ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

นักวิเคราะห์ VS นักลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 สิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนแบบ VI ก็คือ การวิเคราะห์ธุรกิจหรือบริษัทและความคุ้มค่าของราคาหุ้นที่จะซื้อ เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ถูกต้องแล้ว การขายหุ้นก็จะง่ายและโอกาสทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่ดีก็จะสูงในระยะยาวอย่างน้อย 3-5 ปี

            คำถามก็คือ เราจะอาศัยบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มาเป็นเครื่องมือในการลงทุนแบบ VI ได้ไหม เพราะสิ่งที่เราพูดถึงนั้น นักวิเคราะห์ต่างก็สรุปไว้อย่างละเอียดแล้ว เขาแนะนำไว้ทุกครั้งว่าหุ้นตัวนั้นควรจะซื้อหรือถือหรือขาย ว่าที่จริงนักวิเคราะห์ก็มักจะเป็นคนที่ศึกษาและติดตามบริษัทและตัวหุ้นมานาน นอกจากนั้นพวกเขาก็มักจะสามารถเข้าถึงตัวผู้บริหารและได้รับข้อมูลลึก ๆ เกี่ยวกับบริษัทที่ VI ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์หลาย ๆ คนก็เป็นคนที่มีประวัติการเรียนที่ดีและตรงสายงาน ถ้าเทียบกับ VI ส่วนใหญ่รวมถึง “เซียน VI” ที่มีชื่อเสียงแล้ว พวกเขาน่าจะเหนือกว่า เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นักวิเคราะห์นั้น ทำงานเต็มเวลาในขณะที่นักลงทุนรวมถึง VI นั้น น่าจะทำงานด้านการวิเคราะห์หุ้นน้อยกว่า

            คำตอบของผมก็คือ ผมเชื่อว่านักวิเคราะห์หุ้นส่วนใหญ่นั้นน่าจะวิเคราะห์หุ้นได้ดีกว่า VI ส่วนใหญ่ จะไม่ดีกว่าได้อย่างไรเพราะพวกเขานั้นทำเป็น “อาชีพ” และใช้เวลากับมันตลอดทุกวัน ข้อมูลที่พวกเขาได้รับก็เหนือกว่า VI มาก เขาจะรู้ถึงรายละเอียดลึก ๆ ของบริษัทและมักจะสามารถประมาณการรายได้และผลกำไรของบริษัทที่จะประกาศในเร็ว ๆ นี้ได้อย่างถูกต้อง พวกเขาสามารถอธิบายถึงโครงการและกลยุทธ์ที่บริษัทกำลังจะทำในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าและประมาณการของรายได้และผลกำไรที่จะได้รับถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องแต่ก็น่าจะดีกว่า VI ที่บางทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโครงการอะไรและผลการดำเนินการจะเป็นอย่างไร

            แต่ผมเองในฐานะที่เป็น “VI พันธุ์แท้ผู้มุ่งมั่น” กลับแทบจะไม่ได้ใช้บทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์มาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุนเลย เพราะผมคิดว่ากรอบหรือแนวความคิดของนักวิเคราะห์กับ VI อย่างผมนั้นแตกต่างกันมากโดยเฉพาะในด้านของระยะเวลาและการมองความเสี่ยงของการลงทุน ถ้าจะให้สรุปความแตกต่างเป็นข้อ ๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ

            หนึ่ง นักวิเคราะห์นั้น วิเคราะห์โดยมีเป้าหมายหลักก็คือ ให้นักลงทุนมีการซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ เพราะนี่คือสิ่งที่จะก่อให้เกิดรายได้จากค่าคอมมิชชั่น จริงอยู่ เขาก็อยากจะให้นักลงทุนได้กำไรด้วยแม้ว่าการทำกำไรจะไม่ได้ทำให้โบรกเกอร์ได้เงินแต่ก็ทำให้พวกเขามีเงินมาซื้อขายหุ้นต่อไปเรื่อย ๆ แต่นั่นน่าจะเป็นเป้าหมายรอง เพราะถ้านักลงทุนซื้อหุ้นแล้วถือไว้นานเป็นปี ๆ ไม่ขาย รายได้คงไม่พอมาจ่ายเงินเดือนให้กับนักวิเคราะห์ แต่สำหรับ VI แล้ว สิ่งเดียวที่เราต้องการก็คือการวิเคราะห์ที่ถูกต้องซึ่งจะทำกำไรได้ในระยะยาว เราเชื่อว่าในระยะสั้นหุ้นอาจจะขึ้นหรือลงได้โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของกิจการมากนัก

            ผลที่ตามมาจากข้อหนึ่งก็คือ นักวิเคราะห์นั้นเวลาวิเคราะห์หุ้นเขาจะมองไปข้างหน้าแค่ 2-3 ปีเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่แล้วก็อาจจะมองไม่เกิน 1 ปี โดยที่เขาจะดูว่ารายได้และกำไรในช่วงนั้นจะโตขึ้นหรือแย่ลงแล้วก็มักจะมีคำแนะนำให้ซื้อหรือขายโดยที่บ่อยครั้งแทบไม่ได้ดูว่าราคาหุ้นในขณะนั้นแพงหรือถูกกว่าพื้นฐานในระยะยาวของบริษัท ยิ่งถ้ากำไร “โตมาก” พวกเขาจะแนะนำให้ซื้อแม้ว่าบางทีค่า PE จะสูงเกินกว่า 40-50 เท่าไปแล้ว ในขณะที่ VI “พันธุ์แท้” อาจจะมองว่ากำไรที่โตขึ้นนั้นอาจจะไม่ยั่งยืนเพราะเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์และเป็นเรื่องชั่วคราวมากกว่าเรื่อง “ความสามารถในการทำกำไร” หรือ Competitive Advantage ที่จะมีความยั่งยืนกว่า ถ้าจะพูดโดยสรุปก็คือ นักวิเคราะห์มักจะมองสั้นในขณะที่ VI จะมองยาว

            ประเด็นที่สามที่ผมคิดว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญก็คือการวิเคราะห์ในด้านของความเสี่ยงของการลงทุนซึ่งก็คือความเสี่ยงที่ผลประกอบการของบริษัทจะแย่กว่าที่คาดมาก โดยที่นักวิเคราะห์มักจะมองในแง่ที่ดีและมักประมาณการผลประกอบการในด้านที่จะเติบโตสูงและใช้ตัวเลขนั้นราวกับว่ามันจะเกิดขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันเขาก็มักจะไม่พูดถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องราวไม่เป็นไปดังที่คาด ในทางตรงกันข้าม VI ที่ Conservative หรือระมัดระวังนั้น เรามักมองในทางตรงกันข้าม เราจะดูด้านลบก่อนว่าถ้าบริษัทไม่สามารถทำอย่างที่คิดไว้หรือเกิดสถานการณ์ไม่ดีผลประกอบการของบริษัทจะเลวร้ายแค่ไหน เพราะว่าเรา “กลัวขาดทุนหนัก” มากกว่าที่จะ “กล้ากำไรมาก” บ่อยครั้งเราจะมองดู “ความน่าจะเป็น” หรือ Probability ว่าอะไรจะมีโอกาสเกิดมากน้อยแค่ไหนเพื่อที่จะดูว่าความเสี่ยงจะมีมากน้อยแค่ไหน

            นักวิเคราะห์กับผู้บริหารนั้นมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนานกันโดยธรรมชาติรวมถึงมีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันในด้านของงาน ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็มักจะ “ไว้ใจ” กันพอสมควร และนี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้นักวิเคราะห์มักจะ “เชื่อผู้บริหาร” โดยที่มักจะไม่ได้มี “คำถาม” ที่อาจจะทำให้ผู้บริหารรู้สึกอึดอัดใจ บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ออกมาก็จะไม่มีอะไรที่ขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้บริหารพูด ว่าที่จริงก็เป็นเรื่องที่ “ปลอดภัย” และ “สร้างความสัมพันธ์ที่ดี” ที่จะสรุปรายงานตามสิ่งที่บริษัทหรือผู้บริหารบอก การเอาความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือดูไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของผู้บริหารมาออกในรายงานนั้นมีความเสี่ยงสูงต่ออาชีพของตนเอง

            ในทางตรงกันข้าม VI นั้นมักจะไม่เริ่มต้นด้วยการ “เชื่อผู้บริหาร” ยิ่งอะไรที่ฟังดู “Too good to be true” เราก็ยิ่งต้องวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นจริงไหม บางครั้งแม้แต่ความซื่อสัตย์ของผู้บริหารหรือความถูกต้องของงบการเงินก็จะต้องถูกตั้งคำถามว่ามันเป็นรายงานที่ตรงกับความเป็นจริงทางธุรกิจไหม แม้แต่งบบัญชีที่ตรวจสอบโดยบริษัทใหญ่มาตรฐานสูงแบบ “Big Four” ในบางครั้งเราก็อาจจะไม่เชื่อ เพราะในหลาย ๆ กรณีนั้นประวัติศาสตร์ก็สอนเราว่าผู้สอบบัญชีก็ “ถูกหลอก” ได้เหมือนกัน

            นักวิเคราะห์นั้น บ่อยครั้งแนะนำการลงทุนโดยดู “Momentum” หรือ “กระแสของหุ้น” เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ถ้าขณะนั้นหุ้นกำลังวิ่งขึ้นพร้อม ๆ กับเรื่องราวที่ดีเช่นกำไรเติบโตหรือมีโครงการใหม่ที่กำลังร้อนแรง พวกเขาก็มักจะแนะนำให้ซื้อโดยไม่ได้ดูว่าราคาหุ้นอาจจะสูงเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นฐานของกิจการหรือเทียบกับหุ้นตัวอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่ใหญ่และแข็งแกร่งกว่ามาก บ่อยครั้งพวกเขามักจะใช้เหตุผลว่าหุ้นมีการเติบโตสูงแต่ก็ไม่เคยบอกว่าในที่สุดแล้วมันจะโตไปกว่าคู่แข่งที่ใหญ่กว่ามากได้อย่างไร สำหรับประเด็นนี้ผมคิดว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อาจจะไม่กล้าที่จะ “สวนกระแส” เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่า “ผิดทันที” ถ้าไปแนะนำให้ขายในเวลาที่ทุกคนกำลังเข้ามาเล่นหุ้นตัวนั้น

            ประเด็นสุดท้ายที่ผมเห็นว่าเป็นความแตกต่างและเป็นข้อจำกัดของนักวิเคราะห์ก็คือ พวกเขาต้องมีความเห็นหรือมีคำแนะนำว่าจะซื้อหรือขายหุ้นทุกตัวและทุกช่วงเวลาในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงหรือมีคนเล่นกันมากทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงมักจะมีหุ้นบางตัวที่ “คาดการณ์ไม่ได้” หรือประเมินราคายากมากแต่พวกเขาก็ต้องทำ ซึ่งนั่นนำมาซึ่งความผิดพลาดที่ค่อนข้างสูง VI มักจะไม่ต้องทำอย่างนั้น ถ้าเราคิดว่าโอกาสที่เราจะคาดได้ถูกต้องมีน้อยเราก็แค่หลีกเลี่ยงไม่ลงทุนหุ้นตัวนั้น หรือถ้าเราดูแล้วว่าราคาหุ้นไม่ถูกกว่าพื้นฐานที่เราคาดไว้มาก เราก็ไม่ซื้อ เรามีหุ้นให้เลือกมากมายและไม่มีแรงกดดันว่าจะต้องตัดสินใจทำอะไรในยามที่เราไม่มีความมั่นใจสูงว่าถูกต้อง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...