ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ยักษ์ใหญ่ในยุคไฮเทค / โดย คนขายของ


หากท่านใดยังจำภาพยนต์ชื่อ “TITANIC” ซึ่งเป็นเรื่องของ “แจ๊ค” กับ “โรส” บนเรื่อสำราญที่ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค โรสพบรักกับแจ๊คในขณะที่ตัวเองมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ซึ่งคู่มั่นของ โรสมีฐานะที่เรียกได้ว่าเป็นระดับมหาเศรษฐีและอยู่ในธุรกิจเหล็ก หนังบอกเล่าความมั่งคั่งของคู่มั่น ของโรสผ่านการใช้ชีวิตหรูหราบนเรือสำราญ และการมอบเพชรรูปหัวใจให้แก่หญิงสาวที่เขารัก ในช่วงปี 1912 ซึ่งเป็นปีที่เรือ TITANIC ประสบเหตุไม่คาดฝันนั้น อุตสาหกรรมเหล็กมีการ ขยายตัวที่สูงมาก แม้ผ่านช่วงสงครามโลกมาถึงสองครั้ง แต่ก็ยังขยายตัวได้ดี ในปี 1955 บริษัท เหล็กอย่าง U.S. Steel  เป็นบริษัทที่มีรายได้ใหญ่เป็นอันดับสามในสหรัฐ แต่ในปัจจุบันมูลค่า กิจการเหลือเพียงแค่ราว หนึ่งในร้อยส่วนของบริษัทค้าปลีกออนไลน์อย่าง AMAZON.COM

ในช่วงปี 2006 หรือเมื่อสิบปีที่แล้ว บริษัทที่มีมูลค่ากิจการสูงสุด 6 บริษัทของโลก มีถึง 3 บริษัทที่ มาจากอุตสาหกรรมพลังงาน มี 1 บริษัทเป็นธนาคาร 1 บริษัทเป็นเทคโนโลยี และ 1 บริษัทเป็น ลักษณะโฮลดิ้งที่ทำกิจการหลากหลาย แต่พอมาในปีปัจจุบัน ดูเหมือนนักลงทุนจะมีมุมมองที่แตกต่างจากเดิม เพราะล่าสุด จากตัวเลขมูลค่ากิจการ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2016 บริษัทที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดในโลก 6 บริษัท เป็นบริษัทเทคโนโลยีถึง 5 บริษัท คือ หนึ่ง Apple สอง บริษัทแม่ของ Google คือ Alphabet สาม Microsoft สี่ AMAZON และ ห้า Facebook และมีบริษัทพลังงาน เหลืออยู่เพียงบริษัทเดียวคือ Exxon Mobil ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ทำไมบริษัทการบินอย่าง Boeing บริษัท รถยนต์อย่าง TOYOTA หรือ บริษัทโฮลดิ้งอย่าง GE ถึงไม่ติดอันดับกับเขา?

เมื่อพิจารณาบริษัทอันดับ 1 คือ Apple 2 คือ Alphabet และ 3 คือ Microsoft ผมพบว่าทั้งสามบริษัทมีส่วนที่เหมือนกันคือ เป็นเจ้าของ “ระบบปฏิบัติการ Operating System)” ทั้งสามบริษัท เมื่อพิจารณาจากมุมมองเรื่องความยั่งยืนของบริษัทพบว่า ธุรกิจ OS นั้นเป็นธุรกิจที่มีผู้เล่นเข้า มาใหม่น้อยมาก และเนื่องจากบริษัทเป็นเจ้าของโปรแกรมที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตแบบอัตโนมัติ, อุตสาหกรรมยานยนต์แบบไร้คนขับ หรือ อุตสาหกรรมขนส่ง  ในขณะที่คู่แข่งรายเดิมที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ยากที่จะแข่งขันด้วยได้ เพราะไม่มีความรู้ด้าน IT นอกจากนั้น เจ้าของระบบปฏิบัติการยังสามารถทำให้อุปกรณ์ต่างๆที่ต่อพ่วง ทำงานกันเป็นทีมเดียว กันได้ เหมือนดั่งวาทยากรผู้ควบคุมวงออเครสตร้า ซึ่งเมื่ออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ล้วนเชื่อมต่อกัน ผ่านอินเตอร์เนต ผู้ที่เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในอนาคต

นอกจากการวิเคราะห์เชิงความสามารถในการแข่งขันข้างต้นแล้ว ยังพบว่าบริษัทเหล่านี้มีลักษณะที่น่าประทับใจเมื่อมองในแง่ของการวิเคราะห์สถานะทางการเงินด้วย เพราะว่าบริษัทเหล่านี้มีกระแส เงินสดอิสระที่สูงมาก สต๊อกสินค้า หรือ สินทรัพย์ที่อยู่ในรูปของโรงงานหรืออาคาร คิดเป็นส่วนน้อย อย่างเช่น Microsoft มีสินทรัพย์ที่เป็นเงินสดหรือใกล้เคียงเงินสดสูงถึง 1.1 แสน ล้านเหรียญ แต่มีสินค้าคงคลังเพียง 2 พันล้านเหรียญ และ มีที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์ราว 2 หมื่นล้านเหรียญ หนี้สินก็อยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีโอกาสที่ซื้อกิจการ หรือ ลงทุนในการทำวิจัย ใหม่ๆได้อีกมาก นอกจากนั้นทั้งสามบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิที่สูงราว 20% ซึ่งสูงกว่า ตัวเลขของ บริษัทรถยนต์อย่าง GM ที่ทำได้ 6% บริษัทสินค้าอุปโภค P&G ที่ 12% หรือ บริษัทเครื่องดื่ม อย่างโค้กที่ 16%

ในยุคที่การผลิตมีความรุ่งเรือง บริษัทที่สามารถทำการประหยัดจากขนาด Economies of Scales) จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะบริษัทสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง แต่ในโลกที่เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ทมีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ บริษัทที่มี Economies of Scope ซึ่งหมายถึง บริษัทที่มี องค์ความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วสามารถนำมาต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จะได้เปรียบกว่าบริษัทเน้นการเป็นเลิศด้านการผลิตเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะว่า ในยุคต่อไป ไม่ว่าจะผลิตได้ถูกขนาดไหน แต่ถ้าไม่สามารถเชื่อมต่อได้กับอุปกรณ์อื่นๆ แชร์ไป Facebook ก็ไม่ได้ ลูกค้าคงยากที่จะตัดสินใจซื้อ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...