ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Balance Sheet in General ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงบดุล


สิ่งหนึ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ (warren buffet) ทำเมื่อพยายามค้นหาว่าบริษัทใดมีความได้เปรียบเทียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่มีคือ ดูว่าบริษัทมีสินทรัพย์ (ให้คิดถึงเงินสด ที่ดิน/อาคาร) และเป็นหนี้ผู้ขาย ธนาคาร หรือผู้ถือพันธบัตร จำนวนเท่าใด ซึ่งเขาจะทราบได้โดยการดูงบดุลของบริษัท
                งบดุลต่างกับงบกำไรขาดทุนตรงที่ งบดุลคือรายงานตัวเลข ณ วันที่ระบุเท่านั้น เราไม่มีงบดุลสำหรับปีนั้นปีนี้ หรือไตรมาสนั้นไตรมาสนี้ แต่สามารถจัดทำขึ้นได้ทุกเมื่อในวันใดก็ได้ของปี และจะเป็นตัวเลข ณ วันที่จัดทำเท่านั้น ฝ่ายบัญชีของบริษัทหนึ่งๆ จะจัดทำงบดุล ณ วันสุดท้ายของทุกไตรมาส ให้เราคิดว่ามันคือภาพถ่ายของสภาพการเงินของบริษัท ณ วันนั้นที่จัดทำก็แล้วกัน
                งบดุลในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ : ส่วนแรก คือ สินทรัพย์ ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน คือ เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ที่ดิน/อาคาร โรงงาน และเครื่องจักร
ส่วนที่สอง  ของงบดุล คือ หนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น ภายใต้หมวดหนี้สิน เราจะพบหนี้สิน 2 ประเภท คือ : หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) และหนี้สินไม่หมุนเวียน หรือหนี้สินระยะยาว (Long-Term Liabilities) หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี ซึ่งรวมถึงการลงทุนเงินสดและการลงทุนระยะสั้น สินค้าคงคลังรวม ลูกหนี้รวม และค่าใช้จ่ายที่ชำระล่วงหน้า
                หนี้สินไม่หมุนเวียนหรือหนี้สินระยะยาว คือหนี้ที่ถึงกำหนดชำระในอีก 1 ปีหรือกว่า ซึ่งรวมถึง เงินที่เป็นหนี้ผู้ขายสินค้าให้บริษัท ภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ เงินกู้ธนาคาร และเงินกู้ยืมจากการออกพันธบัตร เป็นต้น
                ในการมองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน วอร์เรนจะมองหาอะไรบางอย่างจากแต่ละหมวดของสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งเราจะพูดถึงต่อไปในเนื้อหานี้
หากนำสินทรัพย์ทั้งหมดตั้งแล้วหักหนี้สินทั้งหมดออก เราจะได้มูลค่าสุทธิของธุรกิจซึ่งเท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น : หารธุรกิจมีสินทรัพย์มูลค่า $1000,000 และหนี้สิน $25,000 มูลค่าสุทธิของหรือส่วนของผู้ถือหุ้นของธุรกิจนั้นๆ จะเท่ากับ $75,000 แต่ถ้าหากธุรกิจมีสินทรัพย์มูลค่า $100,000 และหนี้สิน $175,000 มูลค่าสุทธิของหรือส่วนของผู้ถือหุ้นของธุรกิจนั้นๆจะเท่ากับติดลบ $75,000 หมื่น
สินทรัพย์ หนี้สิน = มูลค่าสุทธิ หรือส่วนของผู้ถือหุ้น
                ทั้งหมดนี้คือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงบดุล ตอนนี้เราจะกระโจนเข้าไปดูว่าวอร์เรนใช้งบดุลและข้อมูลในแต่ละหมวดอย่างไรในการบ่งชี้ว่าบริษัทใดที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือคู่แข่ง

งบดุล
($ ล้าน)
   สินทรัพย์
   เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น
   สินค้าคงคลัง
   ลูกหนี้การค้า – สุทธิ
   ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

$4,208
2,220
3,317
2,260
หนี้สิน
เจ้าหนี้การค้า
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
หนี้ระยะสั้น
หนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนด

$1,380
5,535
5,919
133
รวม สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ                             0                                                                         
หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ                                      258
   รวม สินทรัพย์หมุนเวียน
12,005
รวม หนี้สินหมุนเวียน
13,225
 
   อาคาร-ที่ดิน/โรงงาน/เครื่องจักร
   ค่าความนิยม – สุทธิ
   สินทรัพย์ไม่มีตัวตน – สุทธิ

8,493
4,246
7,863

หนี้ระยะยาว
ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

3,277
1,890
0
   การลงทุนระยะยาว
7,777
หนี้สินอื่นๆ                                                    3,133
   สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นๆ
2,675
รวม หนี้สิน
21,525
   สินทรัพย์อื่นๆ                                                     0


   รวม สินทรัพย์
$43,059
ส่วนของผู้ถือหุ้น
หุ้นบุริมสิทธิ์
หุ้นสามัญ
ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร

0
1,296
7,378
36,235


หุ้นซื้อคืน-หุ้นสามัญ                                  -23,375


รวม ส่วนของผู้ถือหุ้น
รวม หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
21,534
$43.059


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...