ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ขายดี กำไรไม่ดี / โดย คนขายของ ชาย มโนภาส

ขายดี กำไรไม่ดี / โดย คนขายของ


ในยุคนี้ นักลงทุนมีการตื่นตัวในการหาข่าวสารในการลงทุนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหาข่าว ฟังสัมภาษณ์ ผู้บริหาร หรือแม้แต่ลงพื้นที่ เช่นลงสำรวจร้านค้าหรือโรงงาน เพื่อหาข้อมูลมาใช้ในการลงทุน แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อบริษัทประกาศผลกำไรออกมา กลับสร้างความประหลาดใจให้เหล่านักลงทุนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะว่า ไปที่ร้านก็เห็นว่าคนเข้าคิวยาวมาก ขายของดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ทำไมประกาศกำไรออกมาต่ำกว่าปีที่แล้ว?ยอดขายก็ดูโตดี น่าจะได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด (Economies of scale) ทำไมอัตรากำไรสุทธิถึงได้ลดลง? ในบทความนี้เราจะมาลองดูกรณีศึกษาของ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่บริษัทตัวอย่างมียอดขายเติบโต แต่กำไรของบริษัทกลับดิ่งลงสวนทางว่าเป็นเพราะเหตุใด

บริษัท 3D Systems ( DDD ) เป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติชั้นนำของอเมริกา ยอดขายในปี 2006 อยู่ที่ราว135 ล้านเหรียญ ผ่านมา 10 ปี ยอดขายขึ้นมาเกือบ 6 เท่า ทั้งนี้เพราะนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า เครื่องพิมพ์ 3มิติจะมาปฏิวัติการผลิต จากสินค้าที่ใช้กันในวงจำกัดเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมและการออกแบบ เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ จะกลายมาเป็นของสามัญประจำบ้าน บริษัท DDD ใช้กลยุทธ์การควบรวมกิจการ เพื่อให้ตอบสนองต่อยอดขายเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 30% ต่อปี แต่กลับกลายเป็นว่า หลังจากบริษัทได้รายงานกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดที่ 80 ล้านเหรียญในปี 2013 จนทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงถึง 94 เหรียญ (ขึ้นมาเกือบ 19 เท่าจากราคาในปี 2006) ทาง DDD กลับเผชิญแรงต้านที่มากขึ้น บริษัทที่ควบรวมมาบางบริษัทไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ค่าใช้จ่ายด้าน R&D สูงขึ้นเป็นอย่างมากและได้ผลออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ นอกจากนั้นยังมีคู่แข่งหน้า ใหม่ เข้ามาในธุรกิจนี้มากขึ้น ทำให้ต้องลดราคาขายลง โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาจะลดลง 19% ในทุกๆปี ด้วยแรงกดดันดังกล่าวทำให้ DDD รายงานกำไรจากการดำเนินงานลดลงครั้งแรกในปี 2014 และ กลายมาเป็นขาดทุนในปี 2015 ถึงแม้ว่ายอดขายก็ยังคงขยายตัวอยู่เช่นเดิม

ร้านหนังสือ Barnes & Noble เชนร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ได้รับผลกระทบจากการขาย eBookของ amazon.com ทำให้ยอดขายในช่วงปี 2006-2008 แทบจะไม่โตเลย ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจครั้งสำคัญในปี 2009 ในการเข้าสู่ตลาดแท็บเล็ตและเครื่องอ่าน eBook ซึ่งเป็นการคิดค้นของบริษัทเองชื่อ “Nook” หลังจากเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2010 ยอดขายโดยรวมของร้านก็เริ่มกระเตื้องขึ้นจากที่ต่ำกว่า 5.5 พันล้านเหรียญมาตลอด ตั้งแต่ปี 2006 กลายมาเป็นเกือบ 6 พันล้านเหรียญในปี 2010 และ ทะลุ 7 พันล้านเหรียญในปี 2012 แต่ในทาง ตรงข้าม กำไรสุทธิของบริษัทปรับตัวต่ำกว่า 100 ล้านเหรียญในปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มโครงการ “Nook” จากปกติที่อยู่ราวๆ 150 ล้านเหรียญ สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเมื่อมีการเปิดตัว “Nook HD” ในช่วงปลายปี 2012 ทำให้บริษัทขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2013 ถึงแม้ว่าเครื่อง Nook HD จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ผลิตภัณฑ์ แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้จากการเข้าสู่ธุรกิจแท็บเล็ต ทำให้ยอดขายที่สูงขึ้นแทบไม่มีประโยชน์กับผู้ถือหุ้นเลย

ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines) เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา ยุโรป หรือ เอเซีย หากเราเฝ้าสังเกตุแถวผู้รอ check-in ที่เคาเตอร์ของสายการบิน เราจะเห็นว่ามีลูกค้ารอคิวกันเป็นแถวยาวมาก ถ้าเรามาสังเกตุรายได้ย้อนหลังของธุรกิจเหล่านี้ เราจะเห็นว่ายอดขายมีการโตต่อเนื่องโดยตลอด

ทั้งนี้เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวในโลกมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นเมกะเทรนด์ แต่ทำไมกำไรถึงลุ่มๆ ดอนๆ บางสายการบินกำไรหนึ่งปีขาดทุนสองปี? นอกเหนือจากการแข่งขันที่เข้มข้น จากคู่แข่งใหม่ๆที่ดาหน้าเข้ามาในธุรกิจนี้ ทำให้การขายบัตรโดยสารมีการตัดราคากันเป็นปกติ เรายังพบว่าราคาน้ำมันซึ่งมีความผันผวนสูง มีสัดส่วนราว 30-40% ของต้นทุนดำเนินการของสายการบิน และนอกจากนั้น ตัวธุรกิจยังมีความอ่อนไหวต่อ โรคระบาด การก่อการร้าย และสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้การควบต้นทุนในการดำเนินงานได้ยากลำบาก ถ้าเราสังเกตุผลตอบแทนเงินปันผลของหุ้นสายการบินต้นทุนต่ำในไทยจะเห็นว่า เงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น จะอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของตลาด

บ่อยครั้งที่นักลงทุนได้ฟังผู้บริหารให้เป้าหมายยอดขายของปีว่าจะโตกี่เปอร์เซนต์ แล้วด่วนสรุปว่ากำไรของบริษัทย่อมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากกรณีศึกษาข้างต้นเราจะเห็นว่า ยอดขายโตแต่กำไรลดลงนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยทั่วไป ดังนั้นเพื่อที่จะประเมินกำไรในอนาคตได้แม่นยำขึ้น นักลงทุนควรจะมีความรู้เรื่อง “ต้นทุน” ของกิจการประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ต้นทุนวัตถุดิบ หรือ ต้นทุนการขาย ว่าประกอบด้วยอะไร และเป็นสัดส่วน เท่าไหร่ การแข่งขันและสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ที่เราควรติดตามข่าวอยู่เสมอ เพราะหากมีคู่แข่งเข้ามาใหม่ และบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ต้องการรักษาสัดส่วนทางการตลาดเอาไว้ ผู้บริหารอาจจะเลือกกลยุทธ์ “ลดราคา” เพื่อสร้างยอดขาย ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่กำไรจะหดตัวลง สรุปแล้วก็คือการเป็นนักลงทุนที่ดี เราต้องรู้เรื่องธุรกิจของบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ในระดับเดียวกับเจ้าของหรือผู้บริหารเลยทีเดียว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...