ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เดือนที่เหมาะกับการซื้อหุ้น







   ในการตัดสินใจที่จะลงทุนในหลักทรัพย์นั้น  นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะมองหาตัวช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุน  เช่น  บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์  หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิค  ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจของบริษัทที่ต้องการลงทุน  ในขณะที่การเลือกช่วงเวลาในการลงทุนนั้น นับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน

    ในรอบระยะเวลา 1 ปี หรือ 12 เดือนนั้น  มักจะมีคำถามเกิดขึ้นสำหรับนักลงทุนว่า  เดือนใดจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น  หรือเดือนใดจะเป็นเดือนที่สร้างผลตอบแทนได้ต่ำที่สุด  ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรือฤดูของการลงทุนสำหรับนักลงทุนนั้นอาจจะหมายถึง  การวิเคราะห์ทางเทคนิคก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเวลาที่ดีที่สุดที่จะลงทุน  หรืออาจจะมองไปที่สถิติผลตอบแทนย้อนหลังของตลาดหุ้นไทยในแต่ละเดือนตั้งแต่เริ่มซื้อขาย



      จากผลการศึกษาสถิติย้อนหลังในตลาดหุ้นทั่วโลกมักจะมีเดือนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนจากปรากฏการณืต่างๆ ที่เกิดขึ้น  เช่น January Effect หรือปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนที่สูงในช่วงเดือนมกราคม  รวมถึงมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นสูงด้วยเช่นกันเนื่องจากบรรดากองทุนรวมถึงนักลงทุนต่างประเทศจะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นอีกครั้งหลังจากที่ขายไปตอนสิ้นปี

      ตลาดหุ้นไทยในปี 2556 ซึ่งเป็นปีที่ค่อนข้างผันผวนจากความกังวลการชะลอมาตรการ QE การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติและความไม่แน่นอนจากปัจจัยในประเทศ  และจากสถิติผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ทำผลตอบแทนสูงสูดในเดือนมกราคมที่ 9.01% มูลค่าการซื้อขาย 77,471 ล้านบาท
 
     หากมองอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนย้อนกลับไปตัั่งแต่ที่ตลาดหุ้นทั้ง SET และตลาดหลักทรัพย์  เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้เริ่มเปิดซื้อขายในครั้งแรก  จากสถิติย้อนหลัง 39 ปี ของ SET Index เดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่น่าสนใจที่สุดสำหรับตลาด SET เพราะให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อเดือนได้สูงที่สุดที่ 1.871% รองลงมาคือเดือนมกราคม 1.818% และเดือนที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุดนับตั่งแต่ปี 2518 ที่เป็นปีที่ SET Index เริ่มการซื้อขายครั้งแรกคื เดือนมิถุนายนที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาแล้วถึง 26 ครั้ง (67%) จากทั้งหมด 39 ครั้ง  รองลงมาคือเดือนเมษายน 63%

     ในขณะที่เดือนมกราคมหรือที่นักลงทุนมีความเชื่อเกี่ยวกับ January Effect จากข้อมูลสถิติ SET Index ในเดือนมกราคมสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกทั้งหมด 22 ครั้ง  หรือคิดเป็น 58% ของจำนวนครั้งทั้งหมด

     อย่างไรก็ตาม January Effect  ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอในตลาดหลักทรัพย์ และในทางตรงกันข้ามนั้นเดือนที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนได้น้อยที่สุดคือเดือนมีนาคมซึ่งมีค่าเฉลี่ยติดลบที่ -0.26% ซึ่งให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกแค่เพียง 47% จากจำนวนครั้งทั้งหมด

     นับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เริ่มทำการซื้อขาย  จากสถิติข้อมูลที่ผ่านมาผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนของ mai index สูงที่สุดในเดือนตุลาคมที่ 6.590% ในขณะที่เดือน มิถุนายน และเมษายน เป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เป็นบวกมากที่สุด 8 ครั้ง (73%) จากทั้งหมด 11 ครั้ง  เดือนที่ Mai Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวกน้อยที่สุดคือเดือนมกราคมและพฤษภาคม ซึ่งให้ผลตรงกันข้ามกับตลาด SET ที่มีผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยครั้งรวมถึงมีผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนที่สูงทั้ง 2 เดือนนั้น

    อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถิติที่ผ่านมาไม่มีเดือนใดที่มีโอกาส 100% ในการสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก  ดังนั้น  ตัวช่วยของนักลงทุนที่ดีที่สุดคือการมองไปที่ปัจจัยพื้่นฐานของตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนก่อนที่จะทำการตัดสินใจที่สำคัญว่าจะลงทุนหรือไม่ ณ ช่วงเวลานั้น

   การวิเคราะห์พื้นฐานรวมถึงความน่าสนใจของตลาด  การเติบโตของกำไรและสถาณการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ณ ปัจจุบันมีสำคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต  นักลงทุนควรมีความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุน  และตัดสินใจอย่างมีสติเพื่อนำไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพในภาวะที่ตลาดหุ้นยังคงผันผวนยากแก่การคาดเดา...

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...