ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เทรนด์เปลี่ยนโลก / โดยวีรพงษ์ ธัม

 

  ก่อนอื่นขอใช้โอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน ขอให้ปีใหม่นี้ธุรกิจและการลงทุนของท่านประสบความสำเร็จ และผมจะใช้พื้นที่นี้ นำเอาไอเดียธุรกิจและการลงทุนมาแบ่งปันกันต่อไปครับ

            เหมือนทุก ๆ ต้นปีเราจะมาทบทวน “ทิศทางลม” เพราะถ้าเราอยู่ในร่องลมที่ถูกต้อง แม้การเดินเรือจะผิดพลาดไปบ้าง ก็จะทำให้เกิดความเสียหายไม่มากนัก และทำให้เราสามารถจัดสรรทรัพยากรไปในจุดที่สำคัญได้ บัฟเฟตต์พูดว่าทักษะในการจัดสรรทรัพยากรเงินทุนมีผลต่อมูลค่าธุรกิจมาก เราจะเห็นความรุ่งเรืองและล่มสลายของบริษัท รัฐชาติเสมอ ๆ ด้วยสาเหตุของการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด

            ในอดีตเราจะรู้สึกว่าทรัพยากรอะไรที่ใช้แล้วหมดไป หรือมีแนวโน้มจะขาดแคลน จะมีคุณค่าสูงมาก อาหารหายากในยุคศักดินา มนุษย์จึงควบคุมที่นา แต่ยุคนี้ อาหารไม่ได้เป็นสิ่งที่ขาดแคลน ที่นามีมูลค่าลดลง แต่ที่ดินในเมืองมีมูลค่าสูงลิ่ว เรามียุคสงครามแย่งชิงน้ำมัน แต่กลับมาเจอราคาน้ำมันที่ตกต่ำลง จนอาจจะมีค่าน้อยลงมากในอนาคต ดังนั้นตัวแปรไหนบ้างที่ทำส่งผลกับมูลค่าทรัพยากร?

            1. เทคโนโลยี นี่คือตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนมูลค่าของทรัพยากรในโลก ดินดำอย่างน้ำมันไม่เคยมีคุณค่าถ้ามันไม่ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ ประเทศอเมริกาคือผู้นำด้านเทคโนโลยีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 มีบริษัทที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่อย่างดูปอง ผู้คิดค้นเทฟลอน ไนลอน บริษัทยาอย่างไฟเซอร์ที่ผลิตยารักษาโรค จนถึงบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ที่ให้กำเนิดอินเตอร์เน็ต อเมริกาจึงครอบครองสิ่งที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอยู่เสมอ ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า

            อย่างไรก็ดีทิศทางของบริษัทในประเทศจีนที่มีการเพิ่มงบประมาณวิจัยมหาศาล ถึง 78.2% ในช่วงห้าที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับ 7% ของสหรัฐอเมริกา ก็เป็นส่วนที่ทำให้เราเริ่มเห็นบริษัทจีนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทระดับโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดหุ้นเซินเจิ้นซึ่งถือเป็นตลาดสำหรับหุ้นไฮเทคขนาดเล็ก ก็มีผลตอบแทนปี 2558 สูงที่สุดในโลก บริษัทไทยไม่ได้อยู่ในฐานะผู้คิดเทคโนโลยี แต่เราเป็นผู้ใช้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องติดตาม ตัวอย่างเช่น NetFlix ที่ให้บริการวีดีโอออนดีมาน และเป็นหนึ่งในบริษัทที่สร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนสูงที่สุดใน Fortune 500 บริษัทได้จัดสรรทรัพยากร “รายการทีวีและหนัง” และสามารถ “จัดการจำหน่ายได้ดีกว่า” ทำให้เรตติ้งก้าวขึ้นมาแซงทีวีแบบดั้งเดิมทั้ง abc, NBC, CBS, Fox จนอาจจะทำให้ธุรกิจทีวีในอนาคตเปลี่ยนไปตลอดกาล หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ Robot เราเคยกลัวว่าสังคมผู้สูงวัย คนแก่ตัวลง ไม่มีคนทำงาน แต่เอาเข้าจริง ๆ ในอนาคต งานจะมีน้อยลง เพราะหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ บริษัทจำนวนมากลงทุนใน Robotics อุตสาหกรรมนี้จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรมนุษย์เปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ

            2. Ecosystem เทคโนโลยีด้านการผลิตเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบกันง่ายมากขึ้น ทรัพยากรการผลิตหาง่าย เครื่องจักรในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ใช้เงินหาซื้อได้ทั่วไป ผลตรงนี้ทำให้ธุรกิจการผลิตย้ายฐานการผลิตง่ายมาก พร้อม ๆ กับการแข่งขันที่รุนแรงตลอดเวลา แต่สิ่งที่ทำให้ทรัพยากรมีค่าและเลียนแบบยากคือ Ecosystem นี่เป็นสาเหตุที่อุตสาหกรรมที่ต้องการ Ecosystem ที่ใหญ่และซับซ้อนอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงแข็งแรงในประเทศไทยได้ หรือธุรกิจอย่าง APPLE สามารถเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ Market Capitalization ได้โดยห่างอันดับสองแบบไม่ทิ้งฝุ่น โดยการสร้าง Ecosystem ทั้งในส่วน Software คือการสร้างกลุ่มคนทำ apps ขายเพลง ขายหนัง ขายหนังสือ รวมไปถึง Hardware คือสร้าง Accessories และ Apple Store ที่สวยงาม ดังนั้นธุรกิจในอนาคตต้องสร้าง Ecosystem ขึ้นมาด้วย ไม่ใช่เน้นแต่การสร้างสินค้าและบริการอย่างเดียว เพราะนี่คือการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร

            3. เงินทุน ในอดีตเงินทุนเป็นสิ่งหายาก เราจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยธนาคารที่สูงลิ่ว จนเราเริ่มพัฒนาตลาดทุน ตลาดการเงินทำให้สามารถระดมทุนได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันธุรกิจ Venture Capital ก็เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด มี Startups มากมาย แต่ในปี 2559 มีการคาดการณ์ว่า เทคโนโลยีใหม่ด้าน Crowd Funding หรือการระดมทุนผ่าน “คนธรรมดา” จะแซงการระดมทุนผ่าน Venture Capital ด้วยเม็ดเงินมากกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุนจะเป็นสิ่งที่หาง่ายขึ้น แต่ไอเดียคือสิ่งที่คนแสวงหา และนี่คือเวทีระดมทุนที่สมบูรณ์แบบ เพราะเราจะได้ประโยชน์จากภูมิปัญญาของกลุ่ม (Wisdom of Crowds) และลดต้นทุนการระดมทุนได้มหาศาล ส่วนแหล่งทรัพยากรทุนดั้งเดิมในมุมกลับกัน จะเริ่มมีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น เนื่องจากแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย แนวโน้มของ ทรัพยากร “ทุน” ก็อาจจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน

            โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือนอกจากเราจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจ ให้กับการลงทุนเราแล้ว อย่าลืมจัดสรรทรัพยากรให้กับสุขภาพกาย สุขภาพใจเราเองครับ ขอให้มีความสุขตลอดปี 2559 นะครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...