ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

คุณภาพของรายได้ โดยคุณวีรพงษ์ ธัม


รายได้ 1 บาทสำหรับคนทั่วไป อาจจะมีค่าเท่า ๆ กัน แต่มันมีค่าไม่เท่ากันในโลกธุรกิจ ธุรกิจอสังหาฯ อย่างบริษัทพฤกษา (PS) มีรายได้ 51,000 ล้าน มีมูลค่าตลาด 59,000 ล้านบาท เท่ากับว่ามีอัตราส่วนมูลค่าต่อยอดขาย (Price to Sales ratio, P/S) = 59,000/51,000 = 1.15 เท่า ส่วนบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มีรายได้แค่ 26,000 ล้าน แต่มีมูลค่าตลาดถึง 210,000 ล้านบาท P/S ต่างกันถึง 8 เท่า บริษัทโตโยต้า (7203) มี P/S = 0.6 เท่า ส่วน Coke (KO) หรือ Starbucks (SBUX) มี P/S ถึง 4.5 เท่า วอลมาร์ท (WMT) มี P/S 0.5 เท่า แต่ อเมซอน (AMZN) มี PSR 3.3 เท่า อะลีบาบา (BABA) มี P/S 14 เท่า แต่ห้างในจีนเฉลี่ยมี P/S เพียงแค่ 0.4 เท่า เพราะอะไรกิจการสร้างรายได้หนึ่งเหรียญเท่ากันจึงมีมูลค่าแตกต่างกันมหาศาล สาเหตุหนึ่งคือ “คุณภาพของรายได้” ที่ไม่เท่ากัน และคุณภาพของรายได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง

            1 ธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อซ้ำบ่อย ๆ (Recurring Income) และมีฐานลูกค้ามากราย มักจะเป็นกิจการที่คุณภาพรายได้ดีกว่า สาเหตุสำคัญคือ การหาลูกค้าใหม่ ใช้ต้นทุนสูงกว่าให้ลูกค้าเดิมซื้อซ้ำกว่ามาก และการซื้อซ้ำ จะทำให้เกิดความเคยชินของลูกค้า ซึ่งทำให้เกิด Status Quo คือไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะสิ่งที่ใช้อยู่ “ดีอยู่แล้ว” รายได้ลักษณะนี้จึงสามารถคาดการณ์กระแสเงินในอนาคตได้ คุณภาพจึงสูงกว่ารายได้แบบครั้งเดียวหรือ Project Base นอกจากนั้นระยะเวลาซื้อซ้ำยิ่งยาวนานยิ่งดี เช่นธุรกิจขายสินค้าให้เด็กเล็ก อาจจะมีคุณภาพน้อยกว่าธุรกิจขายสินค้าให้ผู้ใหญ่ ซึ่งมีเวลาบริโภคสินค้ายาวนานกว่า

            เหตุผลนี้ทำให้ธุรกิจที่มีการซื้อซ้ำน้อยครั้ง เช่นสินค้าอุปโภคบริโภคชิ้นใหญ่ ๆ อย่างบ้าน รถยนต์ การแข่งขันจะสูงกว่าโดยธรรมชาติ มูลค่าต่อรายได้จึงต่ำกว่า อย่างไรก็ดีการซื้อซ้ำก็ไม่ได้เกิดประโยชน์กับธุรกิจที่สินค้าและบริการที่ไม่มีความแตกต่าง ธุรกิจสายการบินแม้จะมีการซื้อซ้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีโปรแกรมสะสมไมล์ชั้นเลิศ ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ เพราะลูกค้าไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันด้านราคา

            2. ธุรกิจที่การซื้อซ้ำ ที่นำไปสู่ Economies of Scale (EOS) และ Network Effect (NE) เช่นธุรกิจ Modern Trade การซื้อซ้ำ มักจะให้ผลเรื่อง EOS แปลว่ายิ่งขายมาก “ต้นทุนคงที่ต่อลูกค้าหนึ่งคนจะลดลง” ทำให้สามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกลงหรือทำกำไรดีขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น และถ้าการซื้อซ้ำ ทำให้เกิด NE ด้วย ยิ่งได้ประโยชน์ เช่น Facebook หรือเกม Pokemon GO ที่ได้มูลค่าสูงมาก เนื่องจากจำนวนคนเล่นที่มากขึ้น ยิ่งทำให้ “คุณค่าต่อการใช้หนึ่งครั้งสูงขึ้น” ยิ่งเพื่อนเล่นเพิ่มขึ้น เราก็จะ “สนุกมากขึ้นเรื่อย ๆ” นี่คือคุณค่าซึ่งส่งผลบวกของความคุ้มค่าต่อการซื้อซ้ำของลูกค้า และเกิด Demand-Side EOS

            3. ธุรกิจที่การซื้อซ้ำ สามารถนำไปสู่สินค้าอื่น ๆ ที่มูลค่าสูงกว่า ตัวอย่างใกล้ตัวคือการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล จะนำไปสู่การรักษาโรคซึ่งมีมูลค่ามากกว่าในอนาคต ยิ่งโรงพยาบาลได้ข้อมูลลูกค้ามากเท่าไหร่จากการตรวจสุขภาพ ยิ่งทำให้สามารถนำเสนอการรักษาที่มูลค่าสูงกว่าในอนาคตได้ หลายธุรกิจจึงยอมให้ใช้บริการบางอย่างที่มีการซื้อซ้ำสูง ๆ ในราคาถูก เช่นห้างสรรพสินค้าให้บริการ Food Court ราคาย่อมเยา มีลานออกกำลังกายฟรี เพื่อสามารถดึงลูกค้าไปใช้บริการอย่างอื่นที่มีมูลค่าสูงกว่า

            4. ธุรกิจที่การซื้อซ้ำ ถูกบังคับให้ใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะยกเลิก เช่นบริการค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต มักมีกลยุทธ์ในการตัดบัตรเครดิตรายเดือน ทำให้ลูกค้าอยู่ในสถานะ “จ่ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ใช้” แทนที่จะเป็น “ไม่ใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจ่าย” ยิ่งลูกค้ายากลำบากในการเปลี่ยนแปลงหรือมี Switching cost สูง ๆ ยิ่งดี แต่ในอีกมุมหนึ่งสิ่งนี้จะส่งผลลบต่อ “ความถี่ในการซื้อซ้ำ” เนื่องจากการซื้อเกิดขึ้นไม่บ่อย ดังนั้นการแข่งขันในการช่วงชิงลูกค้าครั้งแรกจึงสูงกว่า และมีโอกาสนำไปสู่สงครามราคาในการแย่งลูกค้า

            สุดท้ายคือรายได้ที่ใช้เงินทุนน้อยจะดีกว่า (Low Capital Intensity) ธุรกิจที่แม้จะมีรายได้สูงมาก แต่ถ้าต้องลงทุนสูง ๆ ด้วย ก็ย่อมทำให้คุณภาพรายได้ต่ำกว่า และหากกำไรที่ได้ต่อรายได้ยิ่งสูงยิ่งดี (High Profitability) โดยปกติแล้วรายได้ยิ่งสูง อัตรากำไรจะลดลงผกผันกัน แต่ถ้าสองอย่างนี้สูง แปลว่ากิจการและอุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่ง ข้อสรุปของผมคือการมองอัตราการเพิ่มของรายได้ธุรกิจซึ่งเป็นเพียงปัจจัยเชิงปริมาณนั้นไม่เพียงพอ เราควรจะมองหาและประเมินการเพิ่มของ “คุณภาพรายได้” ควบคู่กันเสมอ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...