ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การวางแผนจัดสรรเงินทุน และตารางการปรับสมดุล หุ้นแบบ VI

การวางแผนจัดสรรการลงทุน  และตารางการปรับสมดุล

      การวางแผนการลงทุนควรจะรวมถึงการจัดสรรการลงทุนและตารางการปรับสมดุล  ตารางควรจะรวมทั้งระดับเป้าหมายของสินทรัพย์ในแต่ละประเภท  ระดับต่ำสุด  และระดับสูงสุด  เพื่อให้สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่งเพราะการปรับสมดุลทุกครั้งจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น  รวมถึงค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมหรือภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย


กระบวนการปรับสมดุล

      ในช่วงการสะสมเงินลงทุนนั้น  จะมีวิธีการปรับสมดุลอยู่ 2 วิธี  วิธีแรกคือ การขายสิ่งที่มีราคาสูงออกไป  และซื้อสิ่งที่มีราคาต่ำเข้ามาแทนที่  วิธีที่สองคือการเพิ่มเงินสดใหม่ๆ เข้ามาในการจัดสรรการลงทุนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่มีระดับต่ำกว่าเป้าหมาย  การผสมผสานกลยุทธ์ทั้งสองวิธียังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้อีกด้วย  แต่การเพิ่มเงินสดจะเป็นวิธีที่ดีกว่าเกิดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่ำกว่า  และยังไม่ก่อให้เกิดภาษีที่เกิดจากกำไรส่วนต่างมูลค่าหุ้นจากการขายสิ่งที่มีราคาสูงออกไปตามวิธีแรกอีกด้วยและในช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์  นักลงทุนก็อาจขายสินทรัพย์ที่มีราคาสูงออกไปได้

      กลยุทธ์หนึ่งที่ควรจะพิจารณาคือ  การกระจายพอร์ตการลงทุนออกไปโดยการใช้เงินสดเพิ่มเข้าไปในการลงทุนเพื่อการปรับสมดุลมากกว่าจะนำผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนเดิมไปลงทุนต่อโดยอัตโนมัติ  อย่างไรก็ตามคุณควรพิจารณาถึงขนาดของพอร์ตการลงทุนและค่าธรรมเนี่ยมการทำธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นด้วย  สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น ค่าธุรกรรมจะยังมีผลอย่างมากซึ่งอาจไม่ใช่เป็นกลยุทธ์ที่ดี  และนี่คือคำแนะนำการใช้กระบวนการปรับสมดุล :
  • จงพิจารณากองทุนที่ให้ผลตอแทนในอนาคตอันใกล้ (เช่น ประโยชน์จากการคืนภาษี  โบนัสการขาย หรือได้รับเงินปันผล ) ถ้าการปรับสมดุลทำให้เิกิดภาษีจากกำไรส่วนต่างราคาหุ้นที่ขายออกไปมันอาจจะดีกว่าที่จะรอไว้ก่อน
  • จงพิจารณาชะลดการปรับสมดุลออกไป  ซึ่งในระยะสั้นมักจะก่อให้เกิดส่วนต่างมูลค่าหุ้นจำนวนมาก  ขนาดของกำไรที่เกิดขึ้นควรเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาเพราะยิ่งได้กำไรมาก  ผลประโยชน์ที่รอคอยซึ่งจะได้รับจากกำไรในระยะยาวก็ยิ่งมาก  ซึ่งยังต้องพิจารณาด้วยว่าอีกนานเท่าใดกว่าจะมีเงินทุนก้อนใหม่เพื่อนำไปใช้ปรับสมดุล
  • ถ้าภาษีส่วนต่างมูลค่าหุ้นเกิดขึ้นจำนวนมาก  จงพิจารณาปรับสมดุลเพื่อลดภาษีที่เกิดขึ้นให้ต่ำที่สุด  ดีกว่าจะมาปรับปรุงการจัดสรรการลงทุนให้กลับไปสู่ระดับเป้าหมายเดิม
        จากนี้ไปเราจะเข้าสู่เรื่องสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือ  การจัดการภาษี

         การจัดการภาษี

       กลยุทธ์เพื่อเอาชนะการลงทุนนั้นควรใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบซื้อขายน้อยครั้ง  แต่การจัดการพอร์ตการลงทุึนแบบซื้อขายน้อยครั้งโดยไม่คำนึงถึงภาษีนั้นอาจเป็นสิ่งที่ผิด  นักลงทุนจะสามารถปรับปรุงผลตอบแทนหลังภาษีของพอร์ตการลงทุนได้โดยจัดการภาษีล่วงหน้า  ดังนั้นการจัดการภาษีจึงต้องเกี่ยวข้องกับการจัดการดังต่อไปนี้ :
  • จงเลือกประเภทการลงทุนที่สามารถลดภาระภาษีได้สูงสุด
  • จงพิจารณาขายหุ้นที่มีผลประกอบการขาดทุนมาทั้งปีถ้าผลประโยชน์ทางภาษีที่ได้มากกว่าค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น  และนำเงินจากการขายหุ้นนั้นๆ  กลับไปลงทุนอีก (ในสหรัฐอเมริกา  ผลขาดทุนจากการขายหุ้นจะนำไปลดหย่อนภาษีได้)  ทั้งนี้จะต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นไปตามกฏ wase sale ซึ่งเป็นการกระทำที่ลดหย่อนภาษีไม่ได้ (ในสหรัฐอเมริการ  กฏนี้หมายถึงการขายหุ้นอย่างขาดทุนและซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาทั้งหมดภายใน 30 วันเื่พื่อนำผลขาดทุนไปลดภาษี)  พอร์ตการลงทุนควรได้รับการตรวจเช็คอยู่เป็นประจำ (อย่างน้อยที่สุดไตรมาสละึครั้ง)  เืพื่อพิจารณาว่าถึงเวลาจะขายหุ้นเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แล้วหรือยัง  การรอจนถึงสิ้นปีจึงจะจัดการเรื่องภาษีอาจเป็นความผิดพลาด  เพราะความสูญเสียอาจอยู่ในช่วงต้นปีและอาจส่งผลครอบคลุมไปไม่ถึงช่วงสิ้นปี
  • จงขายกองทุนชุดที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดก่อนเพื่อกำไรและก่อให้เกิดความเสียหายสูงสุด  ตามกฏหมายในปี 2012 ผู้รับฝากหลักทรัพย์ จะต้องติดตามข้อมูลเหล่านี้และแจ้งให้คุณทราบ
  • โดยทั่วไป  จงอย่าขายกองทุนระยะสั้งเพื่อผลกำไร  ให้รอจนกระทั่งผลกำไรดังกล่าวกลายเป็นผลกำไรระยะยาวไปแล้ว  จงระลึกเสมอว่าหากการจัดสรรหุ้นของคุณทำได้ดีกว่าเป้าหมายแล้ว  คุณอาจจะไม่อยากทำตามคำแนะนำนี้  จงเปรียบเทียบระหว่างความเสี่ยงที่ "มากเกิน" ของการถือครองหุ้น  กับผลประโยชน์ทางภาีษีที่จะได้รับในบางกรณีคุณอาจจะต้องยอมขาดทุนจากส่วนต่างมูลค่าหุ้นเสียก่อนจึงจะสามารถได้รับการชดเชยผลขาดทุนเหล่านี้ในภายหลัง
  • จงซื้อขายในช่วงใกล้กับวันจ่ายเงินปันผล  นักลงทุนไม่ควรซื้อจำนวนหุ้นในกองทุนใกล้วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อจ่ายเงินปันผล  จงระลึกไว้ว่า  วันปิดสมุดทะเบียนไม่ใช่วันเดียวกับวันจ่ายเงินปันผลให้ผู้ที่ถือหุ้น  วันที่มีสิทธิรับเงินปันผลคือวันที่ชื่อของคุณปรากฏอยู่ในสมุดทะเบียนของบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นที่มีสิืทธิรับเงินปันผลแล้ว วันปิดสมุดทะเบียนคือวันถัดจากวันที่มีสิทธิรับเงินปันผลซึ่งมีการจ่ายเงินปันผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ราคากองทุนที่ซื้อขายมักจะตกต่ำลงหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของการกระจายพอร์ตการลงทุนที่คาดหวัง  คุณจึงไม่ควรพิจารณาซื้อกองทุนภายใน 30-60 วันหลังจากวันปิดสมุดทะเบียนแล้ว 
  • จงซื้อขายในช่วงสิ้นปี  กองทุนส่วนใหญ่มักจะกระจายการลงทุนออกมาปีละครั้ง  โดยปกติจะทำกันในเดือนธันวาคม  กองทุนบางหน่วยอาจจะทำบ่อยครั้งกว่า  และบางครั้งพวกเขาก็จะกระจายการลงทุนออกไปเป็นกรณีพิเศษด้วย  ลองตรวจสอบดูว่ามีการกระจายการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อทำกำไรตามปกติหรือกำไรระยะสั้งหรือไม่  ถ้าคุณกำลังพิจารณาซื้อกองทุนนั้นๆ ในช่วงที่มันอยู่ระหว่างกระจายการลงทุนอยู่ละก็  คุณควรจะรอจนกว่ากิจกรรมนั้นจะเสร็จสิ้นไปเสียก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่ต้องจ่ายสำหรับกำไรที่ได้รับจากกองทุน  ถ้าคุณกำลังพิจารณาขายกองทุน  คุณควรจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขายกองทุนก่อนจะถึงวันสุดท้ายที่มีสิทธิรับเงินปันผล  เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้สินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นกำไรในระยะยาวและภาษีที่เกิดขึ้นก็เป็นภาษีอัตราต่ำระยะยาวอีกด้วย  ถ้าคุณกำลังจะขายกองทุนก้อนใหญ่ออกไปแต่มูลค่าน้อยกว่าภาษีที่คุณจะต้องจ่าย  จงพิจารณาขายกองทุนก่อนจะมีการกระจายการลงทุนออกไป  ถ้าไม่เช่นนั้น  คุณจะต้องจ่ายภาษีจากการกระจายการลงทุนทั้งๆ  ที่คุณก็ขาดทุนจากการขายกองทุนนั้นอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงควรพิจารณาช่วงเวลาจะซื้อและขายกองทุนอย่างรอบคอบเพื่อคุณจะไม่ต้องมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น
        เราจะไปต่อถึงคำถามที่ว่า  คุณควรจะเป็นนักลงทุนที่ลงทุนด้วยตัวเองหรือควรจะจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน ?

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...