ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

108 วิถีหุ้นเล็กหุ้นใหญ่ / โดย คุณวีระพงษ์ ธัม นักลงทุนแบบเน้นมูลค่า

 หุ้นขนาดเล็กและขนาดใหญ่แม้จะมีจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจเดียวกันคือการสร้างกำไรสูงสุด แต่วิถีทางและอุปสรรคต่างกันมาก ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาก็พบหุ้นเล็ก “เติบโตเร็ว” สะดุดและราคาลดลงอย่างรุนแรง แม้แต่หุ้นใหญ่ “ที่แข็งแกร่ง” ก็เกิดความยากลำบาก การเปรียบเทียบหุ้นใหญ่หุ้นเล็กที่ต่างกันผมอยากยกกรณีศึกษามาจากเช้าวันที่ 7 ธค. 1941 ฐานทัพเรือของอเมริกัน “เพิร์ล ฮาร์เบอร์” ถูกโจมตีจนเสียหายหนัก ในเชิงธุรกิจจักรวรรดิญี่ปุ่นเปรียบเสมือนหุ้นเล็กที่กำลังท้าทายหุ้นใหญ่อย่างอเมริกาด้วยปฏิบัติการที่ชื่อว่า “Z” เช้าวันนั้นถือเป็นชัยชนะทางการรบที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าหลายเท่าตัว เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง

            ปฏิบัติการ Z ของญี่ปุ่นนั้น เริ่มต้นโดยที่จักรวรรดิญี่ปุ่นส่งกองทัพเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมเครื่องบินรบ เข้าโจมตีฐานทัพอเมริกาแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งการโจมตีในระลอกแรกได้ผลดีเยี่ยม กองทัพญี่ปุ่นแทบไม่เสียหาย หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงการโจมตีระลอกสองก็เกิดขึ้น แม้ได้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ก็เจอการต่อต้านที่หนักขึ้นจากอเมริกา อันนี้คือลักษณะเดียวกันกับ Surprise Earning หรือกำไรของบริษัทขนาดเล็กที่เติบโตอย่างหอมหวลในขณะที่ยังไม่มีคู่แข่งตั้งตัว ในเชิงตัวเลขหลังการรบจบที่ความสวยงามของปฏิบัติการ แต่ความผิดพลาดใหญ่ประการแรกของญี่ปุ่น คือ การปฏิเสธการโจมตีระลอกที่สามในวันนั้น เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความเสียหายมากขึ้นอีก ในยามที่ธุรกิจหุ้นเล็กได้เปรียบ บริษัทควรฉวยความได้เปรียบอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว โดยไม่ควรคำนึงถึง “ต้นทุน” ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น

            ความผิดพลาดที่สองที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของปฏิบัติการ Z คือ ความโชคร้ายที่ไม่สามารถโจมตี “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของการรบได้ นั่นคือการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งส่งผลร้ายในสมรภูมิ Midway ในภายหลัง เช่นเดียวกัน ถ้าหุ้นเล็กไม่สามารถยึดหัวหาดและโจมตียุทธศาสตร์สำคัญได้ การโต้กลับจากคู่แข่งย่อมเร็วขึ้นและรุนแรงเป็นเงาตามตัว

            ประการที่สาม หุ้นเล็กควรเริ่มสร้าง “ฐาน” หรือ “ความสามารถในการแข่งขัน” ที่ชัดเจนของตัวเอง เพราะไม่ช้าก็เร็ว จะเกิดการแข่งขันเมื่อขนาดธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น และบริษัทใหญ่เริ่ม “พร้อมรบ” ในสมรภูมิเรา

            และผมสังเกตเห็นประวัติศาสตร์หุ้นเล็กที่เติบโตขึ้นมาขนาดใหญ่ มักจะผ่านสมรภูมิระหว่างทางที่ไม่รุนแรงนัก เรียกได้ว่าเป็นสงครามระหว่าง “มวยรุ่นเดียวกัน” และมี “ช่องว่างให้เติบโต” หรือในภาษาธุรกิจคืออยู่ใน Blue Ocean มาระยะหนึ่ง ให้แข็งแรงพอที่จะเจอ Red Ocean ได้ ถ้าบริษัทเล็ก ๆ เจอบริษัทใหญ่ ๆ มาแข่งอย่างรวดเร็ว มักจะยากลำบาก ดังนั้นมวยคนละรุ่นในโลกยุคทุนนิยม รุ่นเล็กย่อมแข่งขันยาก หากอยู่ใน “สนามเดียวกัน” ในระยะยาว

            สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือกำไรที่หุ้นเล็กได้ในยามที่คู่แข่ง “ยังไม่เตรียมพร้อม” ย่อมหายไปอย่างรวดเร็ว ซ้ำร้ายกว่านั้น ในตลาดหุ้น นักลงทุนที่จินตนาการว่ากำไรหุ้นเล็กที่ได้นั้น “ยั่งยืน” และ “เติบโต” อย่างต่อเนื่อง และยอมซื้อหุ้นในราคาอย่างสูง จะเสียหายอย่างหนักเมื่อความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

            ส่วนหุ้นเล็กที่ “รอด” และ “ชนะ” จน “เติบโต” ขึ้นมาได้จะเข้าเป็นสมาชิก “หุ้นใหญ่” ในที่สุด พัฒนาการสำคัญระหว่างการเปลี่ยนผ่าน คือ เราไม่ควรดู Earning หรือ กำไร อย่างเดียว สิ่งสำคัญกว่า คือ Earnings Power หรือ “ความสามารถในการทำกำไร” เพราะบางครั้ง หุ้นอาจจะกำไรน้อยลงชั่วคราว เพื่อเอาทรัพยากรไปสร้างความสามารถในการทำกำไรซึ่งยั่งยืนกว่า เช่นการสร้างแบรนด์ การลงทุนในทรัพยากรการผลิตให้เข้มแข็ง นี่คือวิถีของหุ้นเล็กไปสู่หุ้นใหญ่เสมอ

            ส่วนวิถีหุ้นใหญ่นั้น ถ้าไม่จำเป็นพวกเขาก็ไม่อยากลงไปแข่งในธุรกิจขนาดเล็กมากนัก สาเหตุคือ ความเสียเปรียบเรื่องความคล่องตัว การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ความไม่คุ้มค่าด้านตลาดที่มีขนาดเล็กเกินไป รวมไปถึงการแข่งขันเรื่อง “ราคา” ธุรกิจใหญ่ถ้าปรับลดราคาลง 5% จะกระทบฐานรายได้ที่ใหญ่มาก ในขณะเดียวกัน ในหุ้นเล็กการยอมลดราคา 10% นั้นย่อมมีผลน้อยกว่า สาเหตุนี้ทำให้ หุ้นเล็กจิ๋ว หรืออย่าง Startup จึงมีช่องแทรกตัวขึ้นมาได้ ระยะหนึ่งก่อนที่ “ตลาด” จะ “ใหญ่” จนหุ้นใหญ่เข้ามาสนใจ

            เมื่อหุ้นใหญ่คล่องตัวน้อยกว่า จึงมีเหตุการณ์ลักษณะเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เกิดขึ้นได้ คือเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จนรายได้อาจจะหายไป และส่งผลต่อกำไรอย่างมาก เนื่องจากมีต้นทุนคงจำนวนมากซึ่งปรับตัวได้ช้ากว่าหุ้นเล็กมาก หรือแย่กว่านั้น คือ “ความประมาท” จนเสียหายหนักในที่สุด

            ข้อสรุปของผมคือหุ้นทั้งสองแบบไม่ว่าหุ้นใหญ่หุ้นเล็ก การมองเพียง “กำไรรายไตรมาส” นั้น ไม่ใช่การลงทุนที่ดี เพราะเหตุผลที่กำไรจะดีและแย่อย่างมากมีโอกาสเกิดขึ้นได้ชั่วคราวเสมอ ๆ วิถีที่ต่างกันนั้นเอง ทำให้เราต้องปรับความคิดให้ตรงกับลักษณะของหุ้น ยอมรับความแตกต่าง เข้าใจจุดอ่อน จุดแข็ง ปรับความเสี่ยงให้สมดุลในพอร์ตโฟลิโอ จะช่วยให้ผลตอบแทนรวมเราไปได้ดีโดยที่กินอิ่มนอนหลับสบายครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...