” และ “แบ่งความสนใจ” ต่อการลงทุนในหุ้นไปทำสิ่งอื่น ๆ โดยแลกกับผลตอบแทนที่ลดลง แต่แน่นอนว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จในวิถี VI ไม่ว่าจะวิถีไหนจะต้องมีองค์ประกอบเหมือนกัน คือความทุ่มเทในการอ่านข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และความเฉียบคม มีเหตุมีผลในการตัดสินใจ             ส่วนวิถี VI ที่สาม ซึ่งผมขอเรียกว่า “วิถียั่งยืน” ซึ่งวิถีนี้มุ่งเน้นเรื่องการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวเป็นหลัก ผมสังเกตว่ามหาเศรษฐีมักจะอยู่ในวิถีนี้ คือจะไม่ถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งจำนวนมาก ๆ หรือมี Wealth อยู่แต่ในหุ้น 100% พวกเขาจะสร้างความสมดุลด้วยการกระจายพอร์ตโฟลิโอ แม้ว่าเศรษฐีจำนวนมากจะร่ำรวยจากหุ้น แต่สุดท้ายก็มักผ่องถ่ายออกไปสินทรัพย์อื่น ตัวอย่าง Family Business ระดับโลกของตระกูล Toyoda เจ้าของบริษัท Toyota ก็มีหุ้นที่ตระกูลถืออยู่เพียง 2% เท่านั้น พวกเขาแบ่งเอาเงินลงทุนจาก Toyota ไปลงทุนในทรัพย์สินอื่น ๆ และสาเหตุของการกระจายพอร์ตโฟลิโอ ไม่ใช่ด้วยเหตุผ...

"วิบูลย์ พึงประเสริฐ" เซียน VI ต้นทุนหุ้น BH 15 บาท

12 ปี บนโลกการลงทุนแนว VI “วิบูลย์ พึงประเสริฐ” เจ้าของพอร์ตหลักสิบล้าน โกยกำไรมาแล้วเฉลี่ยปีละ 30%จากนี้ไปขอ “โตพอเพียง” ปีละ 15%   “รวยหุ้น” แต่ไม่จำเป็นลาออกจากงานประจำ “บูลย์-วิบูลย์ พึงประเสริฐ” เจ้าของพอร์ตลงทุน “หลักสิบล้านบาท” บุรุษผู้โลดแล่นในตลาดหุ้นมา 16 ปี แต่เพิ่งหันมาเป็น “นักลงทุนเน้นคุณค่า” หรือ Value Investor(VI) ในช่วง 12 ปีหลัง คิดเช่นนั้น.. “ความแก่กล้าวิชาหุ้น VI” ทำให้ “วิบูลย์” เคยถูกทาบทามให้มานั่งเป็น “นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)” รุ่น 2 ต่อจาก “ไก่-ธันวา เลาหศิริวงศ์” แต่เขาส่ายหัวไม่รับตำแหน่ง เพราะมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ ปัจจุบัน “ชายวัย 44 ปี” นั่งทำงานอยู่ที่ “Nature Works Asia Pacific Ltd.” บริษัทร่วมทุนระหว่าง “พีทีที โกลบอล เคมิคอล” (PTTGC) และพันธมิตรจากประเท ศ สหรัฐอเมริกา บริษัทนี้เป็นแห่งที่ 4 ที่เขาใช้ชีวิตมุนษย์เงินเดือน ต้นปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง “วิบูลย์” ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 29 ปี และเพิ่งเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการ บริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังเรียนจบปริญญาโท MBA ประเทศสหรัฐอเมริกา...

ค่าเช่าตู้นิรภัย (ราคาแพง)

     เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมคิดว่าผมควรมีตู้นิรภัยในธนาคารที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อที่จะเก็บทรัพย์สินมีค่าบางอย่างที่ผมและครอบครัวไม่เคยมีแต่ตอนนี้เริ่มมีบ้าง  ผมจึงไปติดต่อสาขาธนาคารที่ผมใช้อยู่เป็นประจำซึ่งก็เป็นธนาคารที่ผมใช้เป็นหลักมาหลายสิบปีแล้ว  โชคดีที่ยังมีตู้เหลืออยู่บ้างผมตัดสินใจเช่าแต่ก็รู้สึกว่าค่าเช่าใช้นั้นไม่ถูกเลย  ตู้ขนาดกว้างยาวเท่า ๆ  กับซองน้ำตาลใส่เอกสารขนาดใหญ่และสูงซักสิบกว่าเซนติเมตรนั้น  ค่าเช่าตกปีละ 4-5,000 บาท และเราต้องจ่ายมัดจำค่าแรกเข้าอีกน่าจะเป็นหมื่นบาทขึ้นไปถ้าจำไม่ผิด  ผมนึกดูแล้ว  นี่ก็เป็นธุรกิจที่ไม่เลวนักสำหรับธนาคาร  เพราะมันเหมือนกับว่าคนเช่าเป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างห้องและตู้นิรภัย  เสร็จแล้วก็จ่ายค่าเช่ารายปีให้กับธนาคาร  ห้องและตู้นิรภัยนี้  ผมดูแล้วแทบไม่ต้องดูแลรักษาอะไร  ต้นทุนในส่วนนี้แทบไม่มี  อย่างไรก็ตาม  สำหรับคนที่มีทรัพย์สินหรือของสำคัญที่ต้องการเก็บรักษาในที่ที่ปลอดภัยนั้น  เงินแค่นี้ก็มักไม่มีปัญหาอะไร  ดังนั้น  ผมจึงตัดสินใจเช่า   ป...