ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 /โดยคุณวีรพงษ์ ธัม

 

  อุตสาหกรรม หรือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อผลิตสินค้าและบริการผ่านการ “ปฏิวัติ” มาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1760 ที่มนุษย์รู้จักใช้พลังงานไอน้ำมาสร้างผลผลิตทวีคูณแทนช้างม้าวัวควาย ต่อเนื่องมาถึงค.ศ. 1870 เราก็เอาพลังงานเหล่านั้นมาสร้างระบบการผลิตอย่างเป็นระบบจำนวนมากบนสายพาน การกำเนิดโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง พาโลกเข้าสู่ยุคทองของสินค้าอุตสาหกรรม เช่นรถยนต์ เรือ น้ำมัน เหล็ก จนกระทั่งปี 1960s เราก็เข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม หรือบางครั้งเราก็เรียกว่ายุคดิจิตอล เมื่อเราสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และอินเตอร์เน็ต และโลกกำลังจะก้าวสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 คือการเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าหากัน จนเกิดความเป็นไปได้ที่ไม่จำกัด

            ประเทศมหาอำนาจของโลกรวมไปถึงประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พวกเขาอาศัย First Mover advantage เก็บเกี่ยวความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจนขึ้นมาเป็นผู้นำ ในขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาที่ตามมาทีหลังก็ใช้วิธีเดียวกัน สร้างเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตเป็นลักษณะ “เลียนแบบ” แต่ “ไม่ได้พัฒนาต่อ” จึงมักจะจบด้วยการ “ติดหล่ม” อันที่เราเห็นตัวอย่างในแถบละตินอเมริกา

            ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อมีการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ผลลัพท์คือการเติบโต GPP หรือผลผลิตมวลรวมของแต่ละจังหวัดที่สูงสุดใน 5 อันดับแรกในปัจจุบัน คือ กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ อยุธยา ล้วนเกิดจากอิทธิพล “โรงงาน” และ “นิคมอุตสาหกรรม” หรือร่องรอยของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองของประเทศไทยทั้งสิ้น แต่ปัญหาแรกที่เราเห็นมาตลอดคือช่องว่างระหว่างขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสูงสุด 5 อันดับบนและล่างนั้นสูงมาก เนื่องจากเราไม่สามารถขยายการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปยังจังหวัดรองอื่น ๆ อย่างครอบคลุมได้เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วที่เคยทำได้ส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างพื้นฐานระบบ Logistic ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญนั้นไม่สามารถรองรับได้

            ปัญหาที่สองคือการเติบโตของการส่งออกที่ติดลบและ GDP ที่เชื่องช้า กำลังจะบอกว่าต่อจากนี้ไปการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองของไทยจะพบกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินตามรอยด้วยเส้นทางเดียวกัน ฐานการผลิตย้ายง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเครื่องจักรเป็นอัตโนมัติมากขึ้น แรงงานใหม่สามารถเรียนรู้การผลิตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นไทยจึงเหมือนถูกบังคับให้ขึ้นไปแข่งในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิม ที่ไม่ได้ง่ายนักเพราะต้องเจอคู่แข่งที่ล่วงหน้าไปก่อน เช่นประเทศไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย สิงค์โปร์

            ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ของไทยก็เริ่มจริงจังมากขึ้นตั้งแต่เราเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้นด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ผลการวิจัยของมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตต์พบว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีส่วนช่วยเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจไม่น้อยไปกว่าการที่ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง จังหวัดอย่างกรุงเทพฯ ที่มีอินเตอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพจึงพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ได้ดีกว่า ดังที่เราเห็น e-commerce โตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนรุ่นใหม่พัฒนา Tech Startups เป็นดอกเห็ด

            การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้ง ส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แรงงานสามารถปรับตัวโดยย้ายจากภาคเกษตรมาสู่อุตสาหกรรม แต่สัตว์อย่าง “ม้า” เป็นล้าน ๆ ตัวที่ปรับตัวไม่ได้ ตกงานจากการเป็นพาหนะให้กับรถยนต์ อุตสาหกรรมยุคใหม่ยิ่งทำให้การปรับตัวยากขึ้นกว่าเดิม สำหรับคนที่กำลังวางแผนการศึกษาให้ลูก เด็กที่กำลังเข้าโรงเรียนประถมในวันนี้ 65% จะทำงานที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคปัจจุบัน ดังนั้น “ความสามารถในการเรียนรู้” จึงจำเป็นกว่า “ความรู้” หรือ “ทักษะ” ที่เรามีอยู่ คุณเริ่มคิดจะปฏิวัติตัวเองหรือยัง เพราะใครจะรู้ว่าเราอาจจะกลายเป็น “ม้า” ที่หมดความหมายลงในอนาคต

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...