ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กลยุทธ์สร้างพอร์ตหุ้น / โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เวลาที่คิดจะลงทุนในตลาดหุ้นผมมักจะจินตนาการเหมือนว่ากำลังส่งกองทัพไปทำสงครามในสนามรบแห่งหนึ่งโดยมีตัวผมเองเป็นเสนาธิการ   เรื่องแรกที่ผมจะต้องคิดก็คือ  วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ต้องการบรรลุนั่นก็คือเรื่องของผลตอบแทนที่จะได้รับถ้าชนะสงคราม—หรือแพ้  โดยทั่วไปกฎของผมก็คือกฎของสงครามนั่นคือ  เราต้องไม่แพ้  ถ้าคิดว่ามีโอกาสแพ้พอสมควรผมก็จะไม่เข้า    เรื่องที่สองก็คือผมจะต้องประเมิน “สนามรบ” หรือชัยภูมิหรือสถานที่ที่จะเข้าตี  ผมจะต้องดูว่ามันอยู่ในทำเลที่ยากมากน้อยแค่ไหน  มันเอื้ออำนวยหรือมันเป็นเนินเขาสูงที่มีป้อมปราการทำให้คนที่เข้าไปอยู่ในจุดที่เสียเปรียบและเอาชนะได้ยากหรือไม่  เพราะผมเชื่อในกฎของสงครามที่ว่า  คนที่เข้าไปตีข้าศึกหรือเป็นฝ่ายรุกนั้นจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าฝ่ายรับหลายเท่า   เรื่องสุดท้ายในฐานะของเสนาธิการก็คือ  ผมจะต้องกำหนดกลยุทธ์การศึกที่จะทำให้ผมบรรลุเป้าหมายในการทำสงคราม

            เปรียบเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผมทำอยู่ในตลาดหุ้นไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา  ผมเริ่มมีความรู้สึกเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะถดถอยลงมาก  ในระยะยาวต่อจากนี้  การที่จะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 10% ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยากไม่ต้องคิดว่าจะได้ผลตอบแทนปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์อย่างที่ผ่านมาในอดีตติดต่อกันมาเกือบ 20 ปี  เหตุผลก็เพราะว่าเศรษฐกิจของไทยดูเหมือนว่าจะเติบโตช้าลงมาก—อย่างถาวร  ด้วยเหตุผลใหญ่ที่ว่าสังคมไทยเริ่ม  “แก่ตัวลง” อย่างรวดเร็ว  ประกอบกับปัจจัยที่ถดถอยลงอื่น ๆ  รวมถึงการแข่งขันที่เข้มข้นจากประเทศคู่แข่งอื่นที่กำลังก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วอาทิประเทศในแถบเอเซียที่เศรษฐกิจยังล้าหลังกว่าไทย

            ผมเองไม่ได้หวังว่าจะทำผลตอบแทนได้สูงเหมือนอดีต  เหตุผลนอกจากเรื่องของสภาพเศรษฐกิจของประเทศแล้ว  ยังอยู่ที่ว่าพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้นมากจนการทำผลตอบแทนสูง ๆ  นั้นยากมากโดยที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงสูง  อย่างไรก็ตาม  ผมเองก็ยังอยากที่จะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10% ขึ้นไปแบบทบต้นอยู่  ผมคิดว่าอัตรานี้น่าจะยังพอทำได้ไม่ยากโดยเฉพาะในบางตลาดหลักทรัพย์ที่สถานการณ์การลงทุนยังเอื้ออำนวย  ดังนั้น  ผมจึงตั้งเป้าหมายการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนประมาณ 10-15% ต่อปีแบบทบต้น  แน่นอน  ผมคงไม่ย้ายเงินไปทั้งหมด  ผมอยู่และใช้เงินไทยเป็นหลัก  ซึ่งทำให้การลงทุนเงินทั้งหมดในต่างประเทศเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้  ผมคิดคร่าว ๆ  ว่าผมคงไม่ลงทุนในต่างประเทศประเทศเดียวเกิน 20% ของพอร์ต  และนี่ก็คือวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายใหญ่ในการ “เปิดศึก”  หรือลงทุนในตลาดแห่งใหม่  ซึ่งในกรณีของผมก็คือตลาดหุ้นเวียตนาม

            ประเด็นที่สองคือเรื่องของ “ชัยภูมิ” ที่เราจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์  ในภาพใหญ่แล้ว  ผมคิดว่าทำเล  “ตลาดหุ้นเวียตนาม”  น่าจะเอื้ออำนวยต่อการลงทุนที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ต้องการคืออย่างน้อย 10-15% ได้ไม่ยากนัก  เหตุผลก็เพราะเศรษฐกิจของเวียตนามที่เริ่ม “เปิดประเทศ” มาน่าจะประมาณ 20 ปีและเปิดตลาดหลักทรัพย์มาประมาณ 16 ปี นั้น  บัดนี้เริ่มจะเห็นผลชัดเจนว่ามีการเติบโตต่อเนื่องอย่างมั่นคงในอัตราที่สูงแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเซียที่โตเร็วเป็น  “เสือเศรษฐกิจ” ในอดีตอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน  นอกจากนั้น  เวียตนามเป็นประเทศที่มีประชากรมากเกือบ 100 ล้านคนและเป็นคนที่มีคุณภาพโดยเฉพาะในด้านของการศึกษาที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ  ซึ่งนี่ส่งผลให้เวียตนามกลายเป็นประเทศที่ผู้ผลิตชั้นนำของโลกต่างก็อยากใช้เป็นฐานของการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลก  ด้วยเหตุผลดังกล่าว  ผมเชื่อว่าเวียตนามจะเติบโตเร็วต่อไปอีกนับเป็นสิบ ๆ  ปี โดยโอกาสที่จะผิดคาดน้อยมาก

            ในด้านของตลาดหุ้นเองนั้น  ตลาดหุ้นเวียตนามมีจำนวนบริษัทจดทะเบียนน่าจะกว่า 700 บริษัทและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อานิสงค์จากการที่รัฐบาลขายหุ้นที่เป็นรัฐวิสาหกิจโดยการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เอกชนเป็นเจ้าของ  นี่ทำให้เรามีหุ้นให้เลือกซื้อได้เป็นจำนวนมาก  ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ตลาดหุ้นเพิ่งจะวิกฤติมาไม่นาน  ราคาหุ้นส่วนใหญ่ไม่แพง  หุ้นที่มีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่าและ PB ต่ำกว่า 1 เท่า มีจำนวนมาก  ที่สำคัญก็คือ  หุ้นจำนวนมากจ่ายปันผลงดงาม  บางตัวจ่ายปันผลเกือบ 10% ของราคาหุ้น  บางทีอาจจะมีหุ้นเพียงกลุ่มเดียวที่มีราคาไม่ถูกแต่ก็ไม่แพงนั่นก็คือหุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกต่างชาติเข้าไปซื้อเกือบหมดเพราะต่างก็เห็นศักยภาพของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียตนาม  ในส่วนของค่าเงินเองนั้น  เงินด่องของเวียตนามเองก็เคยตกลงไปน่าจะประมาณ 30% เมื่อหลายปีก่อนเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ  แต่หลังจากนั้นมันก็มีเสถียรภาพที่ดีมาหลายปีแล้วโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินบาทของไทย  กล่าวโดยสรุปก็คือ  ตลาดหุ้นเวียตนามนั้นเป็น “ชัยภูมิ” ที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างน้อย 10% ต่อปีแบบทบต้น

            สุดท้ายก็คือ กลยุทธ์ในการสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ผมเลือกใช้ในการลงทุนที่เวียตนาม   ในตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมเองไม่เคยคิดและไม่เคยใช้กลยุทธ์อื่นเลยนอกจากการเลือกหุ้นด้วยตนเอง พอร์ตหุ้นของผมถูกออกแบบให้มีหุ้นจำนวนน้อยตัวแต่ละตัวมีจำนวนเม็ดเงินลงทุนที่มีนัยสำคัญและทั้งหมดนั้นเป็นการลงทุนระยะยาวที่เน้นการเติบโตของผลประกอบการของบริษัท  เหตุผลที่ผมใช้กลยุทธ์นี้ก็เป็นเพราะผมรู้จักบริษัทแต่ละแห่งดี  บ่อยครั้งผมรู้แม้แต่นิสัยของผู้บริหารว่าเป็นคนประเภทไหนน่าไว้วางใจแค่ไหน  ผมรู้เพราะผมอยู่ในอุตสาหกรรมการเงินมานาน  ผมเรียนรู้สะสมไปเรื่อย ๆ  เป็นเวลาหลายสิบปี  ดังนั้นผมคิดว่าผมสามารถเลือกหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนระยะยาวได้ดีกว่าตลาด

            ในตลาดหุ้นเวียตนามผมแทบไม่รู้อะไรเลย  ผมคิดจะเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทก่อนลงทุนแต่ก็พบว่ามันต้องใช้เวลามากเกินไปซึ่งจะทำให้ผมต้องรอเวลาเริ่มลงทุนซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในผลตอบแทนที่จะได้ในช่วงนั้น    ผมคิดว่าถ้าตลาดหุ้นเวียตนามโดยรวมสามารถให้ผลตอบแทนปีละ 10% แบบทบต้น  และผมพอใจแล้ว  ผมก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF ของหุ้นเวียตนามได้   อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าเครื่องมือการลงทุนนี้ก็ยังมีปัญหาพอสมควร  ในที่สุดผมก็ตัดสินใจใช้วิธีลงทุน “แบบ VI ที่ไม่ต้องเลือกหุ้นเป็นตัว ๆ”  แต่ใช้สูตรเลือกหุ้นที่มีค่า PE และ PB ต่ำ  และปันผลสูง  ซึ่งในปัจจุบันสามารถสร้างพอร์ตได้ง่ายมากเนื่องจากระบบข้อมูลหุ้นที่มีประสิทธิภาพ  ผมหวังว่าพอร์ตแบบนี้น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นโดยเฉลี่ยถ้าหลักการแบบVI เป็นจริงในตลาดหุ้นเวียตนาม   ผมซื้อหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวนับถึงปัจจุบันน่าจะเกือบร้อยตัว  มันกลายเป็นพอร์ตลงทุนคล้าย ๆ  กับกองทุนรวมของหุ้นขนาดเล็กที่เป็นหุ้น VI ซึ่งผมหวังว่ามันจะให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างน้อยเท่ากับผลตอบแทนของตลาดหุ้นเวียตนามและให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าปีละ 10% แบบทบต้น



            ที่ผ่านมา 2 ปีผมยังไม่เคยปรับพอร์ตเลยและยังอยู่ในช่วง “สร้างพอร์ต”  อยู่  ผลการลงทุนอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้แต่ก็ไม่ได้ดีมาก  ผมเองหวังและได้เริ่มเลือกหุ้นเป็นตัว ๆ และลงทุนเป็นเม็ดเงินจำนวนมากขึ้นแต่ก็ยังไม่เห็นผลนัก  บางทีอาจจะต้องใช้เวลาก่อนที่ผมจะเข้าใจหุ้นที่เวียตนามดีพอ และทั้งหมดนี้ก็คือกลยุทธ์สร้างพอร์ตหุ้นของผมที่ผมคิดว่านักลงทุนทุกคนก่อนลงทุนจะต้องคิดและทำ  อย่าเข้าตลาดโดยไม่มียุทธศาสตร์และยุทธวิธี

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...