ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

นัยแห่งสงคราม / โดย คนขายของ

   

 สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นตั้งแต่นาซีเยอรมันบุกเข้าโปแลนด์ในปี 1939 และกินระยะเวลายาวนานถึง 6 ปี ในระหว่างนั้นมีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 50 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 3% ของประชากรของโลกทั้งหมดในยุคนั้น แต่หลังจากนั้นโลกก็ยังคงไม่ว่างเว้นจากภาวะสงคราม เช่น 1950-1953 เกิดสงครามเกาหลี 1960-1975 มีสงครามเวียดนาม ปี 1990 เกิดสงครามระหว่างอิรักกับคูเวต และตามมาด้วย Gulf War ระหว่างสหรัฐกับอิรัก ตลาดหุ้นสำคัญของโลกล้วนผ่านภาวะสงครามมาแล้วหลายครั้ง การศึกษาเรื่องราวในอดีตอาจทำให้นักลงทุนเข้าใจ และเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นในหลายๆภูมิภาคของโลกได้ดียิ่งขึ้น เกิดสงครามแล้วตลาดหุ้นจะเกิดวิกฤตไหม? ตลาดหุ้นมีการตอบสนองอย่างไรกับสภาวะสงครามในอดีต? เราจะมาดูกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงกัน

            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองดัชนี Dow Jones ตกหนักๆสองรอบด้วยกัน คือตอนที่นาซียึดกรุงปารีสได้ ทำให้ดัชนีลดลงถึง 23% ในสองสัปดาห์ และในวันที่ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่ Pearl Habour ทำให้ดัชนีลดลง 3.5% เมื่อตลาดเปิดทำการวันแรก แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งทีสองอย่างเป็นทางการ ดัชนีตลาดหุ้นได้ปรับตัวลงต่อเป็นเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะกลายมาเป็นขาขึ้นต่อเนื่องถึง 3 ปีจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ต่อมาในช่วงสงครามเกาหลี ซึ่งกินระยะเวลาร่วม 3 ปีแต่ตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวได้ดี โดยขึ้นมาราว 58% แม้แต่ในช่วงต้นของ 1960 ที่สงครามเวียดนามได้เริ่มขึ้น ดัชนีก็ยังคงเป็นขาขึ้น ซึ่งสิ่งที่ทำให้ดัชนี Dow Jones ลดความร้อนแรง และกลับมาเป็นขาลงในช่วง 1970-1980 คือ วิกฤตราคาน้ำมันในปี 1973 ซึ่งทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและตามมาด้วยการขึ้นดอกเบี้ย

            ลองหันมาดูสงครามซึ่งเพิ่งเกิดเมื่อไม่นานนี้ดูบ้างว่าตลาดหุ้นมีการตอบรับอย่างไร? เมื่อเร็วๆนี้นิตยสาร Barron’s ได้ทำการรวบรวมข้อมูลว่าดัชนี Dow Jones ตอบสนองอย่างไรกับ 7 ปฎิบัติการทางทหารของสหรัฐในช่วงปี 1983 – 2011 เช่น สงครามอ่าวครั้งแรกในปี 1991 และ การบุกอัฟกานิสถานในปี 2001 พบว่า เมื่อมีข่าวว่าจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารดัชนีจะปรับตัวลดลงโดยเฉลี่ย 0.6% แต่หลังจากปฏิบัติการทางทหารได้เริ่มดำเนินการได้หนึ่งเดือน ดัชนีกลับมาเป็นขาขึ้นซี่งโดยเฉลี่ยปรับขึ้นได้ถึง 4%

            อ่านมาถึงตรงนี้นักลงทุนที่ผ่านเหตุการณ์ซัดดัมบุกคูเวตในปี 1990 อาจจะมองในมุมตรงกันข้าม เพราะในช่วงเวลานั้น ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบอย่างมาก ตอนปลายเดือนกรกฎาคมปีนั้น ดัชนีหุ้นไทยยังโชว์ฟอร์มสวยหรูยืนอยู่ที่ราว 1140 จุด ขึ้นมามากกว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี แต่พอซัดดัมประกาศบุกคูเวต ในวันที่ 2 สิงหา ทำให้ดัชนีร่วงลงมาทำจุดต่ำสุดของปีที่ 544 จุดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ภาพของสงครามในครั้งนั้นสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่นักลงทุนไทย

            เมื่อมาดูผลกระทบต่อดัชนี Dow Jonesของสหรัฐในช่วงเดียวกันพบว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าไทยมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าในปี 1990 ดัชนีหุ้นไทย ถูกถ่วงน้ำหนักโดยแบงค์และสถาบันการเงินจำนวนมาก ซึ่งหากภาวะเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยขึ้นสูงอย่างเฉียบพลันอาจทำให้หนี้เสียขยายตัวเกินการควบคุม และในตอนนั้นหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ของไทย อย่าง PTTEP และ PTT ก็ยังไม่ได้เข้ามาจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ไม่มีหุ้นคอยถ่วงดุลดัชนี ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างเฉียบพลัน และแล้ว เหตุการณ์ก็พลิกผัน เมื่อสหรัฐเริ่มปฎิบัติการทางทหารเพื่อต่อต้านอิรักในเดือนมกราคม ปี 1991 และสามารถได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว ทำให้ดัชนีหุ้นไทยดีดขึ้นอย่างรุนแรงถึง 50% ภายใน 3 เดือน

            ภาพของสงครามมักเต็มไปด้วยความโหดร้ายและรุนแรง จึงเป็นธรรมดาที่นักลงทุนมักจะขายหุ้นออกไปก่อนเพื่อถือครองเงินสดเพราะเชื่อว่าปลอดภัยกว่า แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นว่า กิจการบางอย่างจะปลอดภัยกว่าการถือเงินสด เพราะในภาวะสงครามมีแนวโน้มว่าเงินเฟ้อจะสูงกว่าปกติ เพราะการใช้จ่ายทางทหารของรัฐและการกักตุนของจำเป็นของประชาชน อย่างในช่วงสองปีแรกของการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐ เงินเฟ้อสูงถึงปีละ 9% และจากกรณีศึกษาที่ได้ยกมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าสงครามจะนำมาซึ่งวิกฤตในตลาดหุ้นนั้นคงไม่แน่เสมอไป

            นอกจากกรณีซัดดัมบุกคูเวตซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อตลาดไทยในปี 1990 แล้วปฎิบัติการทางทหารของมหา อำนาจในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่กระนั้น ก็ตาม นักลงทุนก็ไม่ควรประมาท ถ้ามีสงครามเกิดขึ้นจริงก็ควรศึกษาผลกระทบของสงครามนั้นๆอย่างถ่องแท้ เพราะกิจการที่จะได้ประโยชน์จากสงครามทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้นมีอยู่ แท้จริงแล้วสื่งที่น่ากลัวที่สุดของนักลงทุนอาจจะไม่ใช่สงคราม แต่เป็นการปล่อยจิตใจให้ครอบงำโดยความโลภและความกลัวอย่างสุดโต่ง ตามการชี้นำของสิ่งต่างๆต่างหาก

ที่มาของบทความ SETTRADE

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...