ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Red Ocean Stock โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Red Ocean Stock โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


      การจัดกลุ่มของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตามอุตสาหรรม  เช่น หุ้นกลุ่มอาหาร  พลังงาน  หรือค้าปลีกนั้น  สำหรับผมแล้ว  บางทีมันก็บอกสิ่งที่ผมต้องการรู้ได้ไม่ชัด  เพราะหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้น  บางทีก็มีคุณสมบัติที่เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขัน  การทำเงินหรือทำกำไรของบริษัทไม่เหมือนกัน  เช่น บริษัทที่ขายอาหารสัตว์กับบริษัทที่ขายอาหารคนนั้นย่อมที่จะไม่เหมือนกัน  เช่นเดียวกัน  บริษัทที่ขายวัตถุดิบในการทำอาหารกับบริษัทที่ขายอาหารสำเร็จหรือภัตตาคารก็มีลักษณะหรือโมเดลในการทำธุรกิจที่แตกต่างกัน  ดังนั้น  เวลาผมจะดูว่าบริษัทน่าจะอยู่ในกลุ่มไหน  ผมจึงมีนิยามของกลุ่มของผมเองซึ่งผมจะเน้นไปที่เรื่องของการแข่งขันของธุรกิจเป็นหลัก  และกลุ่มที่สำคัญกลุ่มหนึ่งนั้น  ผมเรียกมันว่าหุ้นในกลุ่ม “Red Ocean Stock (ROS)”  หรือแปลง่าย ๆ  ว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงหรือสูงมาก

ลักษณะของหุ้น ROS นั้นก็คือหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรม  “เก่า”  ที่เติบโตมาจนอิ่มตัวหรือใกล้จะอิ่มตัว  ยอดขายโดยรวมไม่เติบโตแล้วหรือเติบโตช้า  มีผู้เล่นในอุตสาหกรรมมากและพร้อมที่จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่ง  ผู้เล่นรายเดิมที่มีอยู่ก็พร้อมที่จะออกจากธุรกิจเนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จ  บ่อยครั้งผู้นำก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไป  ไม่มีใครที่จะมั่นใจได้ว่าจะอยู่ยงคงกระพันอย่างไม่มีใครมาท้าทายได้  ในส่วนของการทำกำไรนั้น  นี่ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่จะเรียกว่า Commodity หรือเป็นสินค้าที่คนซื้อเน้นแต่เพียงเรื่องของราคาเป็นหลัก  ดังนั้น  มันจึงเป็นธุรกิจที่มีกำไรต่อยอดขายดีใช้ได้  ในส่วนของกลยุทธ์ที่ใช้ในการแข่งขันเองนั้น  แต่ละบริษัทก็สามารถนำมาใช้ได้เท่า ๆ  กัน  ว่าที่จริงบริษัทในอุตสาหกรรมหรือในธุรกิจต่างก็ใช้กลยุทธ์เหมือน ๆ   กันและ  “ตามอย่างกัน” ถ้าพิสูจน์แล้วว่ามันทรงประสิทธิภาพ  และทั้งหมดที่กล่าวนั่นเองที่ทำให้ธุรกิจนั้นมีการแข่งขันกันแบบเข้มข้นจนกลายเป็น “Red Ocean” ตามชื่อหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจชื่อดังซึ่งให้ภาพว่าเป็นการแข่งขันแบบ  “เลือดนองทะเล”

ถ้าดูตามการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แล้ว  หุ้นที่อยู่ในกลุ่ม ROS นี้  น่าจะรวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับผู้บริโภคจำนวนมาก  ไล่ตั้งแต่หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านไปจนถึงผู้ค้าปลีกเกือบทั้งหมด  กลุ่มอาหารซึ่งรวมถึงภัตตาคารและขายเครื่องดื่ม และที่น่าจับตามองก็คือธุรกิจที่เกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลและกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ตนั้นผมก็คิดว่ากำลังมีลักษณะที่มีการแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ  จนอาจจะเรียกว่าเป็น ROS  ด้วยก็ได้  ดังนั้น  ธุรกิจกลุ่มนี้จึงถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่มาก  และดังนั้นเราก็ควรที่จะทำความเข้าใจกับมันเพื่อที่จะสามารถเลือกหุ้นลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจของการเลือกหุ้น ROS นั้นก็คือการหา “ผู้ชนะ”  เพราะผู้ชนะจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ดีเนื่องจากธุรกิจนี้มีมาร์จินที่ดีและสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้  และในบางอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกได้  การที่จะเป็นผู้ชนะในธุรกิจของ ROS นั้นอยู่ที่ 2 ปัจจัยหลักนั่นก็คือ  ข้อแรก  บริษัทจะต้องเป็นผู้ผลิตหรือให้บริการที่มีต้นทุนต่ำและ  ข้อสอง  บริษัทจะต้องขายสินค้าหรือบริการที่ลูกค้ามีความ “พึงพอใจมาก”  กับผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท

การที่จะมีต้นทุนที่ต่ำได้นั้น  บริษัทจะต้องมี Business Model หรือรูปแบบการทำธุรกิจที่ถูกออกแบบและมีวัฒนธรรมของบริษัทที่ถูกต้องและแตกต่างจากคู่แข่งส่วนใหญ่  ตัวอย่างเช่น ร้านวอลมาร์ทที่ได้ชัยชนะในธุรกิจเมกาสโตร์ในสหรัฐนั้นจะเห็นว่าถูกออกแบบให้ขายสินค้าราคาถูกสุดในทุกวันตั้งแต่แรก  ดังนั้น  ร้านค้าจึงไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตเมืองที่มีราคาที่ดินสูง  การออกแบบร้านก็ต้องไม่หรูหราแต่เน้นความสะดวกและประหยัดในการก่อสร้าง  สินค้าที่ซื้อมาขายก็จะต้องเน้นไปที่ราคาถูกกว่าคนอื่นแต่นี่ก็อาจจะทำไม่ได้มากนักโดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ  แต่หลังจากกิจการใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ  บริษัทก็จะได้เปรียบคนอื่น  แต่สิ่งที่บริษัทเน้นมาก ๆ  ก็คือการประหยัดในด้านของต้นทุนการขายและค่าโสหุ้ยต่าง ๆ  เช่น การโฆษณาและ  ค่าใช้จ่ายในการบริหารซึ่งจะเห็นว่าแม้แต่ผู้บริหารก็จะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น  แม้แต่ระดับผู้บริหารระดับสูงก็จะใช้รถยนต์ยี่ห้อธรรมดาในการเดินทาง  แซมวอลตันที่เป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นขับรถปิ๊กอัพตรวจร้านเองด้วยซ้ำ  แม้แต่สำนักงานใหญ่ของบริษัทเองก็อยู่ในเมืองและรัฐที่มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมลดต้นทุนหรือต้นทุนต่ำอย่างชัดเจน

การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้านั้นผมคิดว่าเป็นหัวใจที่สำคัญมากและบริษัทที่จะชนะในหุ้น ROS  นั้นจะต้องรักษาความพึงพอใจนี้ให้อยู่ในระดับสูงต่อไปเรื่อย ๆ   ความพึงพอใจนี้ผมหมายถึงคุณภาพและบริการจะต้องโดดเด่นและต้องเทียบกับราคาสินค้าหรือบริการด้วย  นี่ก็เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ  เพราะแน่นอนที่ว่าบางบริษัทที่ขายสินค้าหรูนั้นเขาอาจจะมีบริการที่สุดยอดกว่าบริการของ บริษัทที่ไม่ได้ขายสินค้าหรู   บริษัทไม่สามารถให้บริการระดับนั้นได้   แต่สินค้าหรือบริการที่บริษัทให้กับลูกค้าเทียบกับราคาแล้ว  จะต้องเป็นที่พึงพอใจของลูกค้ามากกว่าบริษัทคู่แข่งที่อยู่ในตลาดระดับเดียวกันตัวอย่างเช่นร้านกาแฟสตาร์บักส์หรือร้านแม็คโดนัลด์นั้น  ผมคิดว่าบริการของเขายอดเยี่ยม  รวดเร็ว  สะอาด  พนักงานอัธยาศัยดี  ลูกค้ารู้สึกพอใจที่เข้ามาใช้บริการ  “ทุกครั้ง”   ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถเอาชนะได้ในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงเป็น ROS  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่เป็นเรื่องที่บริษัท  “สร้างและรักษามันอย่างเข้มข้น”  จนเป็น “วัฒนธรรม” ของบริษัท

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  หุ้น ROS ที่เป็นหรือจะเป็นผู้ชนะนั้น  มักจะหมายความว่าบริษัทจะต้อง  “ยืนหยัด”  ไม่ออกนอกแนวทางทั้ง 2 ประการข้างต้น  เพราะบางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปและโดยเฉพาะถ้าบริษัทเริ่มประสบความสำเร็จและมีขนาดใหญ่มั่นคงแล้ว  รวมถึงบางทีก็อาจจะรู้สึกว่าการเติบโตของกิจการช้าลง  ก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะ Diversify หรือหันไปทำธุรกิจอื่นหรือเริ่ม “ฟุ่มเฟือย” หรือใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่คุ้มค่าทำให้ต้นทุนนั้นเริ่มจะไม่ต่ำซึ่งนั่นในที่สุดก็จะทำลายตนเองและจะเริ่มกลายเป็นผู้แพ้ได้  เช่นเดียวกันและอาจจะสำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ความพึงพอใจของลูกค้าเริ่มลดลงเนื่องจากบริษัทไม่ได้เน้นย้ำที่จะรักษารวมถึงปรับตัวให้ทันกับคู่แข่งหรือที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในธุรกิจที่เป็น ROS นั้น  ผู้บริหารจึงเป็นส่วนที่สำคัญมากที่จะบอกว่าบริษัทจะเป็นผู้ชนะหรือจะรักษาชัยชนะที่เป็นอยู่ได้หรือไม่  เช่นเดียวกัน  โมเดลทางธุรกิจของบริษัทก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก  เพราะรูปแบบที่ถูกต้องจะทำให้บริษัทอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบหรือไม่เสียเปรียบคู่แข่งที่มีมากมายและพร้อมที่จะมีรายใหม่ที่อาจจะเข้ามาแข่งด้วยโมเดลหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ทำลายผู้เล่นรายเดิมได้ ทั้งหมดนี้เราในฐานะนักลงทุนจะต้องวิเคราะห์และติดตามตลอดเวลา  สินค้าหรือบริการของ ROS นั้นจำนวนมากเราสามารถสัมผัสได้และเราควรจะทำสม่ำเสมอเพื่อที่จะดูว่ามันยังเป็นที่พึงพอใจของลูกค้ามากน้อยแค่ไหน  ถ้าเราคิดว่ามันกำลังแย่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง  นั่นก็เป็นสัญญาณอันตรายที่แม้แต่ต้นทุนต่ำก็ไม่อาจรักษาสถานะของการเป็นผู้ชนะได้

ก่อนจะจบผมอยากจะสรุปว่าหุ้น ROS นั้นน่าสนใจและสามารถลงทุนได้ในระยะยาว  อย่างไรก็ตาม  ไม่มีหุ้นไหนที่น่าซื้อถ้าราคาแพงเกินไป  แต่โชคดีที่ว่าหุ้น ROS จำนวนไม่น้อยมีราคาที่ผมคิดว่า “ยุติธรรม” ในช่วงนี้  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าธุรกิจมันไม่โตเท่าไรทำให้นักลงทุนไทยที่มักเน้นหุ้นเติบโตไม่สนใจมากนัก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...