ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Share(หุ้น)ลูกโซ่ / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะมีกรณี “แชร์ลูกโซ่” หรือการ “โกงประชาชน” โดยการชักชวนให้คนมาลงทุนในกิจการที่สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงมาก เช่น 6-7% ต่อเดือนขึ้นไปโดยที่ “คนโกง” เองนั้นไม่มีหรือไม่สามารถหาโครงการลงทุนที่ทำผลตอบแทนอย่างนั้นได้แต่ใช้วิธีการนำเงินลงทุนที่ได้รับมาจ่ายเป็นผลตอบแทนรายเดือนตามที่สัญญา   ซึ่งทำให้  “นักลงทุน” รู้สึกและมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่ดีเยี่ยมตามที่ “โฆษณา” ไว้  ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนรายต่อ ๆ  ไปหรือแม้แต่รายเดิมนำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากจนถึงจุดหนึ่ง  คนที่เป็น “เจ้ามือ” ชักชวนคนให้มาลงทุนก็จะ “เชิดเงินหนี”  และได้เงินไปมหาศาล  ส่วนคนที่ “หลง” เข้าไปลงทุนจำนวนมากที่ไม่รู้ “เบื้องหลัง” หรือคนที่รู้แต่คิดว่าตนเองจะสามารถ “ถอนการลงทุน” ออกก่อนก็จะขาดทุนอย่างหนัก  บ่อยครั้งเงินลงทุนกลายเป็นศูนย์

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว  พวกเขาคิดว่าคนที่เข้าไปลงทุนกับ  “แชร์ลูกโซ่” นั้นมักเป็นคนที่ “ขาดความรู้ทางการลงทุนอย่างสิ้นเชิง” หรือไม่ก็ “โลภจนหลง”  ต่างจาก “คนเล่นหุ้น” ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนสูงกว่ามาก  พวกเขาคิดว่าเขาจะไม่มีวันถูกหลอกด้วย “วิธีง่าย ๆ”  แบบนั้นอย่างแน่นอน   แต่นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?  มันไม่มี “หุ้นลูกโซ่” ที่ “เจ้ามือ”  ชักชวนให้คนเข้ามาลงทุนด้วยความไม่รู้หรือโลภหวังได้ผลตอบแทนที่สูงผิดปกติและก็ได้ผลตอบแทนจริงในช่วงแรก ๆ  และดึงดูดคนลงทุนรายหลังเข้ามาลงทุนต่อเนื่องกันไปจน “เม็ดเงินที่อยู่ในมือ” ของเจ้ามือเพิ่มขึ้นมหาศาลก่อนที่เจ้ามือจะ  “เชิดเงินหนี”  โดยการขายหุ้นทิ้งทำให้หุ้นตกลงไปมหาศาลและทำให้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนทีหลังขาดทุนอย่างหนัก  บางทีเกือบเป็นศูนย์อย่างนั้นหรือ?  ส่วนตัวผมนั้นคิดว่ามันมี  “หุ้นลูกโซ่” ในตลาดหลักทรัพย์และหุ้นเหล่านั้นมีวิธีการจัดการและลักษณะคล้ายกับแชร์ลูกโซ่มากจนแทบจะเรียกว่า “แฝดคนละฝา”  มาดูกันว่าเป็นอย่างไร

ข้อแรกก็คือเรื่องของผลิตภัณฑ์  แชร์ลูกโซ่จะต้องอ้างว่านำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่กำลัง “ร้อนแรง”  เช่น  ในช่วงแรกในกรณี “แชร์แม่ชม้อย” ก็จะอ้างว่าลงทุนซื้อขายน้ำมันที่ราคากำลังวิ่งขึ้นสูงมากอานิสงค์จากวิกฤติน้ำมันในช่วงหลายสิบปีก่อน  หลังจากนั้นก็มีแชร์อีกจำนวนมากเช่น  แชร์ชาร์เตอร์ที่เป็นเรื่องการเงิน  แชร์ไม้กฤษณา  และล่าสุดก็คือ  แชร์ท่องเที่ยวที่กำลังเป็นธุรกิจ “ร้อนแรง” เพื่อที่จะอ้างได้ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงลิ่วได้  ส่วนในเรื่องของ “หุ้นลูกโซ่” เองนั้น  ก็เช่นเดียวกัน  จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงในช่วงเวลานั้น  อย่างในช่วงเร็ว ๆ  นี้ก็ต้องเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน  ลอร์จิสติก  การปล่อยกู้ลูกค้าเครดิดต่ำ หรือสินค้าผู้บริโภคเป็นต้น

ข้อสองในเรื่องของ “เจ้ามือ”  ที่จะต้องเป็นคนที่มีความ “น่าเชื่อถือ”  ที่จะทำให้สามารถชักชวนให้คนเข้ามาลงทุนได้มาก  ในกรณีของแชร์นั้น  กรณีอย่างแชร์แม่ชม้อยซึ่งเป็นกรณีแรกก็อ้างว่ามี  “แบ็ค”  หรือ “ผู้อยู่เบื้องหลัง”  เป็น “คนมีสีระดับสูง” เมื่อเร็ว ๆ  นี้ก็มีคนระดับ  “ซินแส”  ที่มีชื่อเสียงและอีกกรณีหนึ่งก็เป็นแพทย์ที่เป็นอาชีพที่คนยอมรับสูง  ในกรณีของหุ้นเองนั้น  “เจ้ามือ”  ก็อาจจะต้องเป็น  “เซียนหุ้น” ที่มี “ผลงาน” และมี “พลังเงิน”  เป็นที่ยอมรับ  แต่ก็แน่นอนว่าในเรื่องของหุ้นนั้น  มันไม่ได้มีการประกาศว่าใครเป็น “เจ้ามือ”  เงินที่นักลงทุนเข้าไปลงทุนเองก็ไม่ได้ส่งให้กับใครแต่เป็นการซื้อหุ้นในตลาด  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นความแตกต่างที่ไม่ได้มีนัยสำคัญถ้าผลมันก็เหมือนกันนั่นก็คือ  มีเงินเข้ามาลงทุน

ข้อสามก็คือการชักชวนและประชาสัมพันธ์ให้คนจำนวนมากเข้ามาลงทุน  ในเรื่องของแชร์นั้น  ตอนแรกก็มักจะเป็นเพื่อนฝูง  มีการบอกเล่าถึงสิ่งดี ๆ  ทั้งหลายของผลิตภัณฑ์  ต่อมาก็เริ่มเห็นผลตอบแทนเป็นรายเดือน  ต่อมาก็เริ่มมีการบอกต่อเพื่อนของเพื่อน  ต่อมาก็ไปถึงประชาชนทั่วไป  เม็ดเงินลงทุนก็เพิ่มทวีขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างรวดเร็วพร้อม ๆ  กับผลตอบแทนรายเดือนที่มีการจ่ายให้เห็น ๆ  ไม่มีพลาด  “หุ้นลูกโซ่”  เองก็เช่นเดียวกัน  เริ่มจากการบอกต่อถึงเพื่อนที่เป็นนักลงทุนด้วยกัน  มีการวิเคราะห์ถึงสิ่งดี ๆ  ต่าง ๆ ของหุ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของกิจการ  ต่อมาก็เริ่มเห็นว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นผลตอบแทนที่สูงลิ่วมาตามคาดเป็นรายเดือนหรือวันสำหรับคนที่นำเงินมาลงทุนซื้อหุ้น  ต่อมาก็มีการบอกต่อเพื่อนของเพื่อน  ต่อมาก็ไปถึงนักลงทุนทั่วทั้งตลาด  ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปพร้อมกับเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นทวีคูณจากนักลงทุนรายใหม่ ๆ  แต่ที่เพิ่มขึ้นสุดยอดก็คือเม็ดเงินที่เป็นตัวเลขในพอร์ตของเจ้ามือแม้ว่าจะไม่มีใครเอาเงินมาหยิบยื่นให้โดยตรงแต่ผลก็คล้ายๆ กัน

ข้อสี่คือกระบวนการ “เชิดเงินหนี”  ในกรณีของแชร์ลูกโซ่นั้นก็คือการที่เจ้ามือหยุดจ่ายคืนผลตอบแทนและไม่คืนเงินต้นซึ่งก็นำไปสู่การร้องเรียนแจ้งความของคนลงทุนจำนวนมาก  เจ้ามือบางคนก็สามารถเชิดเงินซึ่งมักจะมีจำนวนมหาศาลหนีไปอยู่ต่างประเทศ  บางคนก็ถูกจับและติดคุก  ในกรณีของหุ้นนั้นก็คือการที่เจ้ามือขายหุ้นทิ้งในราคาที่สูงลิ่วเทียบกับเงินลงทุนของตนเองและในกระบวนการนั้นทำให้หุ้นตกลงมาอย่างแรงและรวดเร็วทำให้นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนก่อนหน้านั้นในราคาที่สูงมากต้องขาดทุนอย่างหนัก  หลายคนต้องขายหุ้นทิ้งและขาดทุนไปบางทีเกิน 50% ในเวลาอันสั้น  นี่ทำให้เงินทั้งหมดที่เคยเป็น “ตัวเลข” กำไรและขาดทุน  กลายเป็นกำไรและขาดทุนเป็นเงินสดจริง  เจ้ามือเองนั้นเก็บเงินไปมหาศาลอย่างมีความสุข  น้อยครั้งที่จะต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ความแตกต่างระหว่างแชร์ลูกโซ่กับหุ้นลูกโซ่นั้นก็คือ  ในกรณีแชร์ลูกโซ่นั้น  เจ้ามือมักจะไม่ต้องลงทุนในเรื่องของเม็ดเงินในขณะที่หุ้นนั้นพวกเขาต้องมีทุนในการที่จะซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อ Corner หรือซื้อหุ้นที่กระจายในตลาดด้วยเม็ดเงินที่มีนัยสำคัญเพื่อทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าหุ้นนั้นจ่ายผลตอบแทนรายเดือนหรือรายวันสูงลิ่ว  ประเด็นต่อมาก็คือในเรื่องของ “ความเสี่ยง”  เจ้ามือแชร์นั้นไม่ได้เสี่ยงในแง่ของเม็ดเงินแต่ต้องเสี่ยงที่จะถูกจับติดคุกและเสียชื่อเสียง  ในขณะที่กรณีของหุ้นนั้น  ความเสี่ยงของเจ้ามือก็คือเกิดความผิดพลาดในระหว่างกระบวนการทำให้ไม่สามารถ “ออกของ” หรือขายหุ้นได้ทันก่อนที่มันจะตก  ตัวอย่างเช่น  เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นที่คิดว่าไม่ใช่หุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดนำหุ้นจำนวนมากออกมาขายส่งผลให้หุ้นตกลงมาแรงก่อน “เจ้ามือ” จะขายหุ้นทัน  หรือในระหว่างนั้นผลประกอบการบริษัทอาจจะย่ำแย่และทำให้คนขาดความมั่นใจและต่างก็ขายหุ้น “หนีตาย”  ทำให้เจ้ามือต้องขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมาเป็นต้น  นาน ๆ  ครั้งก็มีเหมือนกันที่เจ้ามือต้องถูกดำเนินคดีในกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายในกระบวนการทำหุ้น

ความแตกต่างสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  ในกรณีของแชร์ลูกโซ่นั้น  คนที่เข้าไปเล่นดูเหมือนว่าจะมีน้อยคนที่จะได้กำไรหรือไม่ขาดทุน ส่วนใหญ่เงินลงทุนแทบจะศูนย์  เมื่อจบแล้วทุกคนรู้ว่าตนเองถูกโกงและไม่กลับไปเล่นอีก   แต่ในกรณีของหุ้นลูกโซ่นั้น  คนเล่นที่ยังได้กำไรดูเหมือนว่าอาจจะมีอยู่บ้าง  จำนวนไม่น้อยก็อาจจะขาดทุนไม่มากแม้ว่าบางคนเงินลงทุนเกือบศูนย์  แต่คนส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะไม่คิดว่าตนเองถูกโกง  พวกเขามักโทษตัวเอง  บางคนก็ด่าเจ้ามือในเวบหรือสื่อสังคม  เสร็จแล้วก็มักจะกลับไปเล่น “หุ้นลูกโซ่” ตัวต่อไป  เขาคงคิดว่าคราวนี้ต้อง “ออก” ทัน   ผลตอบแทนที่มักจะสูงลิ่วในเวลาอันสั้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนที่มีความโลภได้เสมอ