ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หุ้นโตไว ในประเทศโตช้า / โดย คนขายของ

 

   แนวทางการสร้างความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในหุ้นแบบระยะยาว คือการถือหุ้นในระยะหลายๆปีเพื่อ สร้างอิสระภาพทางการเงินมักถูกตั้งข้อสังเกตุว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ใช้ได้เฉพาะการลงทุนใน ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องยาวนานอย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งคนที่ลงทุนในหุ้น สมัยปี 1960สามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาลถ้าถือหุ้นผ่านมาในระยะเวลามากกว่า 50 ปี แต่ยากที่จะนำมาใช้ลงทุนในประเทศที่ไม่ได้เป็น“อภิมหาอำนาจ” ทั้งนี้เพราะประเทศโดยส่วนมาก มักจะมี “ยุคทองทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะประสบวิกฤตไม่ สามารถกลับมารุ่งเรื่องได้อีก ทำให้การลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวไม่น่าที่จะสามารถสร้างความมั่งคั่ง ได้จริงข้อสรุปดังกล่าวนี้จะเป็นจริงในทุกกรณีหรือไม่ เราจะลองมาดูกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นกัน

                เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงปี 1970-1990 ดัชนีนิเกอิซึ่งอยู่ที่ราวๆ 2,000 จุดในปี 1970 ได้ทะยานขึ้นไป 19 เท่าเป็น 38,000 จุดในปี 1990 แต่หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปี ดัชนีนิเกอิก็ไม่เคยขึ้นไปถึงจุดนั้นได้อีกเลย GDP ของญี่ปุ่นที่เคยโตสูงถึง 7% ในปี 1988 กลับลดลงมาเหลือแค่ 0-2% ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาจาก ตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว แสดงว่าเราไม่ควรซื้อหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่หลังจากปี 1990 หรือไม่? จากการ ศึกษาราคาหุ้นของบริษัทญึ่ปุ่นบางบริษัทกลับพบว่า ถึงแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เป็นใจ ไหนจะมีเรื่อง สังคมผู้สูงอายุ และภัยธรรมชาติ มาเป็นอุปสรรคในการเติบโต แต่กลับมีบางบริษัทกลับสามารถ สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างน่าประทับใจ

                ถ้าคุณขายหุ้นของ “TOYOTA” ไปตอนดัชนีนิเคอิสูงสุดที่ 38,000 จุดในปี 1990 เพราะคิดว่า ยุครุ่งเรืองของญี่ปุ่นได้หมดลงแล้ว คุณอาจจะต้องเสียใจเพราะว่าราคาหุ้นของโตโยต้าก็ยังคงโตต่อไปได้แม้ดัชนีโดยรวมไม่เป็นใจและการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2000 สิบปีให้หลัง ราคาหุ้นขึ้นไป 260% เมื่อเทียบกับปี 1990นอกจากนั้นกำไรสุทธิของโตโยต้าก็ยังโต อย่างต่อเนื่องมาตลอด ในปี 2003 ดัชนีนิเคอิทำจุดต่ำสุดในรอบยี่สิบปีที่ราว 8,000 จุด หรือลงมา กว่า 80% จากปี1990 แต่กำไรสุทธิของโตโยต้าในปี 2003 ก็ยังโตกว่าในปี 1990 ถึง 156%

                บริษัท Fast Retailing เจ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ “UNIQLO” นำหุ้นเข้าทำ IPO ในปี 1994 โดยเข้าตลาดหุ้นที่ฮิโรชิมา ก่อนที่จะย้ายมาเทรดในตลาดหุ้นโตเกียวในปี 1999 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายงานอย่างรวดเร็ว มีทั้งการควบรวมกิจการร่วมทุน พร้อมทั้งขยายสาขาให้ครอบคลุมทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ กำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 2005-2014 เติบโตขึ้นมาเท่าตัว ในขณะที่ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา 4เท่า คิดเป็นผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นแบบทบต้นมากกว่า 15% ต่อปี

                สเปนเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งยุคทองของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคงผ่านไปแล้ว ในรอบสิบปีที่ ผ่านมา อัตราการเจริญเติบโตของ GDPของสเปนเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่า 1% นอกจากนั้นยังมีปัญหาหนี้สิน และอัตราการว่างงานที่สูงถึง 22% แต่ถึงกระนั้นบริษัทของสเปนอย่าง INDITEX เจ้าของร้านเสื้อผ้า แบรนด์ ZARA ยังสามารถสร้างรายได้โตมา2.6 เท่า และกำไรโตขึ้นมา 3 เท่าในระยะเวลาสิบปี และถ้าคุณถือหุ้น INDITEX ในช่วงสิบปีนี้มาและไม่เคยขายออกไปเลย จากเงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น5 ล้านบาทในวันนี้


                ในประเทศที่ GDP โตช้าและมีปัญหาเชิงมหภาค แต่ยังมีบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทสามารถเติบโต ได้อยู่ ปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้บริษัทเหล่านี้เติบโตได้ นอกจากการมีผู้บริหารที่เก่งกาจ ทีมงานที่ดีเยี่ยม และ สินค้าเป็นที่ยอมรับ บริษัทเหล่านี้ยังมีแผนการขยายตลาดออกไปในต่างประเทศแบบเชิงรุก ทำให้ ผลประกอบการของบริษัทไม่ขึ้นอยู่กับผลกระทบทางมหภาคของประเทศใดประเทศหนึ่ง โลกในปัจจุบันมีหลายมาตรการซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายของทุน เช่นการทลายลงของกำแพง ภาษี และ การให้สิทธิประโยชน์แก่ทุนต่างชาติของรัฐบาลต่างๆ จากกรณีศึกษาข้างต้นทำให้ผมเชื่อว่า ยังมีบริษัทจดทะเบียนของไทยที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นในระดับสูงได้ แม้ว่าภาพรวมทาง มหภาคของประเทศอาจจะยังดูไม่ดีนัก ในช่วงต่อจากนี้บริษัทที่มีความสามารถในการขยายธุรกิจใน ต่างประเทศดูน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อ AECก่อให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวในเร็ววันนี้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...