ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ธนาคารของ Bill Gates / โดย คนขายของ


  จากการศึกษาการลงทุนของ บิล เกตส์ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ผมสังเกตุว่าพอร์ตการลงทุนของมูลนิธิ Bill & Melinda Gates แทบไม่เคยลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารเลย แต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมแปลกใจมากที่ได้ข่าวว่า บิล เกตส์ ได้ร่วมลงทุนในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และ ยิ่งแปลกใจขึ้นไปอีก เมื่อได้ทราบว่าสถาบันการเงินแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในอเมริกา แต่อยู่ในประเทศบังกลาเทศ ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย มีประชากรราว 170 ล้านคน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ราว 80% อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท แม้จะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนเพียง 3,600 บาท แต่มีประชากรที่มีโทรศัพท์มือถือถึง 70 ล้านคน

  “bKash” คือชื่อของธนาคารที่มูลนิธิของ บิล เกตส์ ได้ร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2014 ธนาคารแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2011 โดย BRAC Bank บังกลาเทศ และ Money In Motion จากอเมริกา โดยมุ่งเน้นการให้บริการ Mobile Financial Service (MFS) แก่ผู้ที่มีรายได้น้อย   บริการหลักที่มีในตอนนี้ได้แก่ การฝาก-ถอน, การโอนเงิน และ การรับชำระเงิน Bill Payment) โดยทำรายการผ่าน “ตัวแทน” ซึ่งโดยมากเป็นร้านโชห่วย ร้านให้บริการเติมเงินมือถือ หรือ ร้านขายยา ในการฝากเงินลูกค้าจะนำ เงินสดไปให้ กับร้าน “ตัวแทน” เจ้าของร้านจะทำรายการเหมือนพนักงานเคาเตอร์ของธนาคารทั่วไปผ่าน ทางโทรศัพท์มือถือ เงินจะเข้าไปยัง “bKash Wallet” ซึ่งเป็นเหมือนกระเป๋าสตางค์อีเล็คโทรนิคของ เจ้าของบัญชี พร้อมทั้งได้รับ sms ยืนยันการทำรายการ ส่วนการชำระเงิน หรือ การโอนเงินลูกค้า สามารถทำรายการผ่านมือถือได้เอง

  ในช่วง 18 เดือนแรกที่เปิดให้บริการ ธนาคารเริ่มมีฐานลูกค้าราว 2 ล้านคน และตัวเลขฐานลูกค้าได้เพิ่ม ขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 20 ล้านคน และมีร้านค้า “ตัวแทน” ที่ทำหน้าที่เหมือนสาขาของธนาคารถึง 110,000 ร้านในปี 2015 เพราะเหตุใด bKash จึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว? เหตุผลหลัก น่าจะเป็นเพราะว่า บริการ MFS ซึ่งเป็นการให้บริการทางการเงินที่ต้นทุนต่ำ สามารถตอบโจทย์ ประชากรส่วนใหญ่ของบังกลาเทศซึ่งมีรายได้น้อย ทั้งนี้เพราะมีการคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก เป็นผลให้การเข้าถึงบริการธนาคารเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม การแข่งขันในธุรกิจ MFS ในบังกลาเทศนั้นดุเดือดมากเพราะทางรัฐบาลได้ออกใบอนุญาติให้ถึง 28 ราย แต่เพราะเหตุใด bKash จึงสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดได้มากกว่า 50%?

  บทวิเคราะห์ของ Jadara Partner LLC ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในประเทศ เกิดใหม่ ได้ชี้แจงว่า bKash นั้นเป็นธนาคารที่เน้นเรื่อง MFS อย่างแท้จริง บริษัท MFS ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงฝ่ายหรือแผนกของธนาคาร แต่ bKash ถูกตั้งออกมาเป็นบริษัทต่างหาก เพื่อให้การบริหาร และการจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างอิสระ และเพื่อให้ผู้บริหารโฟกัสในธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายได้ด้านค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยได้เติบโตโดยตลอด แต่ทั้งนี้อาจเป็น เพราะ เรายังไม่ได้เห็นธนาคารประเภท “Low Cost” เกิดขึ้นในไทย จากการศึกษาค่าธรรมเนียมการ โอนเงินไปยังบุคคลอื่นของ bKash พบว่าไม่มีการคิดเป็นระบบแบ่งเขตเหมือนในไทยที่มีการคิด ค่าธรรมเนียมในการโอนไปต่างจังหวัด แต่ bKash จะคิดราวๆ 2.5 บาท ต่อหนึ่งรายการ สำหรับ การโอนเงินเพื่อชำระสินค้าหรือบริการ bKash ไม่คิดค่าธรรมเนียม แม้แต่ขอ statement ก็ไม่คิดค่า ธรรมเนียม แต่ที่ bKash จะคิดค่าธรรมเนียมหนักตอนถอนเงิน โดยคิด 1.85% ของยอดเงินเพื่อเป็น ค่าธรรมเนียมให้ “ตัวแทน”

  การแข่งขันทางด้าน “ต้นทุน” ในการดำเนินธุรกิจมีมาช้านาน ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างสูงมากในการลดต้นทุนเพื่อให้สินค้าและบริการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น มีหลายตัวอย่างในอดีตที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ปรับตัวไม่ทันต้องพ่ายแพ้ไป โดยเฉพาะในธุรกิจธนาคารซึ่งในปัจจุบันช่องทาง Mobile Banking มีการเติบโตในอัตราที่สูงมาก PwC (ประเทศไทย) เคยประเมินว่า สาขาของธนาคารที่เปิดอยู่ทั่วไป จะหายไปจากภายใน 15 ปี ดูเหมือนว่าเมื่อโลกของการเงินมารวมกับเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงใน อุตสาหกรรมนี้กำลังจะรวดเร็ว และรุนแรงอย่างที่เราคาดไม่ถึง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...