ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

3 ข้อคิดยามตลาดหุ้นผันผวน


เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ผู้คนรอบข้างของผู้เขียนมีมุมมองที่เป็นบวกกับหุ้นอย่างมาก เรียกได้ว่ามีหลายคนตัดสินใจออกจากงานที่ทำอยู่ประจำมาเป็นนักลงทุนเต็มเวลา เพื่อหวังว่าน่าจะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับเพื่อนกลุ่มนี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ข้อคิดดีๆ หลายข้อยามตลาดผันผวน ที่อยากจะมาแบ่งปันให้กับท่านผู้อ่านนะครับ


ข้อคิดที่ 1 การลงทุนเป็นเรื่องของเหตุผล แต่กำไรขาดทุนมักเป็นเรื่องของอารมณ์ 
ข้อคิดอันนี้ถือว่าเป็นอะไรที่น่าจะเข้ากันได้ดีกับสถานการณ์ปัจจุบันมากครับ เพราะหลายครั้งที่นักลงทุนก้าวเข้ามาในตลาดหุ้น ก็เพราะมีเป้าหมายว่าอยากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนแบบเดิม เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ เป็นต้น 

ถ้าเรามองถึงผลตอบแทนย้อน หลังของ SET Index ในอดีตที่ผ่านมา การคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 8-12% ต่อปีน่าจะไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไร ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้นักลงทุนหลายท่านตัดสินใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แต่พอนักลงทุนได้เข้ามาลงทุนจริงๆ กลับกลายเป็นว่าโดนอารมณ์ของ "กำไร" และ "ขาดทุน" เข้าครอบงำจนการตัดสินใจหลายๆ ครั้ง "ผิดพลาด" จากเดิมที่ต้องการ8-12% ต่อปี กลายเป็น 4-5% ต่อวัน เป็นต้น จากการสัมภาษณ์เพื่อนของผมกลุ่มนี้ ทุกคนเห็นตรงกันว่า จากเดิมที่เคยตั้งใจว่าจะเข้ามาลงทุน โดยหวังจะลงทุนระยะยาว กลายเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น โดยปัจจุบันมีหลายคนที่เลิกลงทุนไปเลยก็มี

จุดเปลี่ยนของทุกคนที่กลายร่างมาเป็นนักเก็งกำไรก็คือเรื่องของกำไรขาดทุนรายวันที่ทุกคนนั่งดูตลาดทุกวัน รวมถึงข่าวต่างๆ ที่คอยมากระทบ ทำให้การตัดสินใจหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ซึ่งผมได้เสริมเข้าไปว่าจริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ข่าวก็ได้ ที่ทำให้ทุกคนเปลี่ยน แต่เป็นทัศนคติต่อการลงทุนต่างหากที่ทำให้ทุกคนเปลี่ยนไป ทัศนคติที่อยากจะได้ 4-5% ต่อวัน มันคือทัศนคติของนักเก็งกำไรรายวันที่ไม่ได้สนใจในพื้นฐานของการลงทุนแม้แต่น้อย แต่สนใจในเรื่องของ Sentiment ตลาดรายวันมากกว่าว่าจะไปในทิศทางไหน


ข้อคิดที่ 2 นักลงทุนสถาบัน vs นักลงทุนรายย่อย 
ใครกันแน่ที่ได้เปรียบ หัวข้อนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควรในกลุ่มเพื่อนผม ผมขอสรุปแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยต่างก็มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบที่แตกต่าง กันไป แต่เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยสามารถใช้ข้อได้เปรียบของนักลงทุนสถาบันมาใช้ ประโยชน์ได้เช่นกัน นั่นคือการลงทุนในกองทุนรวมนั่นเอง

เป็นความจริงที่นักลงทุนสถาบันมักมีช่องทางเข้าถึงข้อมูลได้ลึกกว่า เพราะนักลงทุนสถาบันจะมีการเข้าไปทำ CompanyVisit บริษัทจดทะเบียนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นในฐานะนักลงทุนรายย่อย เราก็ลองลงทุนในกองทุนรวมซึ่งมีนักลงทุนสถาบันบริหารอยู่ เราก็จะได้รับประโยชน์ตรงนี้ แต่นักลงทุนรายย่อยก็มีข้อได้เปรียบนะครับ นักลงทุนรายย่อยปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนได้ตามสะดวก ไม่จำเป็นต้องมีการดำรงสัดส่วนขั้นต่ำเหมือนกับการบริหารกองทุนรวม นักลงทุนรายย่อยจึงมีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากทีเดียวครับ


ข้อคิดที่ 3 การคำนวณพอร์ตการลงทุนควรทำเป็นลักษณะ Total Portfolio 
หลายๆ คนมักไม่จัดทำบัญชีการลงทุน กล่าวคือไม่มีการบันทึกว่าเราลงทุนอะไรไปแล้วบ้าง เงินส่วนใหญ่ของเราอยู่ในสินทรัพย์อะไร อย่างกลุ่มที่ผมไปนั่งสัมภาษณ์ ไม่มีใครทำเลยแม้แต่คนเดียว การบันทึกการลงทุนจะช่วยให้เรารู้ว่าการลงทุนของเราเหมาะสมหรือไม่ใน สถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ถ้าเป็นช่วงที่ Risk Off Mode เราลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็นจำนวนเท่าไหร่ และมากเกินไปหรือไม่ ควรจะปรับลดลงหรือไม่

การบันทึกพอร์ตโฟลิโอของเราทั้งหมด จะทำให้เรารู้ว่าบางครั้งผลตอบแทนของพอร์ตโฟลิโอของเราก็เพิ่มขึ้นมาได้ อัตโนมัติ เช่น การลงทุนใน LTF หรือ RMF ผลตอบแทนที่เราได้จากการลดหย่อนภาษีจะช่วยให้มูลค่าพอร์ตเราโตขึ้นทันทีที่ เราได้เงินภาษีคืน โดยนักลงทุนสามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาลงทุนต่อได้ โดยจะเป็นรูปแบบกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนหุ้นก็ได้

กล่าวโดยสรุป ผมอยากให้ท่านนักลงทุนลองพิจารณาดูถึงพอร์ตโฟลิโอของเราว่ามีลักษณะอย่างไร ถือครองสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไปหรือไม่ รวมถึงใช้ประโยชน์จากกองทุนรวม เพื่อช่วยให้การลงทุนของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เราอาจจะเลือกลงทุนในกองทุนพร้อมกับหุ้นรายตัวบางตัวไปด้วยก็ได้ และสุดท้าย โปรดลงทุนโดยใช้เหตุและผล อย่าได้ใช้อารมณ์ตลาดเพียงระยะสั้นที่เข้ามากระทบจนทำให้การตัดสินใจของเรา ผิดพลาดไป

พบกันใหม่คราวหน้าครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...