ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ลงทุนแบบป้าแอนน์ / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล


ในโลกของการลงทุนนั้น  เรามักจะพูดถึงหลักการลงทุนแบบต่าง ๆ  เช่น  ลงทุนแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ แบบ เบน เกรแฮม แบบ ปีเตอร์ ลินช์ หรือแบบ จอร์จ โซรอส  เหตุผลก็คงเป็นเพราะความสำเร็จที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ของนักลงทุนเหล่านี้รวมถึงการที่มีหนังสือและข้อเขียนที่อธิบายกลยุทธ์  วิธีการ  และหลักการของพวกเขาอย่างแพร่หลาย  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ความมี  “เอกลักษณ์” ในวิธีการลงทุนของแต่ละคนที่แตกต่างจากคนอื่น  อย่างไรก็ตาม  วิธีการลงทุนและคุณสมบัติบางประการของเหล่า “เซียน” ที่กล่าวถึงนั้น  บางทีก็เป็นเรื่องยากของ “คนธรรมดา” ที่จะเลียนแบบ   เอากันง่าย ๆ   สำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางการเงินหรือการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่ง  พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถที่จะไปขุดคุ้ยหรือค้นหาหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีได้  อะไรแปลว่าดีหรือไม่ดี?  อะไรแปลว่าถูกหรือแพง?  เรื่องแบบนี้  “พูดง่ายแต่ทำยาก”  ดังนั้น  นักลงทุน “สมัครเล่น” จำนวนมากจึงต้องหาวิธีของตนเองแบบ  “ลองผิดลองถูก”  ซึ่งสุดท้ายแล้วก็คือ  “ผิดมากกว่าถูก” และก็ไม่ได้อะไรจากการลงทุนนอกจากความสนุกสนานชั่วคราวในยามที่หุ้นขึ้นแต่ขาดทุนหนักในยามที่หุ้นตก

แนวทางการลงทุนแบบหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะเหมาะกับนักลงทุนหลายคนที่อาจจะมี “ความสามารถ”  จำกัด  แต่มีความตั้งใจสูง  มีศรัทธากับการลงทุน  และมีวินัยพอที่จะยึดมั่นกับสิ่งที่คิดว่าถูกต้องแม้ว่าในระยะสั้นมันอาจจะดูว่าผิด  ก็คือ  การลงทุนในแบบของ  Anne Scheiber นักลงทุน “รายย่อยผู้ยิ่งใหญ่” – หลังจากที่เธอตายไปแล้ว

ผมเองเคยเขียนเรื่อง “ชีวิต” ของ แอนน์ ไชเบอร์ นานมาแล้ว  แต่ก็ขอทบทวนประวัติเล็กน้อยสำหรับคนที่ไม่ได้อ่าน  แอนน์ เป็นคนยิวอเมริกัน เกิดปี 1893  เคยทำงานเป็นพนักงานตรวจภาษีในเมืองนิวยอร์คจนอายุ 51 ปีก็เกษียณตัวเอง  ระหว่างที่เป็นพนักงานนั้น  ได้เงินเดือนน้อยมาก สูงสุดเคยได้ไม่เกิน 3-4,000 เหรียญต่อปี  ไม่เคยได้รับการเลื่อนขั้นและรู้สึกว่าตนเองถูก “กีดกัน”  เนื่องจากเป็นผู้หญิงและเป็นยิว  หลังจากเกษียณและด้วยเงิน 5,000 เหรียญ แอนน์กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้งหลังจากที่เคยเจ๊งจากตลาดหุ้นเพราะให้เงินน้องที่เป็นโบรกเกอร์ไปบริหาร  จากเงินเพียง 5,000 เหรียญ  แอนน์ลงทุนและอยู่ตัวคนเดียวแบบไม่มีเพื่อนและญาติทั้ง ๆ ที่มีพี่น้องท้องเดียวกัน 5-6 คน  เธอใช้ชีวิตสมถะสุด ๆ  อยู่ในห้องพักแบบสตูดิโอ  ใส่เสื้อผ้าตัวเดิม ๆ  ตลอด  และประหยัดมากแม้กระทั่งอาหารก็เคยมีเรื่องเล่าว่า  เวลาเธอไปประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งเธอทำเป็นประจำ  เธอก็จะนำถุงไปใส่อาหารกลับมากินที่บ้านได้อีกหลายวัน

วันที่แอนน์ตายด้วยวัย 101 ปี ในปี 1995  พอร์ตของเธอโตขึ้นกลายเป็น 22 ล้านเหรียญ ซึ่งเธอบริจาคเงินทั้งหมดให้กับมหาวิทยาลัยเยชิวาเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสเหมือนเธอ และนั่นทำให้แอนน์กลายเป็นคนที่ “ดัง” เพราะนิตยสารไทม์และพีเพิลนำเรื่องของเธอตีพิมพ์  ตามการประมาณการของหลายคน  ผลตอบแทนการลงทุนแบบทบต้นต่อปีของแอนน์นั้นสูงถึงปีละ 18%  ตลอดเวลา 50 ปี นั้น  ต้องถือว่าเป็นสถิติ “ระดับโลก” ที่น้อยคนจะทำได้และทำให้บางคนยกย่องว่าเธอเป็น  “นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ใน ศตวรรษที่ 20” คนหนึ่ง

หลักการลงทุนของแอนน์ที่มีการพูดถึงกันหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้วพอสรุปคร่าว ๆ  ได้ดังต่อไปนี้

1 ลงทุนในบริษัทที่ผลิตสินค้าที่มียี่ห้อ “ดัง” และเป็นสินค้าที่เธอรู้จักดีและมีโอกาสได้ใช้ตลอดเช่น ยาและอาหาร  บริษัทที่เธอถือหุ้นจำนวนมากประกอบไปด้วยหุ้นของ บริษัทยาเช่น เชอริงก์ พลาว หุ้น โค๊กและเป๊ปซี่ เป็นต้น  นอกจากนั้น  ค่าที่เธอชอบดูหนังและทีวี  เธอจึงลงทุนในหุ้นอย่างโคลัมเบียพิคเจอร์  พาราเม้าท์ และ แคปปิตอลซิตี้ที่เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นต้น

2 แอนน์ชอบบริษัทที่มีผลประกอบการหรือกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ทุกปี  โดยไม่ค่อยสนใจเรื่องของความถูกความแพงมากนัก  นั่นคือ  ไม่ค่อยดูค่า PE  เธอบอกว่าบางช่วงหุ้นถูก  บางช่วงหุ้นก็แพง  ดูยาก  แต่ถ้ากำไรของบริษัทโตขึ้นไปเรื่อย ๆ  ในที่สุดราคาหุ้นก็จะขึ้นตามไป  ดังนั้น ไม่ต้องห่วงว่าจะซื้อถูกหรือแพงถ้าเราถือลงทุนระยะยาว

3 ต่อจากข้อสองที่ทำให้เธอไม่ห่วงเรื่องหุ้นแพงหรือถูกก็คือ  เธอจะสะสมหุ้นดีตามข้อหนึ่งไปเรื่อย ๆ  ทีละน้อย  นั่นคือ  เมื่อได้รับปันผลเข้ามาก็จะนำเงินกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นอีก  ดังนั้น  ในบางคราวที่หุ้นตก  เธอก็จะซื้อได้ถูกลง  เฉลี่ยราคาลงมา  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ  การทำคล้าย ๆ  กับวิธีที่เรียกว่า Dollar Cost Average หรือซื้อไปเรื่อย ๆ  ทุกเดือนหรือทุกงวดที่ได้เงินมา  ดังนั้น  ราคาต้นทุนเฉลี่ยของหุ้นเหล่านั้นก็จะไม่สูงหรือไม่ต่ำแต่เป็นหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยม

4 กลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งของแอนน์ก็คือ  “ซื้อแล้วเก็บ”  โดยเฉพาะในหุ้นที่เธอเชื่อมั่นว่ามันเป็นกิจการที่ดีเยี่ยม  แม้ในยามที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนักหรือตัวหุ้นตกลงมา  บางที 50%  เธอก็ไม่ขาย  ความ “ศรัทธา” ของเธอนั้นแรงกล้า  เธอคิดว่าถ้ากิจการมันดี  ราคาหุ้นก็ต้องกลับมา  และถ้าดูจากหุ้นที่เธอถือ  ก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่ามันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

5 “ทำการบ้าน”  นี่คือสิ่งที่แอนน์ทำมาตลอด  เธอจะไปประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้งที่ทำได้โดยเฉพาะที่จัดในเมืองนิวยอร์ค  เธอจะศึกษาข้อมูลและไปซักถามผู้บริหารอย่างลึกซึ้งแล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลของนักวิเคราะห์และความเห็นของตนเอง  แอนน์เองเคยเป็นผู้ตรวจสอบด้านภาษีของบริษัทต่าง ๆ  ดังนั้น เธอจึงรู้เรื่องเหล่านี้ดี

6 เนื่องจากอัตราภาษีโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นสูงมาก  แอนน์จะพยายามหลีกเลี่ยงให้ต้องจ่ายน้อยที่สุด  เช่น  เธอจะขายหุ้นน้อยมากเนื่องจากการขายหุ้นจะเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้น  นอกจากนั้น  ในวันที่เธอตายยังพบว่าเธอถือพันธบัตรถึง 30% ของพอร์ต เนื่องจากประเด็นเรื่องภาษีที่จ่ายน้อยกว่าการถือหุ้นทั้งหมด  และนี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่แอนน์ใช้ประโยชน์จากความรู้ด้านภาษีของตนเองในการลงทุน

7 กลยุทธ์การสร้างความมั่งคั่งของแอนน์ที่สำคัญสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การประหยัด  ใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคน้อยมาก  บ่อยครั้งเธอเดินแทนที่จะใช้รถสาธารณะ  ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลย  เสื้อโค้ทและหมวกสีดำของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ “ประจำตัว”  กินอาหาร “ฟรี” ทุกครั้งที่มีโอกาส  อยู่ในอพาร์ทเม้นต์ห้องเดียวและตัวคนเดียว  เธอแทบไม่มีเพื่อนเลย  คนเล่าว่าใน 5 ปีสุดท้ายของชีวิตนั้น  เธอไม่เคยได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนแม้แต่ครั้งเดียวและนี่ก็อาจจะเป็น  “ต้นทุน” ของความประหยัด  หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เธอเลือกก็สุดจะเดา  แต่คนบอกว่าเธอมีชีวิตที่  “น่าสังเวช”  วันที่ยิ่งใหญ่มีความสุขของเธอก็คือวันที่เธอเดินไปเปิดตู้นิรภัยที่เมอริล ลินช์ ใกล้ ๆ ตลาดหุ้นนิวยอร์คเพื่อที่จะดูใบหุ้น  ซึ่งเธอก็ทำอยู่บ่อย ๆ

ผมเองไม่อยากที่จะตัดสินว่าเธอเป็นคนที่น่าอนาถ  ผมคิดว่าเธอมีความคิดของเธอเอง  และเธอก็คงไม่ได้มีความทุกข์หรือความเศร้าหมองอะไรนักมิฉะนั้นคงไม่อยู่ถึง 100 ปีในยุคที่คนส่วนใหญ่อยู่กันแค่ 60-70 ปีก็ถือว่าใช้ได้แล้ว  ในส่วนของวิธีการลงทุนของแอนน์เองนั้น  ผมคิดว่ามันยังน่าจะดีเยี่ยมและไม่ล้าสมัยและน่าจะเหมาะกับนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากของบ้านเรา  โดยเฉพาะที่กำลังเป็น “ป้า” และไม่เคยแต่งงานแบบ  “ป้าแอนน์”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...