ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความสุขของ VI / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ระดับความสุขของคน ๆ หนึ่งนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการก็คือ  1) ยีน  2)สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่  และ 3) วีธีการปฏิบัติตนในการดำรงชีวิตและการทำกิจกรรมต่าง ๆ   เรื่องของยีนนั้นเป็นเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้  คนบางคนเกิดมาด้วยยีนที่มีสุขภาพดีมาก  แข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีจิตใจที่ชอบมองโลกในแง่ดี  แบบนี้เขาก็จะมีความสุขมากกว่าคนที่เกิดมามีสุขภาพไม่ดีและมีแนวโน้มเป็นคนมองโลกในแง่ลบหรือขี้กังวลถ้าสภาวะอย่างอื่นเหมือนกัน   เรื่องสภาพแวดล้อมนั้น  บ่อยครั้งเราก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะคนส่วนใหญ่มักจะเลือกไม่ได้  ตัวอย่างเช่น  คนที่เกิดและอาศัยอยู่ในเมืองร้อนมีโรคชุกชุมหรือคนที่อยู่ในประเทศที่มีระบบการปกครองที่กดขี่  ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพก็มักจะมีความสุขน้อยกว่าคนที่อยู่ในประเทศที่อากาศดีและระบบการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่คนมีสิทธิเสรีภาพสูง  สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะทำให้ความสุขของคนเพิ่มขึ้นได้ส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้าตัวเองว่าจะนำไปสู่ความสุขที่มากขึ้นหรือไม่

            กระบวนการของความสุขนั้นมี 2 ขั้น  ขั้นแรกก็คือ  ความสุขระยะสั้นที่เกิดจากความพึงพอใจที่ได้กระทำอะไรบางอย่าง นี่มักจะเกี่ยวข้องกับร่างกายและวัตถุ  การกินอาหารที่อร่อย  การได้เป็นเจ้าของเครื่องประดับที่มีค่า  การมีเพศสัมพันธ์  การไปเที่ยว  การละเล่นที่สนุกสนาน  การชมภาพยนตร์  และการได้ชัยชนะหรือประสบความสำเร็จในการแข่งขันบางอย่าง เช่น  การเล่นกีฬาหรือการเรียน  เป็นต้น  ความพึงพอใจเหล่านี้เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ  แล้วก็จะจบลงไป   นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ควรที่จะ “เลือก”  ทำในสิ่งที่ “ไม่แพง”  แต่ให้ความสุขได้เกือบสมบูรณ์  ซึ่งในโลกปัจจุบันนั้น  เราสามารถหาได้ไม่ยาก  เนื่องเพราะเหตุที่เทคโนโลยีและกระบวนการให้บริการใหม่ ๆ  ที่ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดที่สามารถจัดหาสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

            VI นั้น  จะทำอะไรหรือซื้ออะไรโดยเฉพาะที่มีราคาแพงมากเช่นบ้านหรือคอนโด จึงควรที่จะต้องคิดอย่างหนักก่อนตัดสินใจ  ที่สำคัญก็คือ  ดูว่ามันจะให้ “ความสุข” เรามากน้อยแค่ไหน  อย่าปล่อยให้อารมณ์ชั่วแล่นทำให้เราตัดสินใจทำแล้วมาพบภายหลังว่ามันไม่ได้ก่อให้เกิดความสุขแต่กลับกลายเป็นทุกข์ไปในระยะยาว  ตัวอย่างที่ผมเองพบและก็พบว่าคนอื่นก็ประสบเป็นจำนวนมากก็คือ  การซื้อที่ดินและห้องชุดตามรีสอร์ทที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในยามที่ทุกอย่างกำลังบูมเป็นต้น

            เรื่องการทำงานหาเลี้ยงชีพในชีวิตประจำวันนั้น  เป็นกิจกรรมที่เราใช้เวลากับมันมากที่สุดและสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว  มันเป็นสิ่งที่  “จำเป็น” ที่จะต้องทำ  และมักจะต้องทำไปจนถึงวันเกษียณหรือเกือบตลอดชีวิต  การทำงานประจำนั้น  สำหรับคนทั่วไปแล้วมักจะไม่ก่อให้เกิดความสุขหรือจะเรียกว่าเป็นทุกข์ก็ได้  อย่างไรก็ตาม  งานประจำบางอย่างสำหรับบางคนก็ก่อให้เกิดความสุขได้เช่นกันโดยเฉพาะงานที่ทำแล้ว  “มีความหมาย”  ในชีวิตเขา  ตัวอย่างเช่น  คนที่รักในงานศิลปะนั้น  มักจะมีความสุขที่ได้ทำงานทุกวัน  คนบางคนชอบสอน  ชอบบรรยาย  เขาก็มักจะมีความสุขที่ได้ทำอย่างนั้น  เช่นเดียวกัน  คนที่ทำงานแล้วประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานที่โดดเด่น  ผู้คนยกย่อง  มีความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่ดีและมีรายได้ที่มากก็มักจะรู้สึกมีความสุขกับการทำงาน  อย่างไรก็ตาม  เงินที่ได้จากการทำงานนั้น  แม้ว่าจะมากกว่าปกติ  แต่ถ้ามันก่อให้เกิดความเครียดและความกังวลสูงเกินไป  มันก็ไม่ก่อให้เกิดความสุขและกลายเป็นทุกข์ได้  VI ที่ดีควรจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเราควรทำมันไหม  ความเห็นของผมก็คือ  ถ้าทำงานแล้วไม่มีความสุขก็อย่าทำ  มันไม่คุ้ม  เพราะเราจะต้องอยู่กับมันทุกวัน  ควรหางานที่ได้เงินดีพอสมควรแต่ให้ความสุขดีกว่า  ตรงกันข้าม  ถ้ามีงานที่เรารักและชอบทำมากแต่ได้เงินน้อยมาก  แบบนี้เราก็ไม่ควรทำ  เพราะอนาคตระยะยาวเราจะทุกข์ เพราะไม่มีเงินใช้   ยกเว้นว่าเราจะมีความมั่งคั่งพอที่จะไม่ต้องอาศัยเงินจากการทำงานแล้วเท่านั้น

            ความสุขในระยะยาวนั้นคือการที่เราสามารถ “บรรลุเป้าหมายที่มีความหมาย”  เงินนั้น  แน่นอนว่าเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับเกือบทุกคน  คนที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้จน  “มีอิสรภาพทางการเงิน”  ไม่ต้อง “ทำงานหาเงิน”  เพื่อใช้เลี้ยงชีพอีกต่อไป  และดังนั้นจึงสามารถเลือกทำในสิ่งที่ตนเองมีความพึงพอใจและมีความสุขได้มากขึ้นมาก  ก็จะมีความสุขในระยะยาวได้มากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  เงินที่มากเกินกว่านั้นมาก ๆ ก็อาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นมากนัก  และนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่คนมีเงินระดับมหาเศรษฐีบางคนนำเงินไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่มีความหมายอย่างอื่น  อาทิเช่น บิลเกต ที่ตั้งมูลนิธิและหันไปทำงานด้านการพัฒนา  “มนุษยชาติ”  เช่น ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าทั่วโลก

            เป้าหมายที่มีความหมายไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน  อาจจะเป็นเป้าหมายทางด้านจิตใจ เช่น  การบรรลุทางธรรม  หรือการได้ช่วยสังคมหรือผู้อื่นให้ดีขึ้นจากผลงานของตน  หรือแม้แต่การเป็นที่รักของครอบครัว เพื่อนฝูงและคนรู้จักก็ได้  ประเด็นสำคัญก็คือ  เจ้าตัวรู้สึกดีว่านี่เป็นเป้าหมายที่มีความหมายในชีวิตของเขา

            คนที่จะมีความสุขมากที่สุดจากเรื่องของการกระทำหรือการปฏิบัติตัวของตนก็คือ  คนที่รู้เป้าหมายในชีวิตระยะยาวของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ  และก็สามารถทำงานหาเลี้ยงชีวิตด้วยงานที่ตรงและสอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวได้อย่างมีความสุข  ในกรณีแบบนี้  เขาก็แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก  เขาก็แค่ทำงานไปเรื่อย ๆ  ตราบจนทำไม่ไหว  วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด  เพราะเขาชอบการลงทุนมาตั้งแต่เด็กและมีความสุขกับการลงทุน  เขาบอกว่า  แทบจะ “เต้นแท็ปไปทำงานทุกวัน” และยังตั้งเป้าหมายที่จะลงทุนไป “ตลอดชีวิต”  โดยไม่มีเป้าหมายสุดท้ายว่าเขาจะมีเงินเท่าไร  เขามีความพอใจในเรื่องของกระบวนการลงทุนเท่า ๆ  หรือมากกว่าเม็ดเงินที่จะได้จากการลงทุน

            ในเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ที่จะเดินเพื่อให้เกิดความสุขสูงสุดนั้น  สิ่งที่จะต้องทำก็คือ  การประเมินจุดแข็งของตนเองว่าคืออะไรและจะสามารถทำอะไรได้ดีในระดับไหน  จากนั้นก็ตั้งเป้าหมายที่มีความหมายที่สอดคล้องกับความสามารถของตนเอง  ประเด็นสำคัญก็คือ  อย่าตั้งเป้าสูงเกินไปจนบรรลุได้ยากหรือต่ำเกินจนไม่ท้าทาย  เป้าหมายนั้นควรจะต้องกำหนดเป็นช่วง ๆ  อาจจะเป็นรายปีโดยที่เส้นทางนั้นจะนำไปสู่เป้าหมายระยะยาวที่มีความหมาย   จากนั้นก็เริ่ม “เดินทาง”  โดยกลยุทธ์ในการเดินทางก็คือ  ต้องทำได้อย่าง “มีความสุข”  ไม่เกิดความเครียด  ไม่บีบรัดตัวเอง  การ “เร่ง” โดยหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายระยะยาวเร็วเกินไปอาจจะก่อให้เกิดทุกข์และไม่มีประโยชน์  เหนือสิ่งอื่นใด  จำไว้ว่าเมื่อถึงเป้าหมายแล้ว  ความสุขก็จะหมดไป   ต้องไปตั้งเป้าหมายใหม่อยู่ดี

            ถ้าพูดถึงเฉพาะในกิจกรรมลงทุนเองนั้น  ผมเองคิดว่าการที่จะมีความสุขได้  เราก็ควรจะเน้นการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก  หากลยุทธ์ที่ไม่ต้องซื้อขายและเปลี่ยนตัวเล่นบ่อย  ตั้งเป้าผลตอบแทนระยะสั้นที่สมเหตุผลสามารถบรรลุได้ไม่ยาก  อาจจะที่ 10-15% ต่อปีหรือต่ำกว่านั้นในทุกสถานการณ์  มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม  อาจจะมีหุ้นไม่ต่ำกว่า 5-10 ตัวขึ้นไป  เลือกหุ้นโดยเน้นที่พื้นฐานของกิจการเป็นหลักและหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรที่หวังผลเลิศ  ราคาหุ้นที่จะซื้อต้องสมเหตุผลหรือถูก   และสุดท้ายเป้าหมายระยะยาวก็คือการมีอิสรภาพหรือความมั่นคงทางการเงิน   ส่วนในกิจกรรมอื่นของชีวิตเช่นการทำงานประจำหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ นั้น  เราก็จะต้องพิจารณาเลือกหนทางที่จะทำให้เรามีความสุขมากเท่าที่เราจะทำได้เปรียบเทียบกับรายได้หรือผลตอบแทนที่จะได้รับ  อย่าทำอะไรที่ทำให้เราต้องทุกข์หนักเป็นเวลานาน  เช่น  ทำงานที่เราไม่ชอบเลย  เพราะมันไม่คุ้มที่จะทำแม้ว่าเราจะคิดว่าเราจะมีเงินมีความสุขในวันข้างหน้า  มันไม่จริง  ความจริงก็คือ  ถ้าวันนี้เราไม่มีความสุข  วันข้างหน้าเราก็จะมีความสุขได้ยาก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...