ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เหนือกว่ามนุษย์ เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 เรื่องของ “หุ่นยนต์” และระบบออโตเมติกที่สามารถทำงานได้รวดเร็วและดีกว่ามนุษย์นั้นน่าจะเริ่มมาไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์ได้รับการกล่าวขวัญมากขึ้น เนื่องจากเหตุผลที่ว่ามัน “ฉลาด” ขึ้นมากจนสามารถเอาชนะมนุษย์ในการแข่งขันเกมโกะซึ่งเป็นเกมหมากกระดานที่มีความซับซ้อนมากจนไม่มีใครคิดว่าคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์จะสามารถเอาชนะแชมป์ระดับโลกได้แม้ว่ามันจะสามารถเอาชนะในการแข่งหมากรุกกับแชมป์โลกได้มานานแล้ว ความสามารถของหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์หรือที่เราเรียกว่า Artificial Intelligent (AI) หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” นี้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเพิ่มขึ้นของความสามารถของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ในการคำนวณในคอมพิวเตอร์ที่เป็นไปอย่างก้าวกระโดดตาม “กฎของ Moore” ซึ่งทำนายตั้งแต่ปี 1965 ว่าความสามารถในการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นเท่าตัวในทุกปีและจะโตแบบนั้นต่อเนื่องไปเป็นทศวรรษ คำทำนายของ Moore ซึ่งเป็นอดีตผู้ก่อตั้งบริษัท Intel ยักษ์ใหญ่ในวงการผลิตชิพเซมิคอนดักเตอร์นั้น ยังคงดำรงมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันแม้ว่าความสามารถในการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทศวรรษต่อมาในอัตราที่ช้าลงบ้างเป็น 18 เดือนบ้าง 2 ปีบ้าง แต่มันก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาตลอด และถ้ามันยังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราการเพิ่มแบบนี้ ถึงวันหนึ่ง คอมพิวเตอร์ก็จะ “ฉลาดกว่ามนุษย์” ในเวลาอีกไม่นาน

            AI ที่ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ถูกนำมาใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การควบคุมการผลิตให้เป็นระบบอัตโนมัติและการทำงานเฉพาะอย่างที่มี “กติกา” หรือมีข้อกำหนดที่แน่นอนหรือมีผลลัพธ์ที่พอคาดการณ์ได้ ตัวอย่างที่คอมพิวเตอร์หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ในปัจจุบันรวมถึงการ “นำทาง” การขับเคลื่อนรถยนต์แบบไม่ต้องใช้คนขับ การซื้อขายหุ้น การวิเคราะห์โรคและความเสี่ยงในการเกิดโรคของคน การกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท การควบคุมและดูแลการผลิตทางด้านการเกษตรและเรื่องอื่น ๆ อีกมากซึ่งจะช่วยให้มนุษย์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น ทั้งหมดนี้บางทีเราก็เรียกว่าเป็น Specialized AI หรือเป็น AI ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานเฉพาะอย่าง บางคนก็เรียกว่าเป็น Weak AI หรือเป็น AI อ่อน

            ที่ผ่านมานั้นดูเหมือนว่า AI แบบนี้จะช่วยให้มนุษย์มีความเป็นอยู่และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นแม้ว่าตลอดมาจะมีคนคิดว่ามันจะทำให้คนตกงานเพราะมันสามารถทำงานแทนคนจำนวนมากในด้านต่าง ๆ ระบบออโตเมติกอาจจะทำให้คนที่ทำงานในโรงงานลดลง แต่คนก็หันไปทำงานด้านอื่นโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรืองานบริการอื่น ๆ ที่มีเพิ่มขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมาก

            ในอดีตซัก 20-30 ปีที่ผ่านมานั้น คอมพิวเตอร์อาจจะยังไม่ฉลาดพอที่จะทำงานที่ซับซ้อนมากเช่น การวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจหรือการขับรถในถนนสาธารณะ ดังนั้น คนก็มีความเชื่อว่างานที่จะถูกแทนด้วยหุ่นยนต์ก็คืองานในระดับล่างที่ไม่ต้องใช้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์มากเช่นงานโรงงานและการผลิตที่ทุกอย่างถูกกำหนดตายตัวได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถที่สูงขึ้นของการคำนวณ หุ่นยนต์ในปัจจุบันก็เริ่มที่จะสามารถทำอย่างอื่นที่ในสมัยก่อนทำไม่ได้ เช่น มันสามารถ “เห็น” “ได้ยิน” และ “คิด” เป็นแบบเดียวกับมนุษย์ และที่สำคัญที่สุดก็คือ มันสามารถที่จะ “เรียนรู้” ได้ด้วยตนเองด้วย

            งานที่ “ซับซ้อน” และต้องอาศัยทักษะระดับสูงเช่นการวิเคราะห์ธุรกิจและการลงทุน การวินิจฉัยโรค การให้บริการทางการเงิน การขายสินค้าและการขับรถในที่สาธารณะ ที่เราเคยคิดว่าคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์ไม่มีทางทำได้ดีกว่าคนนั้นกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เพราะความฉลาดของหุ่นยนต์ในปัจจุบันนั้นได้พิสูจน์มาพอสมควรทีเดียวว่ามันสามารถทำได้ดีกว่าคน การที่เรายังไม่ใช้มันอย่างกว้างขวางนั้นดูเหมือนว่าส่วนสำคัญอย่างหนึ่งก็คือเรื่องกฎหมายความรับผิดชอบและเรื่องทางจิตใจของคนที่จะใช้มากกว่าคุณภาพของงานที่หุ่นยนต์ทำได้ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วหุ่นยนต์ก็คงเข้ามา “ช่วยงาน” ที่ต้องการทักษะสูงแบบนั้น ผลก็คือ คนก็อาจจะว่างงานมากขึ้น และนี่ก็อาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนที่คนที่ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือออโตเมชั่นสามารถหางานใหม่ที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ดีหรืองานที่ต้องการทักษะที่สูงขึ้น แต่ในยุคต่อไป อาจจะไม่มีงานที่จะมารองรับคนที่ต้องตกงานเพียงพอ และนี่ก็คือปัญหาที่คนยังไม่รู้คำตอบ เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า มนุษย์อาจจะมี “งานใหม่” ที่เราคาดไม่ถึงมาแทนที่งานเดิมของเรา

            ถ้าหากว่าคนจำนวนมากต้องตกงานเพราะหุ่นยนต์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ภาวะเศรษฐกิจจะตกต่ำลงหนักเพราะขาดแคลนกำลังซื้อที่จะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ก็น่าจะมีปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะกว้างขึ้นระหว่างคนที่ไม่มีงานทำกับคนที่ทำงานโดยเฉพาะที่เป็นคนคุม “ทุน” ทางเทคโนโลยีที่มักจะ “กินรวบ” และทำให้เจ้าของมีความมั่งคั่งมหาศาล และนี่ก็อาจจะเป็นปัญหาที่คนในช่วงนั้นจะต้องแก้ไข ดังนั้น ถ้ามองในมุมนี้ก็ดูเหมือนว่าการพัฒนาทางด้านของ AI โดยไม่มีข้อจำกัดก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์กับมนุษยชาติมากก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่าเราก็ยังมีความสามารถในการควบคุม AI ในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมความอยู่ดีกินดีของมนุษย์ได้

            สิ่งที่น่าห่วงหรือน่าวิตกมากกว่าก็คือการพัฒนาของ Artificial General Intelligent (AGI) หรือ Strong AI หรือ AI ระดับแข็ง ซึ่งจะเป็น AI ที่สามารถทำงานหรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนมนุษย์เมื่อความก้าวหน้าด้านการคำนวณของคอมพิวเตอร์มีมากขึ้นจนถึงจุดที่มันสามารถทำอย่างนั้นได้ วิธีการทำก็อาจจะเป็นการก็อปปี้การทำงานของเซลสมองของมนุษย์ออกมาเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งก็จะถูกใช้ในการควบคุม “ร่างกาย” และ “ความคิด” ของหุ่นยนต์จนทำให้มันมีความสามารถเหมือนกับคนทุกอย่างยกเว้นแต่ว่ามัน “ไม่ตาย” และมีคุณสมบัติเหนือกว่ามนุษย์เช่น ไม่ต้องพักและสามารถเรียนรู้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พูดง่าย ๆ ว่าในที่สุดมันก็จะกลายเป็น “Super Man” ซึ่งทำงานได้เหนือมนุษย์รวมถึงการสร้าง Super Man ตัวใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

            อันตรายของ AGI ก็คือ อาจจะเกิด Super Man ที่ “ไม่เป็นมิตรกับมนุษย์” และในวันหนึ่งมันอาจจะทำลายหรือทำให้มนุษย์เป็น “ทาส” หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบการอยู่ร่วมกันของสิ่งที่มีความฉลาดทั้งหลายโดยที่ Super Man ที่เป็นหุ่นยนต์เป็นผู้จัดการเฉกเช่นเดียวกับที่มนุษย์เป็นคนที่จัดการระบบทุกอย่างในโลกในปัจจุบันนี้

            อีกภาพหนึ่งที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่ากันและอาจจะมีโอกาสเกิดมากกว่าก็คือ การใช้ AI เป็นอาวุธในการรบพุ่งของชาติมหาอำนาจและอาจจะทำให้ “สิ้นโลก” ดังที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียเตือนไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ เหตุผลก็เพราะว่า AI มีความสามารถมากขึ้นทุกวันซึ่งทำให้มันจะมีโอกาสถูกใช้เพื่อเอาชนะในสงครามระหว่างประเทศ พูดถึงประเด็นนี้ก็ทำให้ผมนึกถึง Stephen Hawking นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกชาวอังกฤษที่ทำนายไว้ว่าโลกอาจจะถึงกาลอวสานในเวลาอีกไม่นาน--อาจจะเป็นหลักร้อยหรือพันปีโดยอาจจะเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งที่รวมถึงการทำลายตัวเองของมนุษย์ผ่านการทำสงครามนิวเคลียร์หรือการพัฒนาการของ AI ที่ไม่สามารถควบคุมได้

            บทความวันนี้ของผมคงไม่สามารถที่จะนำมาใช้กับการลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นได้ ผมเพียงแต่อยากให้นักลงทุนตระหนักถึงบทบาทของ AI ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจะกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญมากในทางเศรษฐกิจในอนาคตต่อจากนี้อีกไม่นานและเราควรจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะใช้เป็นข้อมูลใหม่ในการลงทุนที่นับวันจะเกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...