ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การลงทุนของ Barack Obama / โดย คนขายของ

 
   ประธานาธิบดีของสหรัฐได้ชื่อว่าเป็นผู้ซึ่งทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ซึ่งคงเป็นธรรมดาของคน ที่อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงที่ต้องมีเรื่องวุ่นๆเข้ามามากมาย  แล้วประธานาธิปบดีสหรัฐ มีการวางแผนทางการเงินอย่างไร? เขาลงทุนในสินทรัพย์ชนิดไหนมากที่สุด? การลงทุนของ โอบามามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน? ผมเชื่อว่าการมองผ่านการวางแผนทางการเงินของ ประธานาธิบดีสหรัฐคงให้แนวความคิดเพื่อที่เราจะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้บ้าง

เว็ปไซด์ therichest.com ได้รายงานว่าประธานาธิบดีโอบามามีรายได้จากเงินเดือนปีละ 400,000 เหรียญคิดเป็นเงินไทยก็ตกเดือนละประมาณ 1.16 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีรายได้ จากการเขียนหนังสือประมาณปีละเกือบ 10 ล้านบาท ท่านประธานาธิบดีมีบ้านหนึ่งหลัง ราคา ประมาณ​ 1.6 ล้านเหรียญอยู่ที่ชิคาโก้ ซึ่งยังคงติดจำนองอยู่ 1 ล้านเหรียญ และ ผ่อนด้วยอัตรา ดอกเบี้ย 5.625% นิตยสาร Forbes และ Casey Research บริษัททำงานวิจัยเรื่อง การเงินการลงทุนประเมินว่า โอบามามีความมั่งคั่งสุทธิ Net Worth) สูงถึงราวๆ 7 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 210 ล้านบาท

จากที่ผมได้รวบรวมข้อมูลจาก CNBC และ Casey Research พบว่าพอร์ตลงทุนของ ประธานาธิบดีโอบามาน่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 ล้านเหรียญ มีการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวในสัดส่วน สูงที่สุดถึง 83% ของพอร์ต ตามมาด้วย กองทุนที่ลงทุนในดัชนี Index Fund) บริหารโดย Vanguard สองกองทุนมูลค่ารวมคิดเป็น 10% ของพอร์ต อันดับสาม เป็นการลงทุนใน พันธบัตรระยะสั้น Bills) ราว 8% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือเป็น กองทุนเพื่อการออม สำหรับการเรียนต่อในระดับ college สำหรับลูกสาว เมื่อพิจารณาดอกเบี้ย และเงินปันผลรวม ของพอร์ตลงทุน คาดว่าน่าจะอยู่ที่ปีละประมาณ 5.25 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 2.5% ของเงินลงทุนทั้งหมด เมื่อรวมรายได้จากการลงทุน และรายได้จากลิขสิทธิ์หนังสือซึ่งเป็น รายได้ทางอ้อมเข้าด้วยกัน โอบามาจะสามารถมีเงินใช้ได้ประมาณปีละ 15 ล้านบาท แม้ว่าวาระ การเป็นประธานาธิบดีของเขาจะหมดลงในปี 2559

แต่กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญทางการวางแผนทางการเงินในสหรัฐได้แสดงความเห็นไว้ว่า โอบามา น่าจะสามารถลดรายจ่ายในเรื่องดอกเบี้ยของการผ่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้โอบามาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 5.526% โดยทำการรีไฟแนนซ์เป็นดอกเบี้ยที่ต่ำลง หรือเอาเงินที่ลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% มาจ่ายคืนธนาคารเพื่อลดภาระจำนอง ส่วนเรื่องการลงทุนนั้น ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ท่านประธานาธิบดีลงทุนในหุ้นน้อยไป ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่แค่ 10% ซึ่งกองทุนที่โอบามาถืออยู่นั้น ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน อาจจะต้องเพิ่มการถือครองหุ้นขนาดกลาง และเล็กที่มีคุณภาพดี


เราจะเห็นได้ว่าโอบามาได้วางแผนการเงินไว้เป็นอย่างดี มีรายได้เข้ามาหลายทางทำให้ชีวิตไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันนี้โอบามามีรายได้ถึง 3 ทางคือ หนึ่งเงินเดือน สอง ลิขสิทธ์หนังสือ และสามเงินลงทุน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชนชั้นกลางของประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่ ทำงานเป็นลูกจ้างรัฐ และเอกชนควรให้ความสนใจ การมีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถนับว่ามั่นคงจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน มีหลายบริษัทใช้นโยบายลดพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย หากท่านถูกให้ออก ครอบครัวต้องสูญรายได้ที่มีทั้งหมดไป

ในขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนหลายท่านที่ลงทุนในตลาดหุ้น และมีอิสระภาพทาง การเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ขอให้อย่าเพิ่งชะล่าใจไปในอิสระภาพทางการเงินที่ได้มา ตลาดหุ้นใน เวลาที่แย่มากๆ เช่นใน ช่วงปี คศ 1929-1932 ในสหรัฐ ตลาดลดลง 90% ในสี่ปี หรือตลาดหุ้น ไทยในช่วงปี พศ 2539 – 2541 ซึ่งลดลงมากกว่า 80% ภายในสามปี แม้โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจของไทยในระดับนั้น คงไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่า เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ดังนั้นการกระจายเงินลงทุนออกไปให้มีรายได้หลายทาง ถือเป็นการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญทำให้นักลงทุนอยู่รอดในทุกสถานะการณ์ในโลกที่ ไม่มีอะไรแน่นอนใบนี้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...