ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิธีเลือกหุ้น (2) โดยคุณวีระพงษ์ ธัม


  จากบทความที่แล้ว วิธีเลือกหุ้น (1 )  นอกจากวิธีเลือกหุ้นโดยใช้ตะแกรงร่อน หรือเลือกหุ้นจากกระแสอุตสาหกรรมที่โดดเด่นแล้ว วิธีเลือกหุ้นต่อมา คือ การเลือกจาก “ผู้บริหาร” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งความสำเร็จหรือล้มเหลวของบริษัท

            การเลือกหุ้นจากผู้บริหาร เราจำเป็นต้องเข้าใจลักษณะนิสัย วิธีคิด วิสัยทัศน์ของพวกเขาให้ลึกซึ้ง ซึ่งในโลกยุคนี้ข้อมูลค่อนข้างหาได้ง่าย จากการค้นคว้าบนอินเตอร์เน็ต เราสามารถหาอ่านบทสัมภาษณ์ หรือดูจากรายการทีวี ความโดดเด่นจะค่อย ๆ ฉายแววจาก “ร่องรอยแห่งความสำเร็จ” ที่มีให้เห็น ตั้งแต่ความสำเร็จเล็ก ๆ ขึ้นมาตามลำดับ และต้องไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติด่างพร้อย” เช่นการทุจริต ความไม่ตรงไปตรงมา หรือการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ซึ่งนำปัญหาที่ใหญ่มากในภายหลังคือปัญหาธรรมาภิบาล

            นอกจากนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจของผู้บริหารด้วยว่า พวกเขามีความตั้งใจที่จะทำให้กิจการเติบโตหรือไม่ หรือผู้บริหารมีสิ่งอื่นที่เขาสนใจมากกว่า ผู้บริหารควรจะมีความคิดในลักษณะของ “ไดเมียว” ในหนังญี่ปุ่นโบราณ ที่ความพ่ายแพ้นำมาซึ่งชีวิต ความสำเร็จจะสูงขึ้นมากหาก ผู้บริหารทุ่มสุดตัว หรือ “All in” ในธุรกิจ ถ้าเขาไม่ใคร่สนใจในผลลัพท์ หรือล้มบนฟูกได้นี่อาจจะเป็นความเสี่ยงหนึ่ง ดังนั้นผลตอบแทนผู้บริหารควรจะ สัมพันธ์กับนักลงทุนในระยะยาว และถ้าดีกว่านั้น ทีมบริหารควรจะมีส่วนเกื้อหนุน ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจแบบวันแมนโชว์ วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่มักมีทักษะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม การแยกแยะฝีมือบริหารกับฝีมือการพูดจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย และผู้บริหารอาจจะถูกซื้อตัว หรือเปลี่ยนได้ตลอดเวลา รวมไปถึงการ “เข้ากันได้” กับวัฒนธรรมองค์กร นอกจากนั้นพวกเขาควรจะมีทักษะและความรู้เฉพาะในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เพราะนี่คือหัวใจของความสำเร็จ อันที่จริงผู้บริหารไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน แต่ “การตัดสินใจ” ของผู้บริหารต่างหากที่ใช่ สุดท้าย ต้องระลึกเสมอว่าธุรกิจที่แย่ ผู้บริหารจะเก่งขนาดไหนก็ไปไม่รอด

            วิธีต่อมาคือ การเลือกหุ้นจาก Business Model เพราะกลยุทธ์ธุรกิจมักเปลี่ยนไปได้บ่อย ๆ แต่โมเดลธุรกิจมักจะคงทนกว่า รูปแบบธุรกิจที่ดีจะสามารถ “ขยายตัว” ได้ไม่จำกัดโดยที่สามารถจำกัดความเสี่ยงได้ ตัวอย่างเช่นธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ มีรูปแบบธุรกิจที่แข็งแรง มีการจัดวางร้าน มีระบบขนส่ง การควบคุมสินค้าที่ดี รูปแบบร้านที่คนในเมืองหนึ่งชอบ ย่อยทำให้คนอีกเมืองหนึ่งชอบ นี่คือความสำเร็จสามารถ “โคลนนิ่ง” ได้

            จุดสำคัญคือ Business Model ที่ดี ควรจะลอกเลียนแบบยาก ถ้าใคร ๆ ก็ทำได้ ในไม่ช้าก็จะมีคนแห่เข้ามาทำจนทำให้กำไรหายไปทั้งหมด และต้องสามารถ “ทำเงิน” ได้ เพราะหลายครั้งมันอาจจะทำเงินไม่ได้ เมื่อมีสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมแตกต่างไป เพราะลูกค้าให้ “คุณค่า” สินค้าและบริการไม่เหมือนกัน สิ่งสุดท้ายคือ Business Model ควรจะได้รับการพิสูจน์ระดับหนึ่ง เพราะอะไรก็ตามที่เขียนอยู่บนกระดาษมักจะสวยงามกว่าโลกความเป็นจริงเสมอ

            วิธีการสุดท้ายคือเลือกหุ้นจาก “ความสามารถของนักลงทุน” วิธีนี้ผมคิดว่าดีที่สุดในทุกวิธี เพราะนี่คือการเลือกหุ้น จาก “ความได้เปรียบ” ของตัวเราเองคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธุรกิจนั้น ๆ ปีเตอร์ ลินซ์ เลือกหุ้นจากสินค้าและบริการที่ภรรยาและลูก ๆ ของเขาชอบ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่างหากที่ช่วยให้เรามองเห็นอะไรก่อนคนอื่น ไอเดียในการลงทุนดี ๆ มักจะไม่ได้มาจากนักลงทุน แต่มาจากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น ๆ

            ตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันกับชีวิตนักลงทุนคือ ชีวิตเกษตรกร สิ่งที่เกษตรกรควรจะทำคือ ความเข้าใจดินฟ้าอากาศของที่ดินนั้น ๆ และ ต้องเข้าใจว่าเรามีทักษะในการปลูกพืชอะไรมากที่สุด หากพวกเขาดูแต่ว่าช่วงนี้ราคามะพร้าวดี ราคาข้าวดี ราคายางดี ราคามันดี ก็จะมีแต่การ “ตามแห่” เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และสุดท้ายผลลัพท์มักจะแย่ เกษตรกรที่เชี่ยวชาญในบางสิ่งบางอย่าง มักจะได้ผลดีกว่า

            เช่นเดียวกับนักลงทุน เราควรจะเข้าใจว่าเรามีทักษะเข้าใจกิจการอะไรมากที่สุด เงินทุนของเรา ความเสี่ยงของตัวเองที่รับได้ Lifestyle และเราก็ “เลือก” หุ้นที่เหมาะกับตัวเราที่สุด เพราะหุ้นที่เราเลือกถูกตัวนั้น อาจจะสำคัญแค่ระดับหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เราสามารถเข้าใจและรอให้หุ้นที่เราเลือก ออกดอกออกผลได้หรือไม่มากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เราควรจะทำอย่างไร เลือกหุ้นถูกเรา “กำไร” ตั้งแต่วันที่ซื้อ แต่เราอาจจะ “ขาดทุน” ในวันที่ขาย ดังนั้นแน่นอนว่าหุ้นตัวหนึ่งไม่ได้เหมาะกับนักลงทุนทุก ๆ คน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...