ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โคมไฟสามดวง โดย ดร.นิเวศน์


กฎแห่งความมั่งคั่งต่อไปนี้ถ้าคนรู้และปฏิบัติตามเขาก็จะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งขึ้น  การที่จะร่ำรวยเท่าไรนั้น  ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้เองทั้งหมด  บางคนไม่ต้องทำอะไรก็ร่ำรวยได้  บางคนทำแทบตายก็ไม่รวย  เพราะความร่ำรวยนั้นขึ้นอยู่กับ  “ดวง”  เช่นเดียวกับความสามารถและความพยายามของเจ้าตัว  สองอย่างนี้เกื้อกูลกัน  ถ้าอาศัยดวงหรือ “โชค” อย่างเดียว  โอกาสรวยก็ยาก  เช่นเดียวกัน  คนที่มีแต่ความสามารถและความพยายามเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่มี  “โชค” เลยนั้น  บางทีก็รวยได้ยาก  คนที่จะรวยได้มาก ๆ  นั้น  ส่วนใหญ่ก็น่าจะต้องมีทั้งโชคและความสามารถและความพยายาม  คำว่า “โชค”  ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าโชคดีถูกลอตเตอรี่เพียงอย่างเดียว  แต่รวมถึงโชคดีที่เกิดมารวย  โชคดีที่เกิดมาฉลาด  หรือโชคดีที่เกิดที่อเมริกา  หรือแม้แต่โชคดีที่เกิดมามียีนส์แข็งแรงทำให้อายุยืน  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้ถือเป็นโชคดีทั้งสิ้นเพราะเราไม่ได้ทำหรือไม่ต้องทำ  มัน “บังเอิญ”  เกิดขึ้น

จินตนาการว่าทุกคนต่างก็มีโคมไฟวิเศษ 3 ดวงและเจ้าของเปิดไฟเพื่อให้เกิดแสงสว่าง  ความสว่างที่เกิดจากไฟสามดวงรวมกันนั้นยิ่งสุกใสเท่าไร  เจ้าของก็ยิ่งรวยเท่านั้น  นี่คือกฎ

ความสว่างสุกใสของโคมไฟแต่ละดวงนั้นขึ้นอยู่กับ 2 สิ่งนั่นคือ  หนึ่งคือ “โชค”  และสองคือการ  “ปรับ” โคมไฟของเจ้าของ  ในการปรับโคมไฟนั้น  บางครั้งเราก็ต้องอาศัย “ความพยายาม” อย่างมาก  แต่บางทีเราก็ต้องอาศัย “กลยุทธ์”  ที่ดี  ดังนั้น  โดยพื้นฐานแล้ว  โคมไฟทั้ง 3 ดวงเป็นโคมไฟที่  “กึ่งปรับแสงได้”  ความหมายก็คือ  ความสว่างของแต่ละดวงนั้นเริ่มต้นไม่เท่ากันแต่ก็สามารถปรับได้ในระดับหนึ่ง

เริ่มที่โคมดวงที่ 1  นี่คือเงินทุนเริ่มต้น  เงินนี้มีที่มาจาก 2 แหล่ง  แหล่งแรกก็คือเงินมรดกหรือเงินที่มีคนให้มาเป็นของขวัญ  ใครที่ได้เงินจากแหล่งนี้มาก  ความสุกสว่างของโคมก็มาก  เงินจากแหล่งนี้โดยปกติเราได้มาเพราะโชค  เช่น เราเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยหรือเราถูกล็อตเตอรีรางวัลที่ 1 เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  มีคนไม่มากที่โชคดี  ดังนั้นถ้าเราโชคไม่ดีก็ไม่ต้องเสียใจ  เพราะเงินจากแหล่งที่ 2 ก็คือเงินที่เราทำมาหาได้และเก็บออมไว้  เงินจากแหล่งนี้มีความสำคัญมาก  และถ้าเราเก็บออมได้มากเท่าไร  โคมไฟก็สุกสว่างขึ้นเท่านั้น

วิธีการปรับโคมไฟดวงแรกก็คือ  เราอาจจะพยายามแต่งงานกับคนรวย  วิธีนี้สะดวกมากที่จะทำให้โคมไฟสุกสว่างแต่สำหรับหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ไม่ต้องพูดถึงคนที่แต่งงานไปแล้ว  อีกวิธีหนึ่งก็คือการทำงานหนัก  ทำงานฉลาดและเก็บออมให้มาก  กฎง่าย ๆ  อย่างหนึ่งก็คือ  ต้องเก็บออมอย่างน้อย 15% ของรายได้ทั้งหมด  ซึ่งจะทำให้เราอย่างน้อยก็สามารถเกษียณอย่างไม่ลำบาก  ยิ่งเก็บมาก  ไฟก็สว่างขึ้น

โคมไฟดวงที่สอง  นี่คือผลตอบแทนเงินต้นหรือเงินลงทุนของเรา  ยิ่งผลตอบแทนสูง  แสงไฟก็สุกสว่างขึ้น  แต่เรื่องนี้เราต้องมีกลยุทธ์และการดำเนินการที่ดี  ซึ่งก่อนที่จะทำ  เราต้องรู้ว่าทรัพย์สินแต่ละอย่างนั้นในระยะยาว 10-20 ปีแล้วมันจะให้ผลตอบแทนเท่าไรต่อปี   ตามประวัติศาสตร์แล้ว  ทองให้ผลตอบแทนที่ต่ำที่สุด  ให้ผลตอบแทนเพียงปีละ 2-3%  เช่นเดียวกับเงินฝากธนาคารที่ให้ผลตอบแทนพอ ๆ  กับอัตราเงินเฟ้อระยะยาวเท่านั้น  พันธบัตรและหุ้นกู้ให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 4-5%  กองทุนรีทที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 7-8%  และหุ้นให้ผลตอบแทนสูงสุดประมาณ 10% ต่อปีแบบทบต้น  แต่ถ้าเราลงทุนแบบ VI เราอาจจะได้ผลตอบแทน 12-20% ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา

การปรับโคมดวงที่สองนั้นมีหลากหลายวิธี  วิธีแรกคือ  นำเงินทั้งหมดฝากในธนาคาร  นี่เป็นกลยุทธ์ของคนที่ไม่รู้เรื่องการเงินอย่างสิ้นเชิง  เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้แสงไฟริบหรี่ที่สุด  วิธีที่สองก็คือ  เราลงทุนโดยใช้หลักบริหารการเงินส่วนบุคคลสมัยใหม่ที่ลงทุนบางส่วนในหุ้น  บางส่วนในพันธบัตร  และบางส่วนเก็บเป็นเงินสด เช่น  เราเอา 80 ลบอายุของเราได้เท่าไรก็นำตัวเลขนี้มาเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินที่เราจะลงทุนในหุ้น  จากนั้น  เราก็กันเงินสดออกมา 5-10%  ที่เหลือก็เอาไปลงในพันธบัตร  เป็นต้น  วิธีนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่ให้แสงที่สุกสว่างปานกลางและเหมาะกับคนทั่ว  ๆ  ไปที่ไม่ต้องการความเสี่ยงสูงแต่ต้องการผลตอบแทนที่ดีพอสมควร  วิธีที่สามก็คือ  การลงทุนเงินทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ในกองทุนหุ้นที่อิงดัชนีตลาด  วิธีนี้เราจะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 8-10% แบบทบต้น ซึ่งทำให้มันเป็นกลยุทธ์ที่ให้แสงที่สุกสว่าง  ในระยะสั้นอาจจะดูว่ามันเสี่ยงเพราะดัชนีหุ้นขึ้นลงรุนแรงปีต่อปี  แต่ในระยะยาวแล้ว  ความเสี่ยงกลับต่ำและผลตอบแทนสูง

วิธีที่สี่คือการลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์โดยใช้หลักการ VI และเน้นการลงทุนในหุ้นน้อยตัว อาจจะ 5-10 ตัวหลัก ๆ เฉพาะที่เป็นซุปเปอร์สต็อก  นี่เป็นกลยุทธ์ที่ผมใช้ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา  แต่กลยุทธ์นี้เหมาะสมเฉพาะกับคนที่เป็น VI ที่มุ่งมั่น  และถ้าโชคดี  เราก็อาจจะรวยได้ในระยะยาว  และนี่ก็คือกลยุทธ์ที่จะปรับแสงไฟให้สุกสว่างมาก    วิธีสุดท้ายก็คือการใช้หลักการลงทุนแบบ VI ที่เน้นเก็งกำไรและลงทุนในหุ้นน้อยตัวเช่น 2-3 ตัวในแต่ละช่วงเวลา  โดยที่ลงทุนด้วยเงินร้อยเปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นโดยการใช้มาร์จิน   ส่วนหุ้นที่เล่นนั้นเป็นหุ้นตัวเล็กและเป็นหุ้นเก็งกำไรสูง  นี่คือกลยุทธ์ที่ปรับแสงไฟให้สุกสว่างสุดยอด  แต่มันอาจจะเหมาะสมเฉพาะกับ VI ที่ยังมีอายุไม่มากสามารถรับความเสี่ยงสูงได้ คนที่ใช้กลยุทธ์นี้อาจจะสามารถร่ำรวยได้อย่างรวดเร็วถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย  อย่างไรก็ตาม  มันเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงมาก    เพราะหลอดไฟอาจจะ  “ระเบิด”  แทนที่จะรวยอย่างรวดเร็ว  ก็อาจจะหมดตัวได้

โคมไฟดวงที่สามคือ  ระยะเวลาของการลงทุน  ยิ่งมีเวลาลงทุนยาว  ไฟก็ยิ่งสุกสว่าง  และก็เช่นเดียวกับโคมไฟดวงอื่น  มันขึ้นอยู่กับโชคด้วย  เพราะบางคนอาจจะเกิดมาสุขภาพดีอายุยืนเพราะยีนส์ของตนเอง  ซึ่งทำให้มีเวลาลงทุนยาวกว่าคนอื่น  อย่างไรก็ตาม  เราอาจจะสามารถปรับให้ไฟดวงนี้สุกสว่างขึ้นได้หลายวิธีเช่น  เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อยจะได้มีเวลาลงทุนยาวขึ้น  เราต้องลงทุนอยู่ตลอดเวลาไม่หนีออกจากตลาดไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง  และสุดท้าย  เราต้องรักษาสุขภาพโดยการกินอาหารที่ดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอซึ่งจะทำให้เราอายุยืนขึ้น  มีเวลาลงทุนยาวขึ้น

คนที่มีโคมไฟวิเศษทั้ง 3 ดวงสุกสว่างมาก  เขาต้องรวยอย่างแน่นอน  ส่วนคนที่โคมไฟทั้งหมดริบหรี่  เขาไม่มีทางรวย  วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  มีโคมดวงแรกสว่างปานกลางคือมีเงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 1 ล้านเหรียญ  แต่โคมดวงที่สองนั้นเจิดจรัสมาก  คือได้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีถึงปีละ 20%  และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ  โคมดวงที่สามของเขานั้นยิ่งสุกสว่างคือ  เขาลงทุนต่อเนื่องกันถึง 60 ปี  นั่นทำให้เงินเพียง 1 ล้านเหรียญของเขากลายเป็น 60,000 ล้านเหรียญ   เช่นเดียวกัน แอนน์ ไชเบอร์ นั้น  มีโคมไฟดวงแรกที่ริบหรี่เพียง 5,000 ดอลลาร์  แต่โคมไฟดวงที่สองสุกสว่างมากคือทำผลตอบแทนได้ปีละ 18% แบบทบต้น น้อยกว่าบัฟเฟตต์เพียงปีละ 2%  เช่นเดียวกับโคมไฟดวงที่สามที่มีเวลาลงทุนถึง 50 ปี ทั้งที่เธอเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 51 ปี นั่นทำให้เงินเพียง 5,000 กลายเป็น 22 ล้านเหรียญ

นักลงทุน “ธรรมดา”  ที่มีความมุ่งมั่นสูงนั้นสามารถที่จะเพิ่มความสุกสว่างของโคมไฟแต่ละดวง  ถ้าเขาสามารถเก็บออมเงินในชีวิตของเขาได้ 5 ล้านบาทซึ่งผมคิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง  นำมาลงทุนทั้งหมดในกองทุนรวมหุ้นอิงดัชนีได้ผลตอบแทนปีละ 10% ซึ่งผมคิดว่าคงได้ไม่ยาก  และลงทุนเป็นเวลา 50 ปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ยากถ้าอายุเขาอยู่ในช่วง 30-40 ปี  ในวันที่เขาเลิกลงทุนนั้น  เขาจะมีเงินเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าคือมีเงิน 500 ล้านบาท  และนั่นเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงไม่ใช่ความฝัน  ทั้งหมดนั้นอาศัยวินัยและความมุ่งมั่น  แต่ถ้าเขามีความสามารถลงทุนแบบ VI และได้ผลตอบแทนถึงปีละ 15% แบบทบต้น  เงินจะเพิ่มขึ้นถึง 1,000 เท่า  ก่อนตายมีเงินถึง 5,000 ล้านบาท  และนี่ก็คืออิทธิพลของโคมไฟวิเศษที่เราจะต้องตระหนักและคอยปรับแสงของมันตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งของเราโดยที่ไม่เสี่ยงเกินไป

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...