ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ลงทุนเองหรือผ่านกองทุนรวม / วีระพงษ์ ธัม

     
    คำถามที่ว่าเราควร “ลงทุนเอง” หรือ “ซื้อกองทุน” เป็นคำถามแรก ๆ ที่สำคัญสำหรับการเริ่มต้นลงทุน แต่กลับเป็นคำถามที่ผมได้ยินไม่บ่อยนัก บ่อยครั้งจะเป็นว่า “เราจะเริ่มต้นเล่นหุ้นยังไงดี” หรือ “เราควรลงทุนแนว VI หรือแนวเทคนิคดี” ซึ่งคำถามเหล่านี้ ควรจะเป็นคำถามที่สองหลังจากที่เราสามารถตอบ “วิธี” การลงทุนตัวเองได้ชัดเจนที่สุดก่อน และที่สำคัญกว่านั้น คำถามนี้ไม่ควร “มีคำตอบเดียว” เพราะแม้ว่าเราเป็นนักลงทุนที่ลงทุนมายาวนานแล้ว ก็ยังต้องกลับไปคิดทบทวนกับคำถามนี้ตลอดเวลา อันที่จริงนักธุรกิจนักลงทุนระดับโลกหลาย ๆ คนก็ “หยุด” ลงทุนเองเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งของชีวิต หรือถ้าเราลงทุนผ่านกองทุนมายาวนานก็ไม่ควร “ปิดโอกาส” การเลือกหุ้นลงทุนเองเช่นกัน

            ข้อดีและข้อเสียของการลงทุนสองแบบนี้ มีการถกกันพอสมควร แต่ผมอยากจะยกตัวอย่างที่จะเป็นความเข้าใจที่ค่อนข้างผิด เรื่องแรกคือ ถ้าจะลงทุนเอง คุณต้องมีเวลาติดตามมาก ที่จริงแล้ว การลงทุนเองอาจจะต้องใช้เวลาจำนวนมากแค่ช่วงแรก ๆ แต่พออยู่ตัวแล้ว คุณแค่ใช้เวลาชั่วโมงสองชั่วโมง หรือแม้กระทั่งผูกเข้ากับวิถีชีวิตตัวเองได้โดยไม่ยากนัก ส่วนตัวผมตอนนี้ก็ใช้เวลาในการลงทุนแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน และหลายครั้งอาจจะไม่ได้ติดตามเป็นเวลาหลาย ๆ สัปดาห์

            ในทางกลับกัน การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ไม่ใช่ว่าเราจะทิ้งไปได้เฉย ๆ หรือไม่มีความรู้ เราควรจะทบทวนการลงทุนของกองทุน ไม่ต่างจากที่เราทบทวนหุ้นในพอร์ตตัวเอง ต่างกันแค่ความถี่ในการติดตาม หรือเราไม่ต้องเลือกหุ้นเองเท่านั้น แต่ส่วนมากคนลงทุนในกองทุน “แทบไม่รู้” ว่ากองทุนนี้ทำอะไรบ้าง ดังนั้นสิ่งที่ผิดมาก ๆ เรื่องที่สองของคนลงทุนกองทุนคือ “เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องการลงทุน” แค่ฝากผู้จัดการกองทุนดูแลให้เรา เพราะถ้าคุณไม่สบายใจที่จะวางกระเป๋าตังค์ไว้กับพื้นและฝากคนแปลกหน้าดูแลให้ คุณก็ควรจะเอาเงินที่คุณหามาอย่างยากลำบาก ไปฝากให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้โดยเราไม่มีความรู้ ดังนั้น แม้ว่าคุณจะการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็จำเป็นต้องมีความรู้ในการลงทุนพอสมควร และต้องอ่านหนังสือลงทุนบ้างถึงจะสามารถได้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะมันจะช่วยให้คุณไม่ขายกองทุนในเวลาที่ตลาดย่ำแย่ซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะซื้อมากที่สุด

            เรื่องที่สาม นอกจากเรื่องเวลา การลงทุนเองหรือผ่านกองทุน จะมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบอะไรบ้าง กองทุนอาจเข้าถึงข้อมูลได้ดีและเร็วกว่า แต่การลงทุนเองแบบระยะยาว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลเร็วขนาดนั้น และมีวิธีเข้าถึงข้อมูลการลงทุนมากมายโดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีนามบัตรเป็น “ผู้จัดการกองทุน” ยุคนี้การลงทุนเองสะดวกกว่าเดิมมาก นอกจากนั้นจะมีคำพูดที่ว่ากองทุนมีค่าธรรมเนียมที่แพง แต่ที่จริงมัน “ไม่แพง” ถ้าเทียบกับการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าลงทุนแล้วแพ้ตลาดติดต่อกัน 3 ปี คุณควรจะพิจารณาเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การลงทุนทั้งสองแบบต่าง “เปลี่ยนชีวิต” คุณได้แน่นอน ถ้าคุณมี “ความรู้การลงทุน” และทำมันอย่างถูกต้องและยาวนานพอ

            เรื่องสุดท้ายคือ เราชอบแบ่งการลงทุนสองอย่างนี้ออกเป็น “สองขั้ว” อย่างเด็ดขาด เช่นถ้าคนลงทุนเอง อาจจะไม่ลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือคนลงทุนในกองทุน อาจจะไม่ลงทุนในหุ้นเอง ซึ่งผมคิดว่าสองส่วนนี้ไม่ได้ “อยู่คนละขั้ว” แต่กลับ “ส่งเสริม” ซึ่งกันและกัน คนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่เห็นโอกาสในหุ้นหรือกิจการบางอย่าง ซึ่งมีอนาคตไกลมาก ก็อาจจะเอาเงินมาทะยอยซื้อหุ้นตัวนี้ได้ ซึ่งมันจะช่วย “เพิ่มผลตอบแทน” รวมของพอร์ตด้วยความเข้าใจในหุ้นตัวนั้น ๆ และการที่มีกองทุนรวมที่กระจายความเสี่ยงอยู่แล้วพอร์ต ดังนั้นในกรณีนี้ ซื้อหุ้นตัวสองตัว แทบจะไม่เสี่ยง

            ในอีกมุมมองหนึ่ง ถ้าเราลงทุนหุ้นเองอยู่แล้ว เราก็ยังมีโอกาสลงทุนผ่านกองทุนรวมได้เช่นกัน เพราะมันจะทำให้เราได้ “กระจายความเสี่ยง” โดยที่ใช้ “แรงและเวลา” น้อยมาก ส่วนตัวผมกระจายไปซื้อกองทุนจีนไปตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้ว รวมถึงกองทุนในตลาดอเมริกาช่วงหลังจาก Subprime ซื้อทุก ๆ เดือนมาโดยตลอด ผลตอบแทนก็สูงกว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกัน แทนที่ผมจะต้องใช้เวลามากมายไปศึกษาหุ้นรายตัวต่างประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จุดแข็งเรา แต่ใช้ความรู้ “พื้นฐาน” สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมได้ไม่ยากนัก เหมือน John Templeton ว่าถ้าคุณจะสร้างพอร์ตหุ้นที่ดี ให้มองมากกว่าหนึ่งอุตสาหกรรม และมองมากกว่าหนึ่งประเทศ

            ผมเชื่อว่ากลยุทธ์กระจายพอร์ตไปสองขาแบบนี้ จะค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต การลงทุนจะไม่ได้ถูกแบ่งแยกเป็น “ผ่านกองทุนอย่างเดียว” หรือ “ลงทุนเองอย่างเดียว” และจะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับโลกการลงทุนที่โอกาสเปิดกว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...