ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น แบบฉบับ VI ห่านทองคำ



          รู้จักธรรมชาติของตลาดหุ้น
          มือใหม่หัดลงทุนเวลามองกระดานหุ้นที่มีสีเขียวๆ แดงๆ ราคาหุ้นต่างๆ เปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปมา มักจะมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ หลายคนคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ดีพอ  กลัวจะเป็นแมงเม่าที่ถูกไฟเผา  ตกเป็นเหยื่อของนักลงทุนที่มีประสบการณ์มากกว่า  เริ่มต้นอยากให้มองว่า ในตลาดหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวเพียง 3 อย่าง คือ ขึ้น ลง หรืออยู่นิ่งๆ
  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะวิ่งขึ้น  เมื่อมีผู้สนใจซื้อ  มากกว่า  ผู้ที่ต้องการจะขาย ซึ่งเราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า "ภาวะกระทิง" (Bull Market)
  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะตกลง  เมื่อมีผู้ต้องการจะขาย  มากกว่า  ผู้สนใจซื้อซึ่งเราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า "ภาวะหมี" (Bear Market)
  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่อยู่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ เรียกว่า "ภาวะ Sideway" ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งหมีและกระทิงสู้กันจนเหนื่อยต้องมีการพัก
         ในภาวะกระทิง  ราคาหุ้นส่วนใหญ่วิ่งขึ้น  นักลงทุนบางคนรู้สึกคึกคักพากันซื้อมากขึ้น  และคิดว่าคนอื่นก็จะเข้ามาซื้ออีก (ในระยะสั้น) ทำให้ราคาสูงขึ้นอีก  ดังนั้น จึงเข้าใจว่าการทำกำไรจากตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องง่ายจนอาจนำมาเป็นค่ากับข้าว (จากตลาดหลักทรัพย์)  ได้แทบทุกวัน

          พอตลาดอยู่นิ่งๆ ( เพราะกระทิงวิ่งจนหมดแรง ) นักลงทุนก็จะเกิดความอึดอัด  เพราะเริ่มหาค่ากับข้าวได้ยากขึ้น  และพอมีข่าวร้ายขึ้นมา  ราคาหุ้นก็เริ่มลด  นักลงทุนเริ่มเทขาย  ราคาหุ้นก็ตกลงไปอีก  ภาวะคุณหมีก็จะปรากฏชัดเจนขึ้น  ใน 3 ช่วงดังกล่าวดูเหมือนว่านักลงทุนจะมีความสุขในการ "ซื้อถูก ขายแพง" ในช่วงตลาดขาขึ้นเท่านั้น

         แต่โอกาสและวิธีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันออกไป
  • ในช่วงขาขึ้น  ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะสูงขึ้น  การเข้าไปซื้อในช่วงนี้ต้นทุนจะสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนจะลดลง เช่น หุ้นที่เคยมีราคา 20 บาท จ่ายปันผล 2 บาท คิดเป็น Dividend Yield จะได้ 10% แต่ถ้าราคาขึ้นไป 40 บาท และเงินปันผลเท่าเดิม Yield จะเหลือเพียง 5% ในช่วงกระทิงนี้ควร เข้าไปขาย มากกว่า  เพียงแต่จะต้องมีเทคนิคค่อยๆ ทยอยขาย  เพื่อให้ต้นทุนลดลง  และ Yield สูงขึ้นเรื่อยๆ
  • ในช่วงตลาดนิ่งๆ  ควรเป็นช่วงที่นักลงทุนใช้เวลาเพื่อการศึกษาค้นหาว่าหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีอยู่ที่ไหนบ้าง  คัดเลือกไว้ในใจ  รอคอยจังหวะที่ตลาดหมีจะมาเยือน
  • ในช่วงตลาดหมี  คุรเทพมองว่านักลงทุนมักจะกลัวและเทขายออกมาอย่างมากมาย  จนทำให้มีของดี  ราคาถูกออกมาขายปนอยู่ด้วยในตลาด  ซึ่งควรจะเป็นโอกาสทองในการ เข้าไปซื้อ  เหมือนไปช้อปปิ้งในห้างตอนมีการกระหน่ำ Summer Sale
         กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น ( แบบฉบับห่านทองคำ )
                การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั้น มีกลยุทธ์ 5 วิธีเท่านั้น ( แบบฉบับห่านทองคำ )
โดยจะสร้างคำให้คล้องจองจำง่ายๆ ดังนี้
  • เล่นกับไฟ
  • ไข่ทองคำ
  • กำไว้แน่น
  • แผนรังนก
  • ชกผ่านสิงห์
             กลยุทธ์ "เล่นกับไฟ"
                  เป็นการลงทุนแบบซื้อหุ้นตัวที่คาดว่าราคาจะขึ้น  โดยอาจจะได้ข้อมูลมาหรือวิเคราะห์เองมาอย่างดีก็ตาม  ซึ่งผมเองตีความว่า  ก็ไม่แปลกเพราะตรงกับ "สัญชาติญานของนักลงทุน" ที่ต้องการ "ซื้อถูก  ขายแพง" เพียงแต่คนที่ลงทุนแบบเล่นกับไฟนี้  เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามากบ้าง น้อยบ้างก็ขายเอากำไรไม่ต้องการถือยาว  แต่บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นกลับตกลง ไม่ขึ้นตามที่คิด  ก็ต้องยอมตัดขาดทุนขายทิ้ง  ที่เรียกว่า "Cut Loss" คนที่ชอบแบบนี้ซึ่งมีมากก็เพราะเป็นวิธีที่ง่ายใครๆ ก็ทำกัน  แต่ว่า  นี่แหล่ะคือ "แมงเม่า" ที่ชอบเล่นกับไฟซึ่งบ่อยครั้งก็ถูกเผาได้

            กลยุทธ์ "ไข่ทองคำ"
                 เป็นกลยุทธ์ที่คุณเทพ (ผู้เขียนหนังสือกลยุทธ์ห่านทองคำ)  ใช้อยู่ในการลงทุน  วิธีการนี้จะค้นหาหุ้นที่ดี  ราคาสมเหตุสมผล  จ่ายปันผลสม่ำเสมอ  และคุมสติไม่ให้โลภมาก  ปรับพอร์ตบ้าง ( คุณเทพใช้คำว่าตกแต่งสวน ) โดยทยอยขายเมื่อราคาขึ้น  เคล็ดลับจึงอยู่ที่การค้นหาหุ้นห่านทองคำที่จะสามารถออกไข่ทองคำสม่ำเสมอ  และเมื่อห่านทองคำในฟาร์มของเราโตขึ้นก็ต้องแบ่งขายออกไปบ้าง  นักลงทุนที่ชอบสไตล์การลงทุนแบบนี้ต้องเรียนรู้ด้านการเงิน  มีเวลาติดตามบ้าง  แต่มีข้อดี คือ ไม่ต้องตื่นเต้น คอยติดจอหุ้นตลอดเวลา

            กลยุทธ์ "กำไว้แน่น"
                   กลยุทธ์นี้เป็นญาติสนิทกับกลยุทธ์ "ไข่ทองคำ" ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่  การลงทุนแบบ Value Investor ( VI ) ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์  วิธีการนี้จะค้นหาหุ้นห่านทองคำที่ไข่ทองคำได้เหมือนกัน  แต่จะถือไว้นานมาก  และรอคอยจนห่านทองคำโตเต็มที่และขายออกไปภายหลัง  วิธีการลงแบบนี้จึงต้องมีสายป่านยาวและเป็นเงินเย็น

           กลยุทธ์ "แผนรังนก"
                  กลยุทธ์นี้เหมาะสมกับนักลงทุนมือใหม่  ซึ่งมีเงินลงทุนน้อย  ค่อยๆ หาหุ้นดี  สะสมเข้าพอร์ตตามกำลังที่มี  เข้ากับตำราที่ว่า "นกน้อยทำรังแต่พอตัว" รอคอยจนกว่ารังนกนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผมตีความว่า กลยุทธ์นี้ก้เป็นญาติสนิทของ "ไข่ทองคำ"  และ  "กำไว้แน่น"  เช่นกัน  เพราะการหาหุ้นดีเข้ารังนกก็ควรเป้นหุ้นห่านทองคำนั่นแหล่ะ  แต่ก็ไม่ได้มีวิธีเดียวนะคับ เพราะของที่ให้เลือกอาจมีหุ้นในลักษณะอื่นอีก  เช่น  ห่านเนื้อ (หุ้นของบริษัทที่โตเร็ว)  ห่านวัยรุ่น ( หุ้นของบริษัทที่เริ่มเข้ามาในตลาด ) ห่านบาดเจ็บ (หุ้นที่อาจฟื้นตัวภายหลัง) เป็นต้น

           กลยุทธ์ "ชกผ่านสิงห์"
                  วิธีการนี้คือการลงทุนผ่านกองทุนรวม  ซึ่งเปรียบเสมือนสิงโต  ซึ่งเป็นเจ้าป่าเป็นที่พึ่งพิงของนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราซึ่งมีอีกจำนวนมาก ถ้าเรามีเงินลงทุนไม่มากและขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน  รวมทั้งไม่มีเวลาติดตามจึงต้องอาศัยสิงโตเป็นผู้คุ้มครองและลงมือลงทุนแทนเรา เพราะกองทุนรวมจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคัดเลือก  วิเคราะห์ติดตามหุ้น  ตรวจเยี่ยมกิจการของหุ้น  ซื้อขายหุ้นเพื่อให้ได้กำไร  เป็นต้น  อย่างไรก้ตาม  กองทุนรวมมีหลากหลาย ซึ่งอาจให้ลงทุนในห่านชนิดต่างๆ กันไป ซึ่งเราก้ต้องเลือกให้เข้ากับสไตล์การลงทุนของเราด้วย

          ผมตีความเพิ่มเติมว่าในชีวิตจริงของการลงทุน  เราอาจเลือกสไตล์หรือกลยุทธ์การลงทุนแบบใดแบบหนึ่งตามที่เราชอบ  บางคนอาจเริ่มต้นแบบ "แผนรังนก"  แล้วโตขึ้นเป้น "ไข่ทองคำ" บางคนอาจใช้แผน "กำไว้แน่น" ตลอด บางคนแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้กลยุทธ์แบบ "ไข่ทองคำ" อีกส่วนหนึ่ง "ชกผ่านสิงห์" ยางคนเริ่มต้นแบบ "ไข่ทองคำ" และเมื่อทำกำไรได้อาจนำกำไรบางส่วนมาทำกลยุทธ์ "เล่นกับไฟ" ก็ได้ตามถนัดคับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...