ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โคมไฟดวงแรก /โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากุล

 

 คนเราจะรวยหรือจนนั้นผมเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าขึ้นอยู่กับ “ความสว่าง” ของ “โคมไฟวิเศษ 3 ดวง” รวมกัน  โคมไฟดวงแรกก็คือ “เงินตั้งต้น” ที่เราอาจจะได้มาจากโชคเช่นการ “เกิดมารวย”  การเกิดมาฉลาด  หรือแม้แต่การถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1  หรือการทำงานได้เงินและเก็บออมไว้  ส่วนโคมไฟดวงที่สองก็คือผลตอบแทนแบบทบต้นที่เราทำได้จากการลงทุน  และโคมไฟดวงที่สามก็คือระยะเวลาของการลงทุน  โดยที่โคมไฟทั้งสามดวงนั้น  ความสว่างมากก็คือ  หนึ่งมีเงินตั้งต้นมาก  สองได้ผลตอบแทนการลงทุนแบบทบต้นสูง  และสาม มีระยะเวลาการลงทุนยาวนาน  ตามลำดับ  โดยที่บทความทั้งหลายที่ผมเขียนในคอลัมน์นี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของโคมไฟดวงที่สองและสาม  นั่นก็คือ  การทำผลตอบแทนการลงทุนให้ดีโดยการลงทุนแบบ VI และการลงทุนระยะยาวในหุ้น  ส่วนโคมไฟดวงแรกนั้น  ผมพูดถึงน้อย  และนี่ก็คือสิ่งที่ผมจะพูดถึงในวันนี้

การมีเงินตั้งต้นสำหรับการลงทุนนั้นมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงแรกของชีวิตการลงทุน  ถ้าเราไม่มีเงินลงทุนหรือมีน้อยมาก  โอกาสที่เราจะรวยจากการลงทุนก็จะยาก  พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ  ถ้าโคมไฟดวงแรกนั้น “มืดสนิท”  โคมไฟดวงอื่นก็จะทำงานไม่ได้  ดังนั้น  การเพิ่มความสว่างให้กับโคมไฟดวงแรกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  และการเพิ่มนี้ก็ควรที่จะทำต่อไปเรื่อย ๆ  อย่าเลิกทำงานหาเงินและออมเงินตราบที่เงินที่หาได้นั้นยังมีจำนวนมากกว่าเงินปันผลจากการลงทุนนี่เป็นกฎคร่าว ๆ   ที่จริงถ้าจะให้ดีหรือเราต้องการรวยเร็วขึ้นและงานที่เราทำนั้น “มีคุณค่า”  ในความรู้สึกของเราและไม่น่าเบื่อ  ผมเองก็คิดว่าเราก็ควรจะทำไปเรื่อย ๆ  จนรายได้จากการทำงานนั้น “ไม่มีความสำคัญต่อไป”  คืออาจจะคิดเป็นแค่ 20-30% ของเงินปันผลเท่านั้น

ประสบการณ์ของผมก็คือ  ผมเริ่มลงทุน “เพื่อชีวิต” อย่างจริงจังประมาณปี 2538-39 เมื่ออายุ 40ปีต้น ๆ  ด้วยเงินออมที่ไม่มากนักแต่ก็ไม่น้อยเมื่อเทียบกับผู้บริหารระดับใกล้เคียงกันทั้ง ๆ ที่ผมเพิ่งทำงานและสามารถมีเงินเก็บได้เพียงประมาณ 10 ปีเศษ ๆ  หลังจากเรียนจบปริญญาเอก  เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าผมเองเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดและไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น  นี่เป็นนิสัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเด็กและจำความได้  ผมคิดว่าโดยเฉลี่ยแล้วผมน่าจะออมเงินมากกว่า 30% ของรายได้ในแต่ละปีของผม  แต่เหตุผลที่ทำให้ผมสามารถออมเงินได้มากนั้นไม่ใช่เพราะนิสัยประหยัดเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเพราะผมไม่ได้สร้าง  “ภาระ”  ที่จะต้องจ่ายเงินมากในชีวิตประจำวันด้วย  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  ผมไม่ซื้อทรัพย์สินใหญ่ ๆ เช่นบ้านและรถยนต์ที่จะต้องจ่ายค่าผ่อนจำนวนมากในแต่ละเดือน  และนี่ก็คือเคล็ดลับสำคัญในการเพิ่มความสว่างให้แก่โคมไฟดวงแรก นั่นคือ  อย่าสร้างรายจ่าย “ถาวร” โดยเฉพาะที่เป็นรายการใหญ่ ๆ โดย  “ไม่จำเป็น”

ถ้าเราเกิดมา  “จน” นั่นคือ  พ่อแม่มีฐานะยากจนและมีรายได้ต่ำตลอดชีวิต  นั่นก็หมายความว่าเราจะหวังได้เงินเริ่มต้นเพื่อนำมาลงทุนจากครอบครัวไม่ได้  ทางเดียวที่จะสร้างและเพิ่มความสว่างให้กับโคมไฟดวงแรกก็คือ  การทำงานที่มีรายได้สูงพร้อม ๆ  กับการเก็บออมในอัตราที่สูงด้วย  แต่การสร้างรายได้ที่สูงจากการทำงานนั้น  สำหรับคนที่เกิดมาจนส่วนใหญ่แล้วแทบจะมีทางเดียวนั่นก็คือ  พยายามเรียนหนังสือให้สูงในสายวิชาที่  “ทำเงิน” ซึ่งมักจะเป็นวิชาในสายที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่น  แพทย์หรือวิศวกรรมจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง  หลังจากนั้น  ก็พยายามพัฒนาตนเองเพื่อที่จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บริหาร  ในกรณีแบบนี้  บ่อยครั้งเราก็มักจะต้องเรียนเพิ่มในระดับสูงขึ้นเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจสูงขึ้นไปอีกหรือได้รับการยอมรับมากขึ้น  นี่ก็วิธีเพิ่มความสว่างของไฟดวงแรกโดยโดยใช้แรงกายและใจของเราล้วน ๆ  บ่อยครั้งก็เป็นเรื่องที่หนัก  น่าเบื่อหน่าย  และใช้เวลามาก  และนั่นก็คือเส้นทางในการหาและเพิ่มเงินเริ่มต้นของผม  แต่เนื่องจากผมเน้นไปที่การเรียนมากจนถึงปริญญาเอก  ทำให้เงินที่ได้มาจากการทำงานถูกใช้ไปหมด  กว่าโคมไฟดวงแรกจะถูกจุดติด  ผมก็อายุ 32 ปีเข้าไปแล้ว

สำหรับคนที่เกิดมาไม่จนแต่ก็ไม่ได้รวยพอที่จะได้เงินจากครอบครัวเป็นเรื่องเป็นราวนั้น  เส้นทางทำเงินนอกจากการเรียนให้ดี  ทำงานเป็นลูกจ้าง  และไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง แล้ว  อีกหนทางหนึ่งก็คือ การเริ่มต้นทำธุรกิจขนาดย่อมในสายงานที่ตนมีความรู้และมีประสบการณ์จากการทำงาน  ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีที่จะเพิ่มความสว่างให้กับโคมไฟดวงแรกที่ดีและมีความเป็นไปได้แต่ก็มักจะต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และหาช่องทางรวมถึง “คอนเน็คชั่น” หรือลูกค้าหรือคนที่จะติดต่อทำธุรกิจด้วย  ดังนั้น  ก่อนที่จะเริ่มได้ก็มักจะต้องใช้เวลาพอสมควรยกเว้นแต่ว่าทางบ้านจะมี  “ฐานธุรกิจ”  เดิมอยู่แล้วที่ทำให้การเริ่มธุรกิจนั้นง่ายขึ้น “หลายเท่า”

คนที่เกิดมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีนั้น  ต้องถือว่าโชคดีและมักจะทำให้โคมไฟดวงแรกสุกสว่างตั้งแต่อายุยังน้อย  บางคนก็จะได้รับเงินเป็น “ของขวัญ” ในโอกาสต่าง ๆ  บางคนได้รับเงินมาเป็นเงิน  “ตั้งตัว”  เพื่อที่จะ “ต่อยอด”  เพื่อที่จะ  “ทำธุรกิจ”  หรือเพื่อที่จะ  “ลงทุน”  ในตลาดหุ้นในยุคปัจจุบันที่การลงทุนในหุ้นนั้นก็เป็นกิจกรรมที่ทำได้โดยที่ไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าเอาเงินไป  “เล่น” อย่างที่เป็นในยุคก่อน  คนที่ได้เงินจากครอบครัวที่มีฐานะนั้น  บางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่ามัน “ช่วย”  ให้เขารวยเร็วขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับคนที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงตนเองและบางทีก็ต้อง  “เลี้ยงพ่อแม่” ด้วยอย่างคนรุ่นก่อนบางคน  เหตุผลก็เพราะเขามักได้เงินมาอย่างง่าย ๆ  ดังนั้น  เงิน 2-3 ล้านบาทจึงอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามาก  แต่คนในรุ่นผมที่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังจนอยู่นั้น  กว่าจะได้เงินแสนก็กินเวลาเป็นปี ๆ  เงินเป็นล้านบาทนั้นแทบจะเป็นความฝันและอาจจะต้องใช้เวลายาวเป็นหลาย ๆ  ปีกว่าจะเก็บออมได้

วิธีการได้เงินหรือได้แสงไฟจากโคมไฟดวงที่หนึ่งเองก็เป็นประเด็นต่อเนื่องไปถึงโคมไฟดวงที่สองและสาม  ถ้าเราได้เงินมาง่ายและเรารู้ว่าอย่างไรเสียเงินส่วนนี้ก็จะมีอยู่หรือมีมาเรื่อย ๆ  เนื่องจากเหตุผลเช่น  งานของเรามั่นคงและรายได้มีแต่จะเพิ่มขึ้น  หรืออย่างไรเสียพ่อแม่ก็จะต้องสนับสนุนหรือให้เงินเพิ่มอีกถ้าเรา “หมดตัว”  ด้วยเหตุใดก็ตาม  กรณีแบบนี้ก็เหมือนกับว่าเรามี  “หลังอิง”  ที่แน่นหนามั่นคงมาก  ดังนั้น  เราก็ “กล้าเสี่ยง”  มากขึ้น  กล้าที่จะเพิ่มความสว่างของโคมไฟดวงที่สองหรือเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน   เร่งให้มันสว่างสุด ๆ  อาจจะโดยการเล่นหรือลงทุนในหุ้นแบบเน้นหุ้นน้อยตัวมาก ๆ  เล่นหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูง  หรือแม้แต่เล่นมาร์จิน  ซึ่งผลจากการนี้ก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนสูงลิ่ว—หรือไม่ก็ “เจ๊ง” ไปเลย  แต่นี่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนหลายคนร่ำรวยมหาศาลในเวลาอันสั้น   ในขณะที่คนที่ได้เงินต้นหรือแสงสว่างจากโคมไฟดวงที่หนึ่งมาด้วยความยากลำบากและไม่สามารถเสียเงินนั้นไปได้  เขาก็จะไม่กล้าเสี่ยงมากเกินไป  เขาไม่กล้าที่จะเร่งความสว่างของโคมไฟดวงที่สองมากเกินไป  ดังนั้น  โอกาสที่เขาจะรวยเร็วมาก ๆ ก็จะน้อยลง  เช่นเดียวกับที่โอกาสที่จะเจ๊งก็คงจะน้อยลงมากเช่นกัน

บทสรุปสำหรับเรื่องทั้งหมดก็คือ คนแต่ละคนนั้นมีโคมไฟดวงแรกที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับโชคและความพยายามรวมถึงการกำหนดกลยุทธ์ของเขาด้วย  การวิเคราะห์โคมไฟดวงที่หนึ่งจะบอกให้เรารู้ว่าเราจะมีฐานะความมั่งคั่งอย่างไรและเราจะต้องมีกลยุทธ์แบบไหนที่จะทำให้เส้นทางนั้นราบรื่นและไปได้เร็วที่สุดในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้  อย่าไปตามอย่างวิธีการของคนอื่นโดยเฉพาะถ้าเรารู้ว่าโคมไฟของเขากับของเรานั้นแตกต่างกันมาก  ผมเองนั้นเชื่อว่าเส้นทางชีวิตและความมั่งคั่งนั้น เราเองมีความสามารถในการกำหนดมันได้แค่ในระดับหนึ่ง  แต่  “ดวง”  หรือโชคชะตานั้น  น่าจะเป็นพลังที่เราฝืนได้ยาก  ดังนั้น  เราต้องยอมรับมัน  เราอาจจะต้องยอมรับว่าเราอาจจะทำได้แค่นี้  หรือรวยได้แค่นี้  แล้วก็จงสบายใจและพอใจกับมัน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ความมั่งคั่งนั้น  พอถึงจุดหนึ่งแล้ว  ความหมายต่อชีวิตมันก็มีไม่มาก  เฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของผู้ก่อตั้งธุรกิจรถฟอร์ดที่มีชื่อเสียงและรวยระดับโลกเคยกล่าวในขณะที่ใกล้ตายด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรมส่วนหนึ่งเพราะทำงานหนักว่า  เขาอยากใช้เงินทั้งหมดที่ได้มาซื้อสุขภาพของเขาคืนมา  แต่มันก็ทำไม่ได้  ดังนั้น  จงพอใจกับสิ่งที่เราทำได้ในเรื่องของเงินทองโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครหรือกับมาตรฐานอะไรที่ไม่ใช่ตนเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

วิธีเปรียบเทียบหุ้นถูก-หุ้นแพง คุณภาพ VS ราคาหุ้น ลงทุนหุ้น VI

                        ในการซื้อของเรามักจะเปรียบเทียบคุณภาพสินค้ากับราคา  เราชอบซื้อสินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาต่ำ  หลายคนแย้งว่า  คุณภาพสูงแต่ราคาต่ำนั้นไม่มี  สินค้าที่ราคาต่ำก็มักจะมีคุณภาพต่ำไปด้วย  อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนั้น           ในชีวิตประจำวันของคนเรา  มีคนหลายๆ คนที่นิยมใช้สินค้าคุณภาพสูง เช่น เสื้อยี่ห้อโปโล รองเท้าไนกี้  นาฬิกาสว๊อต  กีตาร์มาร์ติน หรือ Gibson  แต่ไม่ใคร่จะมีสตางค์มากนัก  เรียกว่า  รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ  คนเหล่านั้นไม่หมดความหวังที่จะได้สินค้าดังกล่าว  วิธีการก็คือ  คุณๆ เหล่านั้นจะหมั่นหาข้อมูลของสินค้านั้นๆ เป็นประจำ  วันดีคืนดีก็อาจจะเจอสินค้าเป้าหมายประกาศลดราคาแบบ Amazing Sale คือลดลงมา 40 - 70 เปอร์เซนต์ก็มี  คนกลุ่มนี้ก็จะไม่รอช้า  รีบซื้อสินค้าทันที  เพราะเฝ้ารอดูราคาสินค้ามานาน  เมื่อวานยังเห็นติดป้าย  7,000 บาท  แต่วันนี้สินค้าตัวเดียวกัน  ราคาเ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...