ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ส่องสินทรัพย์ / โดย คนขายของ

   

  ตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ในการประเมินมูลค่าของบริษัท โดยส่วนมากจะเน้นตัวเลขของกำไรเป็นหลัก แต่ในการประเมินธุรกิจสำหรับการลงทุนในระยะยาว นักลงทุนเน้นคุณค่ามักมองหุ้นด้วยมุมมองของการทำธุรกิจ ซึ่งต้องมีความเข้าใจในตัวบริษัทมากกว่าความสามารถในการทำกำไร การเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ถึง “สินทรัพย์” (ASSET) ที่บริษัทใช้ในการประกอบธุรกิจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ทั้งนี้เพราะสินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน จึงเป็นเหตุให้ความมั่นคงและความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน การประเมินมูลค่ากิจการจึงต้องมีการเจาะลึก ลงไป ถึงจะเข้าใจมูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นในบทความนี้จึงขอแบ่งบริษัทตามประเภทของสินทรัพย์ที่ใช้ ประกอบกิจการ ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

หนึ่ง บริษัทที่สินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมีแนวโน้มที่มูลค่าสูงขึ้นตามกาลเวลา บริษัทพวกนี้มักอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า, ค้าปลีก หรือ โรงแรม ทั้งนี้เพราะราคาที่ดินและค่าก่อสร้างซึ่งมีแรงผลักดันของเงินเฟ้ออยู่เบื้องหลังทำให้ราคาสูงขึ้น จากสถิติย้อนหลัง อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยน่าจะอยู่ที่ราวๆ 4% ทำให้สินทรัพย์ของบริษัทมีมูลค่าเพิ่มตามไปด้วย ยิ่งบริษัทที่มีสินทรัพย์อยู่ในทำเลที่ดีๆ เช่น ใกล้ระบบขนส่ง หรือ สถานที่ท่องเที่ยว มูลค่าก็จะเพิ่มมากกว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นทวีคูณ ข้อเสียของบริษัทประเภทนี้คือต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์สูง แต่ข้อดีคือบริษัทมักมีมูลค่าสินทรัพย์แฝงในตัวเอง หากวันใดกำไรบริษัทลดลง หรือแย่ขนาดขาดทุน มูลค่าของกิจการจะไม่ผันผวนมากนัก ทั้งนี้เพราะมีมูลค่าของสินทรัพย์ค้ำยันมูลค่าของกิจการอยู่

สอง บริษัทที่สินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามกาลเวลา แต่เป็นสินทรัพย์ประเภทไม่มีตัวตน บริษัทในกลุ่มนี้มักจะได้แก่ บริษัทที่มี แบรนด์, เทคโนโลยี, ฐานลูกค้า และ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง กิจการเหล่านี้มักจะมีค่า PBV ค่อนข้างสูง เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์ที่ ใช้ในการประกอบธุรกิจเหล่านี้มักจะไม่แสดงอยู่ในงบดุล จึงเป็นการยากสำหรับนักลงทุนผู้ซึ่งเพิ่งเริ่มต้น จะทำการประเมินมูลค่า การอ่านกรณีศึกษาของการควบรวมกิจการในอดีตจะพอให้เห็นภาพโดยรวมได้ อย่างเช่นการที่ Facebook จ่ายเงินถึง 1,000 ล้านเหรียญเพื่อซื้อ Instagram ที่มีจำนวนผู้ใช้งาน 30 ล้านคนในปี 2012 หลังจากที่ Instagrom ก่อตั้งมาเพียง 2 ปี หรือ ในกรณีที่ P&G รวมกิจการกับ Gillette ในปี 2005 ด้วยมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านเหรียญ กล่าวกันว่าราวๆ 50% เป็นค่าแบรนด์ต่างๆ ที่ Gillette ครอบครองอยู่

สาม บริษัทที่สินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าลดลงตามกาลเวลา ตัวอย่างของ กิจการประเภทนี้ได้แก่ บริษัทรถเช่า, สายการบิน, ผู้รับเหมา หรือ โรงงานรับจ้างผลิต เนื่องจากสินทรัพย์ที่ใช้ประกอบธุรกิจเป็นเครื่องจักร ซึ่งมีสภาพและมูลค่าเสื่อมไปตามกาลเวลา ทำให้มูลค่าของกิจการจะอิง กับตัวเลขของกำไรค่อนข้างมาก และหากตัวเลขกำไรเกิดเสียหายขึ้นมา มูลค่าของกิจการจะมีการ ตอบสนองค่อนข้างมากเพราะไม่มีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเป็นตัวคอยค้ำไว้ และเนื่องจากเครื่องจักรมีการ เสื่อมสภาพ และมีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอ ทำให้กิจการเหล่านี้ต้องคอยลงทุนในสินทรัพย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังมีหลายบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่สามารถสร้างมูลค่าของกิจการได้เป็น อย่างดีเพราะมีการบริหารที่เยี่ยมยอด อย่างหุ้นของสายการบิน Southwest Airlines ก็ให้ผลตอบแทน ในรอบ 10 ปี ดีกว่าหุ้นค้าปลีกในอเมริกาบางตัวเสียอีก

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าเน้นการมองหุ้นเสมือนเป็นธุรกิจ ทำให้มักไม่ค่อยดูตัวเลขหรืออัตราส่วน ทางการเงินในแง่มุมใดแง่มุมเดียวเป็นหลัก หากแต่มองออกไปหลายๆด้านเพื่อให้เห็นภาพโดยรวมของการทำธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น การศึกษาบริษัทในแง่ของสินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการประเมินมูลค่า นักลงทุนควรศึกษาทั้งภาพรวมของอุตสาหกรรม, คู่แข่ง, ความสามารถ ในการแข่งขัน และ ตัวเลขอัตราส่วนตัวเลขทางการเงินหลายๆด้านประกอบการตัดสินใจ เพราะ “หุ้น” ก็คือส่วนหนึ่งของบริษัท ที่มีคนทำงานจริง มีการขายของและบริการจริง มีกำไรจริง มีขาดทุนจริง จึงมีหลายแง่มุมให้เราต้องศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่จะคอยดูแต่ราคาที่วิ่งไปวิ่งมา ราคาหุ้นนั้น หากใครเข้า internet ก็สามารถดูได้ จึงไม่สร้างความแตกต่างอะไร แต่การประเมินมูลค่าที่แท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและทำได้ยาก แต่หากทำได้ก็จะกลายเป็น “ความสามารถในการแข่งขัน” ให้กับ นักลงทุนนั้นๆอย่างแท้จริง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...