ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิธีเลือกหุ้น โดยคุณวีระพงษ์ ธัม



   วิธีเลือกหุ้น หรือ Stock Selection เป็นปัจจัยแรกสุดที่นำมาซึ่งความสำเร็จของนักลงทุน VI การเลือกหุ้นที่ไม่ดี อาจจะทำกำไรได้เป็นบางครั้งในช่วงที่ตลาดหุ้นสดใส แต่จะต้องมีซักวันที่จะต้องเจอมรสุม เปรียบเหมือนกับการเลือกเรือ บางครั้งเรือผุ ๆ มันก็สามารถพาคุณออกจากท่าได้เร็ว แต่มันอาจจะพาคุณไม่ถึงฝั่ง สำหรับนักลงทุนมือใหม่ นี่อาจจะเป็นความสับสนที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะหุ้นในตลาดมีจำนวนมาก มีข่าวถาโถมเข้ามา มีหุ้นผ่านมาให้เห็นมากมาย แต่ตัวไหนล่ะ คือหุ้นที่เราควรจะเลือก

            สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ การเลือกหุ้นสำหรับ VI ไม่จำเป็นต้องถูกต้องทุกครั้ง เพราะนี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการวิเคราะห์ซึ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สำหรับนักลงทุน VI ที่ดี ควรจะมีอัตราความสำเร็จในการเลือกหุ้นที่สูง อย่างน้อยหุ้นที่เลือกต้อง “ไม่ขาดทุน” ในระยะยาว แปลว่าหุ้นที่เลือกในอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้าต้องมีผลประกอบการดีขึ้น และการเลือกหุ้นที่ถูกต้อง ไม่ควรตัดสินด้วย “ราคาหุ้น” ในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างน้อยกว่าที่ราคาหุ้นจะบอกว่าคุณคิดถูกหรือผิด ควรจะเป็นระยะเวลา 1-2 ปีขึ้นไป

            วิธีแรกในการเลือกหุ้น คือ การใช้ “ตะแกรงร่อน” เป็นการเลือกหุ้นโดยใช้ข้อมูลในเชิงปริมาณ ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย เราอาจจะตั้งเงื่อนไขสำคัญบางอย่าง เช่น ROE จะต้องมากกว่า 15% หุ้นมี P/E หรือ P/B ต่ำ หากิจการที่มีรายได้เติบโต มีอัตรากำไรหรือ Net Profit Margin ดีขึ้น วิธีการนี้เป็นวิธีที่ผมชอบในช่วงแรก ๆ ในการลงทุน เพราะส่วนหนึ่งคือ เราพยายาม หา ”สูตร” บางอย่างที่ใช้หาหุ้นขึ้นมา นี่เป็นความเชื่อผิด ๆ ที่นักลงทุนมักติดกับดักคือ การลงทุนจริง ๆ แล้ว “ไม่มีสูตรลับ”

            จุดอ่อนสำคัญที่สุดของวิธีนี้คือ เราใช้ข้อมูลในอดีตทั้งหมด แม้ว่าแนวโน้มในอดีตจะเป็นสิ่งชี้นำอนาคตได้ แต่หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอีก และการ Back Test หรือการทดสอบผลตอบแทนย้อนหลัง ส่วนมากมักจะได้ผลดี เนื่องจากเรามีอคติในการพยายาม “เลือก” วิธีที่ดีที่สุด โดยอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต อีกอย่างหนึ่งคือ ข้อมูลหลายอย่างมีข้อจำกัดว่า เป็น “เหตุการณ์ปกติ” หรือเป็น “เหตุการณ์พิเศษ” หุ้นที่มี ROE สูง ๆ ในอดีตหลายตัว เช่นหุ้นโรงงานผ้า หุ้น Specialty Stores มาถึงปัจจุบันกลับเป็นหุ้นที่ผลประกอบการ “แย่มาก” สาเหตุที่ตัวเลข ROE ดีในเวลานั้นเป็นเพราะการลงทุนต่ำ ค่าเสื่อมตัดทิ้งหมดแล้ว จ่ายปันผลสูงตลอดเวลา รัดเข็มขัด แต่บริษัทขาดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

            ในทางกลับกัน บางครั้งหุ้นที่เคย ROE ต่ำมาก หรือ PE สูงมาก กลับเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ดีอย่างต่อเนื่อง และตัวเลข ROE ก็ค่อย ๆ สูงขึ้น อย่างไรก็ดี วิธีนี้ก็ไม่เสียหายสำหรับการหยิบหุ้นมาวิเคราะห์โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ในการลงทุน เพราะนี่คือการศึกษา “ประวัติศาสตร์” ของผู้ชนะในอดีต เพื่อคาดการณ์อนาคต

            วิธีที่สอง คือ เลือกหุ้นจากกระแสอุตสาหกรรม ตั้งแต่กระแสที่ “เล่นข่าว” กันเป็นระยะ ๆ อาจจะเรียกว่าเลือกหุ้นจาก Theme เช่น ช่วงนี้ Domestic Play หุ้นในประเทศ หรือ Global Play เล่นหุ้นต่างประเทศ หรือ หุ้นวัฎจักรก็เป็นกระแสที่ “ขายดี” มาตลอด ปัจจุบันก็มีหุ้นกล้องถ่ายรูป หุ้นมือถือ หุ้นลีสซิ่ง หุ้น New Economies ฯลฯ หรือกระแสที่ยาวนานกว่าประเภท Megatrend เช่น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากความเป็นเมือง (Urbanization) คนสูงวัน (Aging Economy) หรือ กระแสที่มีอย่างยาวนาน ในหุ้นไทยคือหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่

            วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจาก “หุ้นในกระแส” มักจะร้อนแรงและมีความให้ความสนใจจำนวนมาก หุ้นเหล่านี้จึงได้รับ Premium ราคาแพง จุดสำคัญของวิธีนี้คือ เราต้องเลือกก่อนหน้าที่กระแสนี้จะมา หรือมีคนสนใจจำนวนมาก เราอาจจะไปหากระแสนี้ในต่างประเทศก่อน หรือหากระแสกับข้อมูลที่แอบไม่ให้นักลงทุนเห็น นี่เป็นกิจกรรม “แมวมอง” ซึ่งความรู้เหล่านี้มักจะได้จากข้อมูลที่หาได้ยาก หรือคนมองข้าม เพราะถ้ามันอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แปลว่าคุณไม่ทันแล้ว

            อีกจุดที่สำคัญคือ เราจำเป็นต้องเลือกหรือต้องหา “ผู้ชนะ” ในกระแสให้ได้ มันจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้ากระแสนั้น ๆ ไม่มีผู้ชนะอย่างเด็ดขาด ยุค 1980s เกิดกระแสยุค Electronics แต่ผู้ชนะในเกมนี้น้อยมาก 1990s เราเกิดยุค Internet Dot Com ซึ่งผู้เต็มไปด้วยผู้แพ้ และล้มละลายในที่สุด นอกจากนั้น ขึ้นชื่อว่ากระแสแล้ว มักมาพร้อม ๆ กับ “ฟองสบู่” อย่างไรก็ดี กระแสมาเมื่อไหร่ พายุก็ทำให้แม้แต่เป็ดก็บินได้ ท่ามกลางความร้อนแรง เราต้องพยายามแยกแยะ “เป็ด” กับ “อินทรีย์” ออกจากกันให้ได้

อ่านต่อ วิธีเลือกหุ้น ตอนที่ 2 โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...