ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ลงทุนรอบใหม่ 1 โดยคุณวีรพงษ์ ธัม

 

องค์ประกอบสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของบริษัทที่จะเติบโตได้นั้น คือบริษัทต้องมีการ “ลงทุน” เพื่อขยายงาน ถ้าบริษัทเติบโตในขณะที่การลงทุนอยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าบริษัทนั้นกำลัง “กินบุญเก่า” ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนยังช่วย “ปกป้องรักษา” ความสามารถในการแข่งขัน เสมือนเป็นการเพิ่มป้อมคูเมืองให้แข็งแรง การประหยัดอดออม “ค่อย ๆ โต” อาจจะใช้ในสำหรับการอยู่รอดในการแข่งขันในอดีต แต่โลกธุรกิจในยุคใหม่ การลงทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการ “แข่งขัน” รุนแรงกว่าเดิม อย่างไรก็ดีการลงทุนนั้นคู่กับความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ “ผลตอบแทน” ที่คุ้มค่า และที่สำคัญกว่านั้น การลงทุนต้องมีสัดส่วนที่ “เหมาะสม” คือไม่มากเกินไป และไม่น้อยจนเกินไป ประเทศไทยและบริษัทจดทะเบียนเติบโตช้าลงในหลายปีที่ผ่านมา ผมคิดว่านี่คือสัญญาณที่บอกว่า สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุดในวันนี้คือการเริ่มต้น “ลงทุนรอบใหม่”

            ประวัติศาสตร์มักจะเขียนถึงความโหดร้ายของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ “ลงทุนเกินตัว” ทำให้เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่รุนแรงในปี 2540 แต่ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก คือ “ผลพวง” ของการการลงทุนครั้งนั้น ช่วยให้ประเทศไทยมาเติบโตมาได้เป็น 10 ปี การส่งออกเติบโตขึ้นมาจากสัดส่วนประมาณ 50% ต่อ GDP มาเป็น 70% แต่ข่าวร้ายที่แอบอยู่ในเรื่องนี้ คือการลงทุนไทย ลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับ เนื่องจากที่ผ่านมาเราพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI เมื่อกระแสเงินค่อย ๆ “เปลี่ยนทิศ” ไปยังประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า การลงทุนจึงตกต่ำ นิคมอุตสาหกรรมเริ่มว่าง พื้นที่เช่าในหลาย ๆ ปีก่อนซึ่งเต็มมาตลอด มาปัจจุบันก็ว่างมากขึ้น การลงทุนลดลงจากสัดส่วน 40% เหลือประมาณ 20% ต่อ GDP

            ผมไม่มีตัวเลขแยกที่ชัดเจน แต่คิดว่าการลงทุนใหม่ ๆ ของบริษัท ไทยนั้น ก็ลดลงเช่นเดียวกัน สังเกตจากที่นักธุรกิจรุ่นพ่อลดการขยายงาน เงิดสดท่วมบริษัท และเริ่มเอาเงินเข้าตลาดหุ้น ทำให้ “ราคาหุ้น” ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด มีการลงทุนไหลไปเข้าบริษัทนอกตลาด อย่างเช่น STARTUP ทำให้มูลค่าบริษัทเหล่านี้สูงลิ่ว ที่จริงแล้วในสภาวะนี้ การลงทุนในภาคการผลิตจริง ๆ จะมีความคุ้มค่าสูงขึ้นมาก เพราะถ้าขยายงานได้หรือธุรกิจสำเร็จ ธุรกิจนั้นจะมี “มูลค่าสูงมาก” เพราะมีนักลงทุนพร้อมซื้อหุ้นและให้ราคา สภาวะนี้จะดึงให้นักธุรกิจเริ่มจริงจังกับการขยายธุรกิจมากขึ้น เพราะลงทุนทำธุรกิจเองแม้เหนื่อย แต่ “คุ้ม”

            นอกจากนั้นการลงทุนภาครัฐ ซึ่งเป็น “หัวรถจักร” นำขบวนก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงขึ้น และเกิดการสนับสนุนมากมาย ธุรกิจส่วนใหญ่เหมือนกับว่าจะรอ “ลมฟ้าอากาศ” ให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน แต่ประวัติศาตร์บอกว่าการลงทุนดี ๆ มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ เพราะธรรมชาติของการลงทุนนั้น “กว่าจะพร้อม” ก็ “สาย” ไปเสียแล้ว น่าดีใจที่มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ เริ่มลงทุน “สร้าง” ธุรกิจยุคใหม่ ตั้งแต่ e-commerce ทำโฮสเทล STARTUPS ต่าง ๆ ซึ่งดูเหมือนจะไปได้ดี นักธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่กำลังหา “โอกาสใหม่” เพื่อเปิดช่องการทางเติบโต เพราะอุตสาหกรรมในโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปสูง สิ่งที่เคยผลิตได้ อาจจะขายไม่ได้ในอนาคต ธุรกิจไม่ควรรอแค่ “อัตราการใช้กำลังการผลิตให้เต็ม” เพราะบางครั้งการรอเฉย ๆ อาจจะนำไปสู่ความยากลำบากในอนาคต อย่างไรก็ดี การลงทุนที่ “ฝืน” เช่น ลงทุนในสิ่งที่ไม่ชำนาญ ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ย่อมจบลงด้วยหายนะเช่นเดียวกัน

            สำหรับนักลงทุน การ “เลือก” บริษัทที่จะลงทุน นอกจากดู “รูปร่างหน้าตา” ของบริษัทในปัจจุบันแล้ว สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือดู “ความสามารถของบริษัทในการลงทุน” ว่าการลงทุนนั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน มีผลตอบแทนต่อเงินลงทุน หรือ ROIC คุ้มค่ากับต้นทุนการเงินหรือไม่ มีช่องทางการลงทุนหรือโอกาสให้เลือกมากมายหรือไม่ เพราะนี่คือหัวใจของ “การเติบโต” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นักลงทุนควรจะสนับสนุนราคาหุ้นให้สูงขึ้นสำหรับบริษัทที่มีอนาคตที่ดี มีการลงทุนที่ดี นี่คือตัวช่วยหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ เพราะ “บริษัทที่ลงทุนขยายงานได้ดี” สมควรจะได้ “รางวัลชิ้นงาม” จากนักลงทุน

            สำหรับคนทั่ว ๆ ไป สิ่งแรกที่เราควรจะเริ่มคิดลงทุนรอบใหม่ คือ การลงทุน “ความรู้” ที่เป็นการลงทุนที่ดีที่สุด และวิธีได้ความรู้ที่ถูกและคุ้มค่าที่สุด คือ “การอ่าน” ปัจจัยความสำเร็จในการลงทุนแบบนี้ คือใช้เวลา “เลือก” หนังสือที่ดีมาอ่าน สิ่งที่สองคือ หาวิธีการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นทุก ๆ วัน ถ้าเราทำงานเร็วขึ้น เวลาก็จะเหลือให้เราสามารถลงทุนทำอย่างอื่นได้ หาทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น เช่น ด้านเทคโนโลยีและภาษา อนาคตชีวิตคนมีแนวโน้มว่าจะยืนขึ้น คนอายุ 60 ที่จะเกษียณและหยุดเรียนรู้อาจจะต้อง “คิดใหม่” เพราะอาจจะมีเวลาในชีวิตเหลือมากกว่านั้น ดังนั้นเวลาการ “เรียนรู้” ก็ควรจะยาวขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งสุดท้ายคือ ให้เวลากับการ “คิด” มากขึ้น เหมือนกับที่ชาร์ลี มังเจอร์พูดว่า สิ่งที่สวยงามที่สุดของการอ่านและการคิด คือ ถ้าคุณทำมันได้ดี คุณจะแทบไม่ต้องทำอย่างอื่นมากมายเลย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...