ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ค่าเช่าตู้นิรภัย (ราคาแพง)

 
   เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมคิดว่าผมควรมีตู้นิรภัยในธนาคารที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อที่จะเก็บทรัพย์สินมีค่าบางอย่างที่ผมและครอบครัวไม่เคยมีแต่ตอนนี้เริ่มมีบ้าง  ผมจึงไปติดต่อสาขาธนาคารที่ผมใช้อยู่เป็นประจำซึ่งก็เป็นธนาคารที่ผมใช้เป็นหลักมาหลายสิบปีแล้ว  โชคดีที่ยังมีตู้เหลืออยู่บ้างผมตัดสินใจเช่าแต่ก็รู้สึกว่าค่าเช่าใช้นั้นไม่ถูกเลย  ตู้ขนาดกว้างยาวเท่า ๆ  กับซองน้ำตาลใส่เอกสารขนาดใหญ่และสูงซักสิบกว่าเซนติเมตรนั้น  ค่าเช่าตกปีละ 4-5,000 บาท และเราต้องจ่ายมัดจำค่าแรกเข้าอีกน่าจะเป็นหมื่นบาทขึ้นไปถ้าจำไม่ผิด  ผมนึกดูแล้ว  นี่ก็เป็นธุรกิจที่ไม่เลวนักสำหรับธนาคาร  เพราะมันเหมือนกับว่าคนเช่าเป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างห้องและตู้นิรภัย  เสร็จแล้วก็จ่ายค่าเช่ารายปีให้กับธนาคาร  ห้องและตู้นิรภัยนี้  ผมดูแล้วแทบไม่ต้องดูแลรักษาอะไร  ต้นทุนในส่วนนี้แทบไม่มี  อย่างไรก็ตาม  สำหรับคนที่มีทรัพย์สินหรือของสำคัญที่ต้องการเก็บรักษาในที่ที่ปลอดภัยนั้น  เงินแค่นี้ก็มักไม่มีปัญหาอะไร  ดังนั้น  ผมจึงตัดสินใจเช่า

  ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่อาวุโสอีกคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าผมต้อง “ซื้อประกันชีวิต”  ด้วยจึงจะมีสิทธิเช่าตู้นิรภัยเพราะนี่คือ “นโยบาย” ของแบ็งค์ว่าจะเก็บตู้นิรภัยให้เช่าเฉพาะคนที่ซื้อประกันชีวิตเท่านั้น  ผมนั่งนิ่งด้วยความมึนงงไปชั่วขณะแต่แล้วก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น   ผมไม่เชื่อหรอกว่านี่คือนโยบายของธนาคาร  การทำแบบนั้นน่าจะผิดกฎเกณฑ์ของทางการและการปฏิบัติที่ดีในแง่ของการทำธุรกิจของธนาคารซึ่งต้องมีมาตรฐานสูง  แต่ผมเชื่อว่าเป็นข้ออ้างของสาขาที่ต้องการบีบให้ผมต้องทำประกันชีวิตเพราะนี่คือผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่ธนาคารต้องการขายมากและสั่งการให้แต่ละสาขาต้องทำยอดขายให้ได้เป้ามิฉะนั้นก็จะกระทบกับการประเมินผลงานของสาขาและพนักงานแต่ละคน  ดูเหมือนว่าการประกันชีวิตจะเป็นสิ่งที่ทำกำไรสูงมากสำหรับธนาคารเช่นเดียวกับที่มันเป็นสิ่งที่  “ขายยาก” มาก  ดังนั้นแม้ว่าผมจะพยายามขอร้องว่าผมจะช่วยซื้อผลิตภัณฑ์อย่างอื่น  เช่น  กองทุนรวมตราสารการเงินระยะสั้น  เขาก็ยังยืนกรานว่าผมต้องซื้อประกันชีวิตเท่านั้นจึงจะสามารถเช่าตู้นิรภัยได้

  ว่าที่จริง  ผมเองถูกขอร้องแกมบีบบังคับมาหลายครั้งแล้วให้ซื้อประกันชีวิต  เกือบทุกครั้งที่ผมเข้าไปใช้บริการ  ผมจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้จนผมรู้สึกว่าการเข้าแบ็งค์นี้เป็นสิ่งที่ “น่าอึดอัด” แม้ว่าการต้อนรับและการใช้บริการอื่น ๆ  โดยทั่วไปนั้นค่อนข้างดีทีเดียว  คนในแบ็งค์เองก็รู้จักผมเป็นอย่างดีค่าที่ว่าผมใช้บริการมาหลายสิบปีและก็เข้าไปใช้บริการบ่อย ๆ  แทบทุกสัปดาห์  และประเด็นนี้เองก็อาจจะทำให้เขารู้ว่าผมนั้นพอมีเงินสดเหลือที่จะทำประกันชีวิตได้โดยไม่เดือดร้อน  นอกจากนั้น  เขาอาจจะคิดด้วยว่าการทำประกันชีวิตนั้น  ผม “ไม่มีอะไรเสียเลย”  เพราะดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่จะได้รับจากการประกันชีวิตนั้น  ดีกว่าการฝากเงินออมทรัพย์ที่ผมมีเงินคงค้างอยู่มากตลอดเวลาด้วยซ้ำ  แต่ผมก็ไม่ยอมทำประกันซักที  ผมบอกเขาว่า  ผมไม่มีความจำเป็นต้องประกันชีวิต  เพราะเงินที่จะได้ถ้าผมตายนั้น  มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับทายาทผมเลย  ผมมีเงินเป็นมรดกเพียงพออยู่แล้ว  เหนือสิ่งอื่นใด  กรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น  ก็จะเป็น  “เบี้ยหัวแตก”  อีกอันหนึ่งที่อาจจะหายสาบสูญไปเมื่อเวลาผ่านไป เช่นเดียวกับทรัพย์สินอื่น ๆ  อีกหลายอย่างที่ผมคิดว่า  “ไม่รู้อยู่ไหน” หรือผมลืมไปแล้วว่ามีอยู่

  พนักงานธนาคารยังไม่ยอมให้ผมเช่าตู้นิรภัยอยู่ดี  เขาคงรู้สึกว่าด้วยเงินเอาประกันที่เขายอมลดลงมาเหลือเพียง 500,000 บาท เวลารับประกัน 15 ปี  และจ่ายเบี้ยเพียง 6 ปี ปีละ 166,750 บาท แถมในแต่ละปีนั้น  เขายังคืนเงินผลประโยชน์ให้ปีละ  “2.5%” ของเงินเอาประกันคิดเป็นเงินปีละ 12,500 ตลอดระยะเวลา 15 ปีด้วย  และเมื่อสิ้นสุดสัญญา 15 ปี ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้รับเงินเบี้ยประกัน 1,050,000 คืน ฟังดูแล้ว  ผมมีอะไรเสียหายหรือเสียเปรียบ?  วันนั้นผมต้องกลับบ้านไปคิด  พื้นฐานความคิดของผมก็คือ  การได้รับความ “คุ้มครอง” ในกรณีที่ผมตายนั้น  ไม่มีประโยชน์สำหรับผม  ในแง่ของการ  “ลงทุน”  เองนั้น  ผมไม่คิดว่ามันเป็นการลงทุนอะไรเลย  เม็ดเงินลงทุนมันน้อยเกินไป  นอกจากนั้น  ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในกรณีที่ผมไม่ตายใน 15 ปี ก็น่าจะต่ำมาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  มันไม่คุ้มที่จะต้องใช้เวลาคอยส่งเบี้ยประกันหรืออื่นๆ  ข้อสรุปเบื้องต้นของผมก็คือ  “ค่าเช่าใช้ตู้นิรภัย” ของผมครั้งนี้ก็คือ  ประมาณ 1 ล้านบาทใน 15 ปี  ผมคิดว่ามัน  “แพงเกินไป”

  ผมตัดสินใจหาทางใหม่  ผมลองติดต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานใหญ่ที่ดูแลบัญชีผมในฐานะของลูกค้า  “High Net Worth” หรือลูกค้า “รายใหญ่” ของธนาคารที่ผมบังเอิญเข้าข่ายเนื่องจากระยะหลังผมมีเงินสดเหลือหลังจากที่ได้รับเงินจากปันผลหรือขายหุ้นแล้วไม่ได้นำกลับไปลงทุนในหุ้นอย่างที่เคยทำมาหลายสิบปี  การเป็นลูกค้ารายใหญ่นั้นผมรู้ว่ามีสิทธิประโยชน์หลายอย่างแต่ผมก็ใช้น้อยมาก  เหตุผลก็เพราะสิ่งที่แบ็งค์ให้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเท่าไรนัก  ดังนั้น  แบ็งค์แทบจะไม่เคยต้องเสียอะไรให้ผมเลย  ผมเองก็ไม่รู้สึกอะไร  ผมไม่ใช่คนที่แสวงหาหรือใช้ในสิ่งที่ผมไม่ต้องการแม้ว่ามันจะ “ฟรี” ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์  มันเสียเวลา และต้นทุนในการเสียเวลาของผมนั้นผมคิดว่ามัน  “สูงลิ่ว”  มากกว่าประโยชน์ที่จะได้ใช้ของที่เราไม่ต้องการ   แต่เวลานี้ผมต้องการตู้นิรภัย  เขากลับบอกให้ไม่ได้!  ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่อง  “ตลก” มาก   โชคดี  หลังจากการติดต่อซึ่งใช้เวลา 2-3 วัน  ผ่านช่องทางที่ “ไม่น่าเป็นไปได้”  ผมก็ได้พบกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบัญชีลูกค้ารายใหญ่  ซึ่งได้ช่วยให้ผมได้เช่าใช้ตู้นิรภัยของแบ็งค์ตามที่ต้องการโดยไม่ต้องจ่ายเงินที่แพงมาก  “สำหรับผม”

  เมื่อคิดดูให้ลึกซึ้งอีกทีหนึ่ง  กรณีนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือไม่  สำหรับคนทั่วไปแล้ว  เขาจะเสียหายหนักหรือถ้าเขาต้องถูกขอร้องหรือบังคับให้ทำประกัน?  ถ้าผมไม่ได้มีเงินมาก   ข้อสรุปจะเป็นแบบนั้นหรือไม่?  คำตอบของผมในฐานะที่เป็น Value Investor ที่มุ่งมั่นก็อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก  ถ้าสมมุติว่าคุณเป็น VI ที่อาจจะมีความมั่งคั่งหรือมีเงินลงทุนในระดับเช่น 10 ล้านบาทและแน่นอนคุณรู้ถึงพลังของการเติบโตของการลงทุนแบบทบต้น  คุณก็จะรู้ว่าในระยะยาวเป็น 10 ปีขึ้นไปนั้น  ถ้าคุณลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีปีละ 20-30% อย่างที่อาจจะทำได้ในช่วงที่ผ่านมา  เงินค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายออกไปนั้น  ภายในเวลา 15 ปีจะมีมูลค่ามหาศาล  ดังนั้น  ถ้าคุณเอาเงินไป “จม”  อยู่ในการประกันชีวิต  คุณก็จะเสียโอกาสที่จะทำเงินไปมากมายโดยเฉพาะถ้าคุณคิดว่าคุณคงยังไม่ตายหรือถ้าตายทายาทก็ไม่เดือดร้อน  ลองมาดูกันว่าในกรณีกรมธรรม์ที่ผมถูกขอให้ซื้อนั้น  ถ้าคิดไปถึงวันสิ้นสุด 15 ปี เงินของคุณจะหายไปเท่าไรถ้าเราสามารถนำมันไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นตลอด 15 ปีและได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% แบบทบต้น   คำตอบที่ได้ก็คือ  ถ้าคุณเอาไปลงทุนเองเม็ดเงินจะกลายเป็นประมาณ 3.3 ล้านบาท ในขณะที่เงินที่คุณจะได้คืนจากการประกันเท่ากับประมาณ 1.3 ล้านบาท  ผลต่างก็คือ 2 ล้านบาท  แพงไหมครับสำหรับการใช้ตู้นิรภัย?

  ที่พูดมาทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ต้องการที่จะบอกให้คนเลิกซื้อประกันชีวิต  การประกันชีวิตนั้นเป็นเรื่องดีถ้าคุณต้องการประกันความมั่นคงทางการเงินให้กับทายาทในกรณีที่คุณตายก่อนเวลาอันควรและพวกเขายังช่วยตัวเองไม่ได้  ถ้าคุณไม่ได้มีปัญหาแบบนั้นแต่คุณคิดว่านี่เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคาร  นี่ก็อาจจะยังมีเหตุผลอยู่ในกรณีที่คุณไม่มีความรู้ทางด้านการลงทุนหรือไม่กล้าที่จะ “เสี่ยง”  ในตลาดหุ้น  แต่ถ้าคุณเป็นคนที่รู้เรื่องการลงทุนดีและเข้าใจเรื่องของความเสี่ยงและคุณรับมันได้  การซื้อประกันชีวิตแบบออมทรัพย์นั้นก็อาจจะเป็นการตัดสินใจที่  “แพงมาก” ในกรณีที่ทายาทของคุณไม่ได้มีปัญหาทางการเงินถ้าคุณตาย  ดังนั้น  ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตอาจจะเพราะด้วยทนแรง  “บีบ” อะไรไม่ไหวก็ตาม  คุณควรที่จะคิดให้หนักถึงผลทางการเงินของมัน

cr.ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากุล

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...