ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หุ้นเล็กโต(ไม่)ไว / โดยดร.นิเวศน์

   

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ดูเหมือนว่าจะปรับตัวดีขึ้นมากและดีกว่าประเทศอื่น ๆ  ในเอเชียและในโลกอีกหลายประเทศ  เรียกว่า  “หักปากการเซียน”  หลายคนที่มองว่าปีนี้คงเป็นปีที่ไม่ดีนักเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ  ที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งในและต่างประเทศ  นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 7% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1288 จุดเป็น 1380 จุด ไม่นับรวมเงินปันผล  อย่างไรก็ตาม  การปรับตัวขึ้นของหุ้นในรอบนี้ดูเหมือนว่าจะ  “ไม่ทั่วฟ้า”  เพราะนักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยบ่นว่าเขาไม่ได้กำไรเลย  บางคนยังขาดทุนด้วยซ้ำเพราะหุ้นที่ตนเองถือหรือเล่นอยู่นั้นไม่ได้ขึ้นแถมบางตัวกลับตกลงมาอีก  ดูเหมือนว่าหุ้นที่ขึ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นหุ้นบลูชิพหรือหุ้นที่มีความแข็งแกร่งที่ก่อนหน้านี้ตกลงมาเนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างที่เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม  เช่นหุ้นพลังงาน  หุ้นแบ้งค์  หุ้นสื่อสารและค้าปลีก  เป็นต้น  ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กที่เป็นหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนรายย่อย  ลองมาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “หุ้นเล็กที่โตไว” ที่เคยเป็นขวัญใจของคนจำนวนมาก

มองจากดัชนีของหุ้นตัวเล็กคือ MAI ในช่วงที่ผ่านตั้งแต่ต้นปีถึง 4 มีนาคม 59 ก็จะพบว่า  ดัชนีแทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลงจากประมาณ 523 จุดเป็น 496 จุดหรือเป็นการลดลงประมาณ 5% ไม่นับรวมปันผล  ส่วนต่างจากผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นขนาดใหญ่ก็คือ  -12% ในเวลาแค่ 2 เดือนกว่า  เหตุผลนั้นผมเชื่อว่าเป็นเพราะราคาของหุ้นตัวเล็กนั้น  “แพงมาก”  อย่างที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้หลายครั้ง  และแม้ถึงวันนี้ก็ดูเหมือนว่ายังแพงอยู่มากเนื่องจากค่า PE ของหุ้นตลาด MAI ก็ยังสูงถึง 55 เท่า และค่า PB ก็สูงถึง 3 เท่า  เปรียบเทียบกับค่า PE ของตลาดใหญ่ที่ 20 เท่าและค่า PB เท่ากับ1.8 เท่า  โดยที่ปันผลตอบแทนหรือ Dividend Yield ก็ต่ำแค่ 1.62% เทียบกับตลาดใหญ่ที่ 3.37%  ดังนั้น  การที่หุ้นในตลาด MAI  ไม่ไปไหนจึงไม่น่าประหลาดใจในแง่ของราคาหุ้น  แต่หลายคนก็อาจจะยังคิดว่านี่เป็นเรื่อง  “ชั่วคราว”  หลายคนอาจจะคิดต่อว่า  การที่หุ้นขึ้นรอบนี้เป็นเพราะเม็ดเงิน  “Fund Flow” ที่มาจากนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาซื้อหุ้นสุทธิหลายพันล้านบาทในช่วงที่ผ่านมาซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นแรง  แต่ถ้ามองในแง่ของกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแล้ว  หุ้นเล็กก็ยังน่าลงทุนกว่า  เพราะแม้ว่าราคาจะแพง  แต่การเติบโตก็จะสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก  และการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก—เหมือนอย่างที่เป็นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

และนี่ก็นำไปสู่การศึกษาเล็ก ๆ  ของผมว่าในระยะยาวแล้ว  การเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของไทยนั้น  ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่จริงไหม  ในต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐนั้นมีการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นขนาดเล็กนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด  คิดแล้วผลตอบแทนของหุ้นขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนเหนือกว่าหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 2-3% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งเมื่อทบต้นเงินไปเรื่อย ๆ  ก็จะทำให้คนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมีกำไรสูงกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม  การศึกษาก็บอกต่อไปอีกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่มากเช่นเดียวกัน  นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาปีต่อปีนั้น  หุ้นเล็กอาจจะขาดทุนอย่างหนักกว่าหุ้นใหญ่มาก  และบางช่วงเวลาซึ่งอาจจะเป็น 10 ปีเลยที่หุ้นขนาดเล็กนั้นให้ผลตอบแทนที่แพ้หุ้นขนาดใหญ่  ดังนั้น  คนลงทุนในหุ้นตัวเล็กจะต้องใจแข็งและอาจจะต้องมีเงิน  “เย็น”  มาก ถึงจะเหมาะสมที่จะเล่นหุ้นตัวเล็ก  ทีนี้มาลองมาดูกันว่าหุ้นตัวเล็กของไทยจะเป็นอย่างของอเมริกาไหม

สถิติของดัชนีหุ้น MAI นั้นเรามีย้อนหลังไปถึงประมาณเดือนกันยายน 2545 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยได้ผ่านวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดในปี 2540 แล้วและกำลังเริ่มเข้าสู่ยุค “บูม” สุดขีดในปี 2546 ที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นปีเดียวกว่า 100%  ในปี 2546 นั้น  ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นถึง 117%  ดัชนีหุ้นตลาด MAI กลับปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าถึง 169%   แต่แล้วในปีต่อมา  ขณะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงในลักษณะที่น่าจะเรียกว่า Correction  หรือปรับลงมาเล็กน้อยหลังจากขึ้นไปสูงมากในอัตรา -14%   ดัชนี MAI กลับทิ้งดิ่งลงมาถึง 45%  นี่แทบจะเรียกว่า  “หายนะ”  สำหรับคนที่เข้าไปเก็งกำไรซื้อหุ้นในยามที่มันร้อนแรงและขึ้นไปมากก่อนหน้านั้น

หลังจากสร้าง “วีรกรรม”  การขึ้นลงของหุ้นที่หวือหวามากตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ ๆ    หุ้นในตลาด MAI  ก็มีความผันผวนรุนแรงกว่าหุ้นในตลาดใหญ่มาตลอด  การขึ้นลงปีต่อปีในระดับบวกลบ 40% แทบจะเป็นเรื่องปกติ  เช่นเดียวกับที่ผลตอบแทนปีต่อปีที่แตกต่างจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ถึง 20-30% ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน  โดยเฉลี่ยแล้ว  ผลตอบแทนต่อปีของหุ้นในตลาด MAI ในช่วงประมาณ 13 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับประมาณ 23.2%  ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเท่ากับ  16.7%  ในช่วงเวลาเดียวกัน  ส่วนต่างก็คือประมาณ 6.5%  และถ้าเราดูคร่าว ๆ  แบบนี้ก็อาจจะเข้าใจผิดว่าการลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  เพราะแม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนสูงกว่า  แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็สูงกว่ามาก  แต่นี่เป็นข้อมูลที่  “ลวงตา”

ความเป็นจริงก็คือ  ถ้าเราลงทุนในหุ้นตลอดเวลา  และไม่รู้ว่าปีไหนหุ้นตัวเล็กจะดีหรือปีไหนหุ้นตัวใหญ่จะดี  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็จะไม่เท่ากับค่าเฉลี่ยรายปีดังกล่าว  เราต้องใช้  “ค่าเฉลี่ยรายปีแทบทบต้น”  ซึ่งจะต่างจากค่าเฉลี่ยรายปีแบบธรรมดามาก  ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละปีผลตอบแทนมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน  ยิ่งความผันผวนสูง  ผลตอบแทนแบบทบต้นก็จะต่ำลง  ลองคิดดูว่าถ้าปีแรกเราได้กำไร 100%  จากเงิน 100 บาทกลายเป็น 200 บาท  แต่ปีที่สองเราขาดทุน 50% เงิน 200 บาทก็กลายเป็น 100 บาท  เท่ากับว่า 2 ปี  เราไม่ได้ผลตอบแทนเลย  แต่ถ้าคิดเฉลี่ยแบบธรรมดาจะบอกว่าเราได้กำไร 50% ใน 2 ปี  หรือกำไรปีละ 25% ซึ่งไม่จริงเลย

ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นในช่วงประมาณ 13 ปีครึ่งนับจากเปิดตลาด MAI ถึงวันนี้ก็คือดัชนีปรับตัวขึ้นประมาณ 13% ต่อปี  เมื่อรวมปันผลอีกประมาณ 1.6% ก็จะเท่ากับ 14.6% ต่อปี  ถ้าลงทุน 1 ล้านบาทในต้นปี 2546 ถึงวันนี้เงินก็จะโตเป็นประมาณ 6.3 ล้านบาท  ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นช่วง “ทศวรรษทอง” ของการลงทุนในตลาด MAI  แต่เมื่อดูการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็พบว่า  ดัชนีตลาดเองก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 11.1% และเมื่อรวมปันผลประมาณ 3.4% ก็เท่ากับ 14.5% ต่อปี  เงินลงทุน 1 ล้านบาทจะกลายเป็นประมาณ 6.23 ล้านบาทในปัจจุบัน   เกือบจะเท่ากับผลตอบแทนจากตลาด MAI เหมือนกันและก็ต้องถือว่าเป็น  “ทศวรรษทอง”  ของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นเดียวกัน  โดยที่ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นตัวใหญ่นั้นต่ำกว่าหุ้นตัวเล็กในตลาด MAIมาก

ข้อสรุปของผมก็คือ  ในช่วงเวลากว่า 13 ปีที่มีตลาดหุ้น MAI  นั้น  สิ่งที่เราคิดว่าหุ้นตัวเล็กจะ  “โตไว”  กว่าหุ้นตัวใหญ่นั้น  ไม่จริง  แต่ถ้าบอกว่าหุ้นตัวเล็ก  “เสี่ยงกว่า”  คำตอบก็น่าจะใช่  แน่นอนว่ามีหุ้นตัวเล็กบางตัวที่อาจจะเป็น  “อภินิหาร” โตเร็วมาก  ทำกำไรให้กับนักลงทุนเป็น 10 หรือ 100 เท่า  แต่ก็มีหุ้นตัวเล็กอีกไม่น้อยที่ทำให้คนถือขาดทุนกว่า 90%  การขาดทุนนั้นไม่ทำให้เป็นที่โจษจัน  แต่การทำกำไรนั้นถูกเป่าประกาศออกไปมากมายและนั่นก็ให้เกิด  “ภาพลวง” ที่ว่า  “ถ้าอยากรวยเร็วต้องเล่นหุ้นตัวเล็ก”  แต่โอกาสที่จะรวยเร็วนั้นผมคิดว่ามีน้อยมากถ้าเราไม่ใช่คนที่รู้ดีและมีปัจจัยพิเศษในการเล่นจริง ๆ  ดังนั้น  คำแนะนำของผมก็คือ  ถ้าเราไม่แน่จริง  อย่าเล่นหรือลงทุนในหุ้นตัวเล็ก  โดยเฉพาะที่เขาคุยว่าจะโตเร็ว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...