ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พฤติกรรมราคาหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


  คนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานและมีเวลาดูหน้าจอราคาหุ้นอยู่บ่อย ๆ มักจะพบว่าหุ้นแต่ละตัวหรือแต่ละกลุ่มนั้นมักจะมีพฤติกรรมราคาหุ้นที่แตกต่างกัน หุ้นบางตัวมีการซื้อขายคึกคักเป็นนิจสินและราคาหุ้นขึ้นลงหวือหวาบางทีวิ่งขึ้นลง 2-3% ในเวลาไม่กี่นาทีก็เป็นเรื่องปกติ หุ้นบางตัวราคาค่อนข้างนิ่งไม่ไปไหนไกลแม้ว่าจะมีปริมาณซื้อขายมาก หุ้นบางตัวนั้นมีปริมาณการซื้อขายและราคาเคลื่อนไหวมากเป็นพัก ๆ และหุ้นบางตัวในบางเวลาก็มีราคาผันผวนอย่างหนักจนคนเล่นกำไรหรือขาดทุนอย่างหนัก บางครั้งขาดทุนวัน 30% ก็มี พฤติกรรมราคาหุ้นขึ้นลงในระยะสั้น ๆ บางทีไม่ถึงวันแต่บางทีก็เป็นเดือนหรือเป็นปีก็มีนั้น ในแง่ของ VI เราอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องของการเก็งกำไรของ “นักเล่นหุ้น” เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นหรือทำไมวันนี้หุ้นตัวนี้ขึ้นหรือลง เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่ได้ซื้อขายหุ้นวันต่อวัน อย่างไรก็ตาม การเข้าใจ “พฤติกรรมราคาของหุ้น” แต่ละกลุ่มหรือแต่ละตัวในตลาดหุ้นไทยเองนั้น ผมก็คิดว่ามันมีประโยชน์สำหรับ VI ด้วยในแง่ที่ว่ามันจะทำให้เรารู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับหุ้นตัวนั้นและเราควรมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็น แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราก็ไม่ทำอะไร ลองมาดูกัน

            หุ้นที่มีราคาขึ้นลงค่อนข้างแรง บางวันหลายเปอร์เซ็นต์ โดยที่ปริมาณการซื้อขายเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัทหรือของ Free Float ของหุ้นสูง เช่น มีปริมาณการซื้อขายเกิน 1-2% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทต่อวันเป็นนิจสินนั้น ผมคิดว่าเป็นพฤติกรรมของ “หุ้นเก็งกำไร” ที่มักจะเล่นโดยนักลงทุนส่วนบุคคล หุ้นเหล่านี้มักจะมีราคาแพงหรือไม่ถูกวัดจากค่า PE หรือค่าอื่น ๆ รวมถึงปันผลที่มักจะค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย บางช่วงบางเวลา โดยเฉพาะที่มี “ข่าวดี” ที่มักจะมีการแถลงโดยบริษัทหรือผู้บริหาร ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้นไปสูงหลาย ๆ เปอร์เซ็นต์ในวันเดียวพร้อม ๆ กับปริมาณการซื้อขายหุ้นที่สูงตามกัน ในทางตรงกันข้าม เมื่อเกิด “ข่าวร้าย” เช่น ผลประกอบการออกมาต่ำกว่าคาดมาก ราคาหุ้นก็จะตกลงมาอย่างหนักและบางทีก็ทำให้หุ้นหลังจากนั้นซบเซาลงมากไประยะหนึ่ง อาจจะหลายเดือนหรือบางทีอาจจะเป็นปีก็มี อย่างไรก็ตาม หุ้น “เก็งกำไร” เหล่านี้ก็มักจะ “ไม่ตาย” วันดีคืนดีราคาหุ้นก็กลับมาคึกคักใหม่ ปริมาณและราคาหุ้นเพิ่มขึ้นร้อนแรงพร้อมกับ “สตอรี่” หรือเรื่องราวใหม่ที่น่าสนใจ ถ้าเราเจอหุ้นประเภทนี้ เราก็จะต้องเข้าใจ อย่าไปหลงผิดว่ามันเป็นหุ้น VI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะไปเห็นราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปแรงพร้อม ๆ กันสตอรี่ที่ “สุดยอด” ในบางช่วงบางเวลา

            พฤติกรรมของหุ้นขนาดใหญ่มากที่มีผลการดำเนินงานมายาวนาน มีกำไรสม่ำเสมอและมีการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างดีในระดับประมาณ 3% ต่อปีที่เรียกกันว่า “หุ้นบลูชิพ” นั้น พฤติกรรมของราคาหุ้นก็จะไม่ผันผวนมาก ราคาปรับตัวขึ้นลงส่วนใหญ่แล้วก็ไม่เกิน 1-2% ต่อวันในภาวะปกติและปริมาณการซื้อขายก็ไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัท เช่น ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันเฉลี่ย 500 ล้านบาทแต่ขนาดของบริษัทคือสองแสนล้านบาทคิดเป็นเพียง 0.25% ต่อวัน การเคลื่อนไหวของราคาของหุ้นบลูชิพนั้นมักจะสอดคล้องกันไปกับ “ภาพใหญ่” ของเศรษฐกิจ การเงิน และเหตุการณ์ในประเทศไทยและโลกที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทก็มีผลต่อราคาหุ้นไม่น้อยไปกว่ากัน อย่างไรก็ตาม การที่จะเห็นราคาหุ้นวิ่งแรงมากเป็นหลาย ๆ เปอร์เซ็นต์หลังจากประกาศผลกำไรที่ “น่าประทับใจ” หรือมีเหตุการณ์ดีเด่นเฉพาะตัวของบริษัทก็มักจะเป็นไปได้ยาก เหตุผลก็คงเป็นเพราะมีผู้ถือหุ้นสถาบันขนาดใหญ่จำนวนมากที่พร้อมจะขายเมื่อราคาวิ่งขึ้นไปสูงเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น พวกเขามักจะซื้อขายหุ้นโดยอิงกับ “พื้นฐาน” ของกิจการที่มักจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากและเร็วในชั่วข้ามคืนของบริษัทที่มีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพมายาวนานอย่างหุ้นบลูชิพ ดังนั้น คนที่ลงทุนในหุ้นบลูชิพจะต้องเข้าใจว่าทำไมบางครั้งบริษัทมีกำไรที่โดดเด่นมากในบางไตรมาศแต่ราคากลับไม่ค่อยจะไปไหนมากนัก

            หุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กเช่นมีมูลค่าตลาดเพียงพันหรือสองสามพันล้านบาทบางตัวนั้น อยู่ดี ๆ ก็มีราคาปรับตัวขึ้นไปแรงมากและอาจจะปรับตัวขึ้นไปแรงติดต่อกันจนราคาเพิ่มขึ้นจากจุดเริ่มต้นหลายเท่าในระยะเวลาไม่นาน อาจจะแค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน และมีปริมาณการซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นมากเป็นหลาย ๆ เปอร์เซ็นต์ต่อวันเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นนั้น บางทีอาจจะเป็น “หุ้นปั่น” หรือหุ้นที่มี “เจ้ามือ” หรือมี “สปอนเซอร์” ที่คอยซื้อขายหุ้น “ทำราคา” ซึ่งทำให้หุ้นมีราคาผิดจาก “พื้นฐานที่แท้จริง” ของมันจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เหตุผลที่ราคาหุ้นขึ้นไปผิดจากพื้นฐานได้มากนั้น เกือบทั้งหมดเกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นบางคนหรือบางกลุ่มได้เข้ามากวาดซื้อหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดไว้มากจน “เกือบหมด” หรือเรียกว่าหุ้นถูก “Corner” หรือถูก “ต้อนเข้ามุม” ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปได้สูงมากเมื่อมีคนมาซื้อเพิ่มแต่ไม่มีใครจะขาย ผลก็คือ ราคาหุ้นบางทีขึ้นไปแพงจนแทบเป็นไปไม่ได้เช่นมีค่า PE เกิน 50 เท่าหรือ 100 เท่าทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หุ้น Turnaround หรือหุ้น Cyclical ที่กำลังเริ่มมีกำไรหลังจากภาวะเลวร้ายหรือขาดทุนมาก่อนหน้านั้น

            หุ้นปั่นหรือหุ้นที่ถูกคอร์เนอร์นั้น บางคนอาจจะคิดว่าต้องเป็นหุ้นของกิจการที่ไม่ดีแต่เจ้ามือหรือคนปั่นเอามา “หลอก” ให้คนเข้ามาเล่น แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่จริงโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน จริงอยู่ อาจจะมีหุ้นปั่นจำนวนหนึ่งที่กิจการไม่ดีและถูกนำมาปั่นโดยอาศัย “สตอรี่” ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่หุ้นที่ถูกคอร์เนอร์จำนวนไม่น้อยในปัจจุบันนั้นกลับเป็นหุ้นที่มีกิจการที่ดีและอาจจะมีโอกาสเติบโตเร็วที่สามารถสร้างความหวังเลิศหรูให้กับนักลงทุนที่เข้ามาเล่น มันเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีและอาจจะดีมากด้วยเพียงแต่ว่าราคาของหุ้นนั้นสูงเกินพื้นฐานไปมาก อาจจะเรียกหุ้นเหล่านี้ว่าเป็น “Decent company with super stock price” หรือเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติพอใช้ได้ในราคาของหุ้นซุปเปอร์สต็อก ถ้าเราจะเข้าไปเล่น เราก็ควรจะต้องเข้าใจว่าไม่ช้าก็เร็วราคาก็น่าจะกลับไปสู่ความเป็นจริงตามพื้นฐานที่ควรจะเป็นของบริษัท เช่น ค่า PE ก็ควรจะอยู่ในระดับไม่เกิน 20 เท่า เป็นต้น

            หุ้นบางตัวนั้นมีการซื้อขายน้อยมากมาต่อเนื่องยาวนานและราคาหุ้นก็นิ่ง ๆ มาตลอด ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใคร่สะท้อนกับข่าวหรือพื้นฐานการประกอบการของบริษัทเลย เช่นเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทเองก็มักจะทรง ๆ ไม่เติบโตมาหลาย ๆ ปี นี่ก็อาจจะเป็นพฤติกรรมของหุ้น “ตะวันตกดิน” ที่ไม่รู้ว่าบริษัทจะไปทางไหนในอนาคต หรือไม่ก็อาจจะเป็นบริษัทที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นไม่ได้สนใจกับราคาหุ้นและปันผลของบริษัทเท่าไรนัก แต่เขาอาจจะได้ประโยชน์จากบริษัทด้านอื่นมากกว่า เช่น ได้เงินเดือนหรือโบนัสก้อนโตหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยวิธีการผ่องถ่ายกำไรจากบริษัทไปสู่ส่วนตัวมากกว่า ดังนั้น ถ้าเราเจอหุ้นเหล่านี้บางตัวและบางครั้งที่ดูเหมือนว่ามันน่าสนใจที่จะลงทุน เราอาจจะคิดว่ามันน่าจะเป็นหุ้น Value แต่เราก็จะต้องระวังว่ามันอาจจะเป็นหุ้นที่เราไม่ควรไปยุ่ง เพราะมันเป็นหุ้นที่ “ไม่ต้อนรับนักลงทุน” หรือเป็นหุ้นที่ผลประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อยกับเจ้าของหรือผู้บริหารบริษัทอาจจะไม่ตรงกัน ลงทุนไปแล้วจะ “คับข้องใจ” ไปตลอด

            ทั้งหมดนั้นก็คือบางส่วนของพฤติกรรมราคาหุ้นแบบต่าง ๆ จากการสังเกตของผม ผมเองก็ไม่ยืนยันว่ามันเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน เช่นเดียวกัน พฤติกรรมราคาหุ้นเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นและนักลงทุน หน้าที่ของ VI ก็คือพยายามวิเคราะห์และติดตามเพื่อที่จะทำให้เรา “ไม่หลง” ไปกับ “ราคาหุ้น” ในระยะสั้นซึ่งมักจะทำให้เราวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัทผิดไปจากความเป็นจริง ว่าที่จริง การวิเคราะห์ที่ดีก็คือไม่ต้องดูราคาหุ้น แต่ในความเป็นจริง ใครจะอดไม่ดูราคาหุ้นได้?

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

วิธีเปรียบเทียบหุ้นถูก-หุ้นแพง คุณภาพ VS ราคาหุ้น ลงทุนหุ้น VI

                        ในการซื้อของเรามักจะเปรียบเทียบคุณภาพสินค้ากับราคา  เราชอบซื้อสินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาต่ำ  หลายคนแย้งว่า  คุณภาพสูงแต่ราคาต่ำนั้นไม่มี  สินค้าที่ราคาต่ำก็มักจะมีคุณภาพต่ำไปด้วย  อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนั้น           ในชีวิตประจำวันของคนเรา  มีคนหลายๆ คนที่นิยมใช้สินค้าคุณภาพสูง เช่น เสื้อยี่ห้อโปโล รองเท้าไนกี้  นาฬิกาสว๊อต  กีตาร์มาร์ติน หรือ Gibson  แต่ไม่ใคร่จะมีสตางค์มากนัก  เรียกว่า  รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ  คนเหล่านั้นไม่หมดความหวังที่จะได้สินค้าดังกล่าว  วิธีการก็คือ  คุณๆ เหล่านั้นจะหมั่นหาข้อมูลของสินค้านั้นๆ เป็นประจำ  วันดีคืนดีก็อาจจะเจอสินค้าเป้าหมายประกาศลดราคาแบบ Amazing Sale คือลดลงมา 40 - 70 เปอร์เซนต์ก็มี  คนกลุ่มนี้ก็จะไม่รอช้า  รีบซื้อสินค้าทันที  เพราะเฝ้ารอดูราคาสินค้ามานาน  เมื่อวานยังเห็นติดป้าย  7,000 บาท  แต่วันนี้สินค้าตัวเดียวกัน  ราคาเ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...