ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เช็คสต็อก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าจะน่าเบื่อและ “เงียบเหงา” อย่างที่แทบจะไม่เคยพบเจอสำหรับนักลงทุนจำนวนมากที่เคย “สนุกสนาน” และมีความสุขกับการลงทุนมาตลอดหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เหตุผลก็เพราะว่าดัชนีหุ้นไม่ค่อยจะขยับไปไหนไกลและที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ หุ้นและพอร์ตหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว บ่อยครั้งกว่าก็คือหุ้นค่อย ๆ ตกลงมาเป็นระยะ บางช่วง เช่นช่วงที่ใกล้ประกาศงบก็จะตกลงมาหนัก การ Rebound หรือการฟื้นตัวกลับก็ไม่แรงเท่า แต่หลังจากนั้นหุ้นก็กลับสู่ขาลงอีก สำหรับคนที่มีเงินสดและกลับเข้ามาซื้อหุ้นเองนั้น ผลก็ไม่ดีไปกว่าพอร์ตที่มีอยู่ ซื้อแล้วหุ้นก็มักจะไม่ทำกำไรอย่างที่เคยเป็นในสมัยที่ตลาดหุ้นบูมหรือคึกคัก ราคาหุ้นช่วงที่ซื้ออาจจะปรับตัวขึ้นบ้างเพราะ “แรงซื้อ” ของตนเอง แต่หลังจากเลิกซื้อแล้วราคาก็มักจะถอยกลับลงมา อาการที่ “ซื้อตัวไหนตัวนั้นก็ขึ้น” ของนักลงทุนรายใหญ่ “เมื่อเทียบกับตัวหุ้น” ก็เริ่มหายไปนั้น เป็นสัญญาณว่าเราควรจะต้องหันกลับมาตรวจสอบหุ้นในพอร์ตที่มีอยู่ในมือว่าสถานะพอร์ตลงทุนของเราเป็นอย่างไร พูดง่าย ๆ เราควร “เช็คสต็อก” ว่าพอร์ตของเรามีหุ้นแบบไหนบ้างและควรที่จะทำอะไรกับมัน

            นักลงทุนแบบ VI โดยเฉพาะที่เป็นมืออาชีพอย่างคนที่บริหารกองทุนหุ้น VI นั้น บ่อยครั้งพวกเขาก็จะตรวจ “ภาพใหญ่” ของหุ้นในพอร์ตของเขา เขาจะดูว่าค่า PE โดยเฉลี่ย (ถ่วงน้ำหนัก) ของพอร์ตของเขาเป็นเท่าไร ถ้าค่าที่ได้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เช่น ไม่เกิน 10 เท่าหรือ 15 เท่า เขาก็จะรู้สึกว่าพอร์ตของเขานั้นน่าจะปลอดภัยและอนาคตพอร์ตก็น่าจะทำผลงานได้ดี เพราะอย่างไรเสียหุ้นส่วนใหญ่ของเขาก็ถูกหรือถูกมาก ดังนั้น ราคาก็ไม่น่าจะตกลงไปได้มากแม้ว่าตลาดหุ้นอาจจะไม่ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าตลาดหุ้นฟื้นตัว เขาก็น่าจะทำกำไรได้ดี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พบว่าค่า PE โดยเฉลี่ยของหุ้นในพอร์ตนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สูง เขาก็อาจจะต้องพยายาม “ปรับพอร์ต” ลดค่า PE ลงมาโดยการขายหุ้นที่มีค่า PE สูงและหันไปซื้อหุ้นที่มีค่า PE ที่ต่ำลงโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหลักทรัพย์ “ไม่เอื้ออำนวย” กับการลงทุน

            ภาพใหญ่ต่อไปก็อาจจะเป็นเรื่องของการกระจายความเสี่ยงในการถือหุ้นที่ว่าไม่ควรถือหุ้นกระจุกเกินไป นี่นอกจากเป็นเรื่องของหลักการใหญ่ที่นักลงทุนที่มีพอร์ตใหญ่หรือผู้บริหารกองทุนจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้วก็ยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนทุกคนควรจะต้องคำนึงถึงด้วย กฎทั่วไปของผมก็คือ ห้ามไม่ให้ถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 50% ของพอร์ตเป็นระยะเวลานานเกิน 3-6 เดือนอะไรทำนองนี้ และควรถือหุ้นหลัก ๆ อย่างน้อย 4-5 ตัวขึ้นไป เป็นต้น

            ผมคงจะไม่พูดมากนักในเรื่องของการคุมภาพใหญ่ของพอร์ต เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าแต่ละคนก็อาจจะมีภาพของตนเองว่าอยากจะเห็นพอร์ตของตนออกมาในแนวไหน เช่น บางคนโดยเฉพาะคนที่ยังมีอายุไม่มากอาจจะอยากมีพอร์ตหุ้นที่เป็นแนว “หุ้นเติบโต” บางคนที่มีอายุมากอาจจะชอบหุ้นถูกแบบ “value” และก็รักษาพอร์ตหุ้นของตนในแนวนั้น เป็นต้น แต่ผมจะพูดถึงการปรับพอร์ตในสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยลดความเสี่ยงการลงทุนของเราลงได้ และสิ่งที่จะต้องเริ่มต้นก็คือการ “เช็คสต็อก” ของหุ้นในมือว่าแต่ละตัวและโดยรวมเป็นอย่างไรและเราควรจะทำอย่างไรกับมัน

            เริ่มต้นก็คือการตรวจสอบดูค่า PE ของหุ้นแต่ละตัวว่าเป็นเท่าไร ถ้าค่า PE ของหุ้นตัวไหนสูงลิ่วเกิน 40-50 เท่าขึ้นไปโดยที่ไม่ได้เป็น “หุ้นฟื้นตัว” นั้น ผมคิดว่าจะต้องระวังมากเป็นพิเศษ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าส่วนใหญ่เราควรจะขายหุ้นตัวนั้นทิ้งโดยไม่ต้องคิดถึงเหตุผลด้วยซ้ำ เพราะผมคิดว่าเหตุผลที่คนจะยกมาเป็นข้ออ้างในการถือหุ้น PE สูงแบบนี้นั้น มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้สูงและผลจากความผิดพลาดจะทำให้ราคาหุ้นตกลงมาได้มากเกินกว่าโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นถ้าเราคิดถูก เพราะเหตุผลที่หุ้นมีค่า PE สูงมากนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็คือการที่คนคาดหวังว่าหุ้นจะมีกำไรเติบโตมหาศาลและเติบโตต่อไปอีกนาน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นดูเหมือนว่าความเป็นไปได้อาจจะน้อยลงไปมาก เราควรจะต้องตระหนักว่าประเทศไทยกำลังผ่านจากเศรษฐกิจโตเร็วกลายเป็นโตช้าหรือปานกลาง ภาพใหญ่ตรงนี้จะทำให้บริษัทโดยรวมในประเทศก็จะไม่สามารถโตได้เร็วเหมือนในอดีต “หุ้น PE สูงที่โตช้า” อาจจะกลายเป็น “หายนะ” ได้ ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหุ้น PE 80 เท่าตกลงมาเหลือ PE 20 เท่า?

            หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่เราต้อง “เช็คสต็อก” ว่าเราอาจจะถืออยู่ก็คือ “หุ้นน่าสงสัย” นี่คือหุ้นที่อาจจะ “ดูดีเกินไป” โดยที่เหตุผลที่ดูดีนั้นไม่ค่อยชัดหรือดูไม่มีเหตุผลเพียงพอ คำว่าดูดีเกินไปนั้นก็คือเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเดียวกัน มีการดำเนินธุรกิจคล้ายคลึงกันมาก เช่น บริษัทมีกำไรต่อยอดขายสูงกว่าคู่แข่งมากโดยที่สินค้าหรือบริการของบริษัทนั้นไม่ได้แตกต่างกับคู่แข่งหรือว่าที่จริงเป็นรองด้วยซ้ำ คำถามของเราอาจจะเป็นว่าบริษัททำได้อย่างไร? คำตอบที่อาจจะได้รับเป็นมาตรฐานจากผู้บริหารบริษัทก็คือ พนักงานของเขาเก่งกว่าหรือมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่ง ซึ่งคำตอบแบบนี้สำหรับผมแล้ว ผมไม่เชื่อ ผมคิดว่าพนักงานจะเก่งหรือไม่อยู่ที่ระบบและประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติงานในระบบที่เหนือกว่า ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนสองคนที่เรียนจบมาสาขาเดียวกันได้คะแนนเท่ากัน แต่คนหนึ่งไปทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับสากลแต่อีกคนหนึ่งทำงานบริษัทเล็ก ๆ แบบครอบครัว ผ่านไป 3-4 ปี ใครจะเก่งกว่ากัน?

            หุ้นที่ “ดูดีเกินไป” นั้น มีความเสี่ยงว่ามันอาจจะเป็นบริษัทที่ผู้บริหารมีการ “ตกแต่งบัญชี” ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เพื่อให้ผลประกอบการของบริษัท “ดูดี” อย่างน้อยในระยะเวลาหนึ่ง เหตุผลอาจจะมีหลายอย่าง แต่ที่มักจะเป็นก็คือการที่ผู้บริหารที่มักจะเป็นเจ้าของบริษัทด้วยนั้นต้องการ “สร้างราคาหุ้น” เพื่อที่จะทำกำไรจากหุ้นในช่วงเวลานั้น หรือไม่ก็เป็นเพราะผู้บริหาร “โกงเงินบริษัท” โดยการที่ทำให้ตัวเลขดูดีซึ่งทำให้คนไม่สงสัย แต่ทั้งหมดนี้ในที่สุดแล้วสิ่งที่ดูดีทั้งหลายก็จะ “แตก” ในวันใดวันหนึ่ง และวันนั้นหุ้นก็จะตกลงมาสู่พื้นฐานที่แท้จริง บ่อยครั้งผู้บริหารก็มักจะเลือกช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นเลวร้ายเพื่อที่ว่าคนจะได้ไม่สงสัยว่าผู้บริหารเป็นคนทำ คิดว่าเป็นเรื่องของภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย

            หุ้นบางตัวนั้นเราอาจจะถือมานานและเชื่อว่ามันเป็นกิจการที่ดี แต่มันอาจจะเป็นกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยเฉพาะจาก “สังคมดิจิตอล” ที่กำลัง Disrupt หรือทำลายธุรกิจเดิมอย่างแรง นาทีนี้บริษัทอาจจะยังดูดีอยู่และมีผลประกอบการที่น่าประทับใจ ราคาหุ้นก็ยังขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่เราต้องระวังว่าในที่สุดแล้ว แม้แต่บริษัทที่ดีเยี่ยมที่สุดในกลุ่มก็อาจจะเอาตัวไม่รอดเมื่อ “การปฏิวัติ” ทางดิจิตอลดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าเราสรุปว่าอย่างนั้น ทางเลือกที่ดีก็คือ ขายหุ้นเหล่านั้นเสียในช่วงที่มันยังขายได้ราคาดีอยู่

            หุ้นเกือบทุกตัวนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและตัวบริษัทเอง หุ้นที่เราเคยซื้อไว้และเชื่อว่ามันเป็นหุ้น Growth หรือหุ้นโตเร็วอาจจะเปลี่ยนไปแล้วกลายเป็นหุ้นโตช้าหรืออิ่มตัว ดังนั้น หน้าที่ของเราก็คือการติดตามตัวหุ้นตลอดเวลา ดูผลประกอบการเป็นระยะ วิเคราะห์ภาพใหญ่ประกอบกับคู่แข่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อที่จะดูว่าหุ้นมีหรือกำลังมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติสำคัญหรือไม่และเราควรทำอะไรกับมัน และนี่ก็คือการหมั่น “เช็คสต็อก” หุ้นในพอร์ต โดยเฉพาะในสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ผมคิดว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพื้นฐานในหลาย ๆ อย่างที่เราจะต้องจับตามองอย่างพินิจพิจารณา

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...