ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Bubble Coin โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



      ข่าวคราวเกี่ยวกับ “การลงทุนใน Bitcoin” กำลังร้อนแรงมากในช่วงนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่นานมานี้ Bitcoin หรือ “เงินดิจิตอล” ยังเป็นเรื่องที่คนไทยแทบไม่รู้จัก คนจำนวนมากยังคิดว่านี่คือ “เงินเก๊” ที่มีแก๊งต้มตุ๋นเอามาหลอกขายให้กับคนที่โลภมากอยากรวยเร็ว คล้าย ๆ กับพวกแชร์ลูกโซ่ เหตุผลก็เพราะว่าค่าของ “บิทคอยน์” มีการปรับตัวขึ้นหวือหวามาก ย้อนหลังไปไม่เกิน 10 ปี เงินดิจิตอลสกุลที่เรียกว่าบิทคอยน์ซึ่งน่าจะเป็น “เงินดิจิตอลสกุลแรก” ที่ถูกก่อกำเนิดขึ้นโดยคนที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ยังมีค่าน้อยมากและแทบไม่มีคนใช้ มีเรื่องเล่ากันว่าในปี 2010 นาย Hanyecz ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ชาวฟลอริดาได้เอาเงินจำนวน 10,000 บิทคอยน์ที่ตัวเอง “ขุดได้” ไปซื้อพิสซ่า 2 ถาด ถ้าคิดคร่าว ๆ ราคา 2 ถาดเท่ากับ 1,000 บาท ก็เท่ากับว่าคนรับบิทคอยน์ตีราคา 1 บิทคอยน์เท่ากับ 0.1 บาท แต่ราคาบิทคอยน์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2560 นั้นเคยมีการซื้อขายสูงถึงเกือบ 100,000 บาท เงิน 10,000 บิทคอยน์มีค่าเท่ากับ 1,000 ล้านบาท ก็หมายความว่า นาย Hanyecz ได้สร้างตำนาน “ซื้อพิสซ่าถาดละ 500 ล้านบาท”

            ดัชนีราคาบิทคอยน์ที่มีการบันทึกตั้งแต่ประมาณ 7 ปีที่แล้วคือประมาณ เดือนกรกฎาคม 2010 นั้น เริ่มที่ประมาณ 0.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ หลังจากนั้นมันก็ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกระโดดขึ้นเป็นช่วง ๆ ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี ราคาก็ขึ้นเป็นหลัก 100 เหรียญ หรือเป็นเงิน “ร้อยเด้ง” และในช่วงประมาณ 2-3 เดือนก่อนที่จะจบปี 2013 ราคาบิทคอยน์ก็ขึ้นมาถึงเกือบ 1,000 เหรียญ หรือขึ้นมาอีกเกือบ 10 เด้งในเวลาเพียง 2 เดือน เท่ากับว่าราคาบิทคอยน์นั้นขึ้นมาประมาณไม่น้อยกว่า “พันเด้ง” ในเวลา 3 ปีเศษ ๆ และน่าจะต้องถือว่าเป็นการขึ้นของการลงทุนในหลักทรัพย์ที่น่าทึ่งที่สุดในโลกครั้งหนึ่งก็ว่าได้ หลังจากนั้น อาจจะเพราะว่ามันขึ้นมาแรงมากเกินไปและคนอาจจะคิดว่ามันถูก “ปั่น” ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลคล้าย ๆ กับ “Tulip Mania” หรือการปั่นราคาหัวทิวลิปในเนเธอร์แลนด์สมัยหลายร้อยปีก่อนที่ทำให้ดอกทิวลิปที่ “ไม่มีค่าหรือประโยชน์ใช้สอย” มีราคาเท่ากับบ้านทั้งหลัง ดังนั้น ราคาบิทคอยน์จึงค่อย ๆ ตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องจนเหลือประมาณ 200 เหรียญเศษ ๆ คนที่ซื้อที่ “ดอย” ขาดทุนไปเกือบ 80% ในเวลาประมาณปีครึ่ง

            แต่ดูเหมือนว่าบิทคอยน์นั้นไม่ใช่ทิวลิป เพราะคนเริ่มเห็นประโยชน์ของมันในแง่ที่ว่ามันเป็นเงินจริง ๆ และเป็น “เงินแห่งอนาคต” เพราะมันถูกออกแบบมาด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลที่มีข้อดีหลาย ๆ อย่างที่ “เงินกระดาษ” สู้ไม่ได้ มันคล้าย ๆ กับเทคโนโลยีอิเล็คโทรนิกส์คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่ในที่สุดกำลังทำลายเทคโนโลยีกระดาษอย่างหนังสือหรือสิ่งอื่นที่จับต้องได้ ดังนั้นคนก็เริ่มที่จะใช้เงินบิทคอยน์มากขึ้น ราคาบิทคอยน์ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถึงต้นปี 2017 ราคาบิทคอยน์ปรับตัวทะลุจุดสูงสุดเดิม ราคาปิดที่ประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ และหลังจากนั้น ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์ก็ปรับตัวขึ้นแบบ “ม้วนเดียว” ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนมีราคาสูงสุดถึง 2,850 เหรียญในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2017 คนที่ถือบิทคอยน์ไว้ตั้งแต่ราคาบิทคอยน์เท่ากับ 0.06 เหรียญเมื่อ 7 ปีก่อนจะได้กำไรเกือบ 50,000 เท่า แน่นอน มีน้อยคนที่ไม่ขายในช่วงที่ผ่านมา แต่คนที่ถือในราคา 1 เหรียญก็น่าจะกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ถ้าซื้อไว้พอสมควรและถือยาวมาจนถึงวันนี้

            นาทีนี้ถ้าจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับบิทคอยน์ก็คงต้องตอบว่ามันคงเป็น “ฟองสบู่” ถ้าจะเรียกแบบเท่ ๆ ก็คงต้องเรียกว่า “Bubble Coin” มันน่าจะ “แตก” ได้ตลอดเวลา เพราะตัวของมันเองนั้นจริง ๆ แล้วไม่ใช่กิจการที่จะก่อให้เกิดรายได้และกำไรมหาศาลแบบหุ้นกูเกิล เฟซบุค หรืออะเมซอน ว่าที่จริงมันเป็นแค่ “นามธรรม” หรือ “ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนสามารถอ้างอิงและนำไปใช้เป็น “เงิน” นั่นก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เอาไว้เป็นเครื่องมือในการเก็บรักษาความมั่งคั่งหรืออำนาจในการซื้อในอนาคต หรือเอาไว้ใช้ในการเก็งกำไร ซึ่งทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับว่าคนจะใช้มันไหม ถ้าไม่ใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์ เหนือสิ่งอื่นใด บิทคอยน์ก็ไม่ได้เป็นเงินดิจิตอลเพียงตัวเดียว ขณะนี้มีเงินดิจิตอลน่าจะไม่ต่ำกว่า 10 สกุลและหนึ่งในนั้นก็คือ Ethereum ที่ก้าวขึ้นมาแข่งด้วยระบบที่อาจจะดีกว่าก็ได้ ความไม่แน่นอนของการแข่งขันและเหตุการณ์ไม่แน่นอนของเงินดิจิตอลเองที่ไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนเป็นเจ้าของทำให้ราคาของบิทคอยน์ผันผวนอย่างหนัก ในบางครั้งคนก็ไม่แน่ใจว่าถึงวันหนึ่งเมื่อระบบ “ล่มสลาย” เราจะไปเอาเงินจากใคร? ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวว่าบิทคอยน์ “ถูกแฮ็ค” ทำให้ราคาร่วงมาอย่างหนักก่อนจะดีขึ้นเมื่อพบว่าโบรกเกอร์ที่ค้าขายบิทคอยน์ต่างหากที่โดนแฮ็ค บิทคอยน์ยังปลอดภัย เป็นต้น

            ไม่ว่าราคาบิทคอยน์จะเป็นอย่างไรในอนาคตผมก็คิดว่ามันคงจะต้องอยู่กับเราต่อไป ที่จริงถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ “เงินดิจิตอล” จะต้องอยู่กับเราต่อไปเรื่อย ๆ เราคงไม่เลิกเงินกระดาษที่รัฐบาลของแต่ละประเทศเป็นผู้ “รับรองหรือรับประกัน” ว่ามันเป็นสิ่งที่ “ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” เป็นไปได้ว่าเงินดิจิตอลก็จะเป็นเงินที่ “รับรองและรับประกันโดยเทคโนโลยี” ที่สามารถ “ชำระหนี้ได้ตามกฎของสังคมโลก” ที่เป็นเอกชน เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งเงินดิจิตอลที่ “ไม่มีกำแพงของรัฐ” มาขวางกั้น สามารถใช้ได้ทุกที่และอาจจะมีชัยเหนือรัฐเช่นเดียวกับกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เดิมรัฐเป็นผู้ผูกขาดการทำ นี่อาจจะเป็นเวลาที่ “การปฏิวัติของเงินตราเริ่มขึ้นแล้ว” และมันจะดำเนินต่อไปโดยที่ไม่มีใครขวางได้ เหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงของไอทีและดิจิตอลที่กำลังปฏิวัติการดำเนินการแบบเก่า ๆ

            ในฐานะของนักลงทุนแนว VI รุ่นที่เกิดในยุคอานาล็อกไม่มีทั้งคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอื่น ๆ อีกมากนั้น ผมก็ได้แต่ทึ่งกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ บ่อยครั้งผมก็ไม่สามารถใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับมันได้ทุกเรื่อง ผมเรียนรู้แนวคิดในภาพใหญ่ของมันและก็พยายามดูเทรนด์หรือแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่อง “โกหก” ผมคิดว่ามันเป็น “เรื่องจริง” ผมคิดว่าสิ่งเก่า ๆ ในที่สุดก็จะต้องค่อย ๆ หดตัวลง แม้ว่าจะไม่หมดไปแต่อนาคตที่สดใสไม่มีแล้ว ส่วนตัวผมเองนั้น ผมไม่ได้กระตือรือร้นที่จะต้องใช้มันแต่ก็ไม่ปฏิเสธยกเว้นแต่ว่าความเสี่ยงจะสูงเกินไป ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้นผมคิดว่ามีความเสี่ยงสูง ดังนั้น บ่อยครั้งผมก็ไม่อยากใช้ถ้าไม่จำเป็น เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่ค่อยเข้าใจหรือมีความสามารถในการใช้เพียงพอ

            ในส่วนของการลงทุนเองนั้น ผมไม่มีความสามารถพอที่จะวิเคราะห์ “ปัจจัยของการเก็งกำไร” ในเรื่องของค่าเงินไม่ว่าจะเป็นเงินแบบกระดาษหรือเงินดิจิตอล ดังนั้น ผมหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน ผมชอบลงทุนในสิ่งที่ผมรู้ดี กรณีของบิทคอยน์หรือเงินดิจิตอลอื่น ๆ นั้น ผมไม่สามารถจะบอกได้เลยว่ามันควรมีค่าเท่าไร ผมคิดว่ามันคงแพงเป็นฟองสบู่แต่มันก็อาจจะไม่จริง เพราะถึงแม้ราคาจะขึ้นมามโหฬารแต่มูลค่าตลาดของเงินบิทคอยน์ทั้งหมดก็มีเพียงประมาณ 45,000 ล้านเหรียญ หรือ 1.5 ล้านล้านบาท ไม่ได้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับว่ามันอาจจะกลายเป็นเงินที่ยิ่งใหญ่สกุลหนึ่งของโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะมีมูลค่าลดลงได้มากถ้าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปในด้านที่เลวร้ายลงอย่างที่เราคาดไม่ถึง

            ประเด็นสุดท้ายก็คือ ผมจะไม่ลงทุนอะไรเลยที่กำลังร้อนแรงและราคาขึ้นไปสูงมากในระยะเวลาอันสั้น เพราะโอกาสที่จะกำไรเร็ว ๆ และมากนั้นจะน้อยลง ในขณะที่โอกาสจะขาดทุนหนักในระยะเวลาอันสั้นนั้นมักจะสูงกว่า การลงทุนในสถานการณ์แบบนี้สำหรับ VI แล้วต้องถือว่า “ผิดศีล” อย่างแรง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...