ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เมกะเทรนด์ “Urbanization” / โดย คนขายของ


บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Frost & Sullivan ได้ออกบทวิจัยเกี่ยวกับ “Mega Trend” ซึ่งเป็นแนวโน้มของปัจจัยต่างๆที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต จากทั้งหมด 12 เทรนด์ที่ทาง F&S ได้ระบุไว้ เทรนด์ที่เชื่อว่าน่าจะเกิดจริง และมีผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องของ อินเตอร์เน็ต หรือ พลังงานทางเลือก แต่กลับเป็นเทรนด์ “Urbanization” ซึ่งว่าด้วยการขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตของชาวเมืองใหญ่ เมื่อราวสองร้อยปีก่อน มีประชากรเพียง 2% ของโลกซึ่งอยู่อาศัยในเขตเมือง แต่ในปัจจุบันอัตตราส่วนกลับเพิ่มขึ้นเป็น 51% องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ภายในปี 2050 ตัวเลขดังกล่าวจะขยับเข้าใกล้ 70% เทรนด์นี้ จะมีผลอย่างไร? อุตสาหกรรมไหนจะได้ประโยชน์บ้าง?

จากบทวิจัยของ F&S ได้กล่าวไว้ว่า Urbanization จะทำให้เกิดเมืองขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “Mega City” ซึ่งเป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยขนาด 10 ล้านคนขึ้นไป และการเชื่อมโยงของเมกะซิตี้หลายเมืองเข้าด้วยกัน ด้วยระบบขนส่งจะทำให้เกิด “Mega Corridor” หากหันกลับมาดูประเทศไทย ผมเชื่อว่า พื้นที่ที่มีโอกาสเกิด “Mega Corridor” น่าจะเริ่มตั้งแต่กรุงเทพมหานครออกไปทางชลบุรี ระยอง สระแก้ว  และเข้าเชื่อมโยงกับกัมพูชา ผ่านไปยังพนมเปญซึ่งเป็นเมืองหลวง และลากยาวไปถึง โฮจิมินท์ของเวียดนาม ด้วยระยะ เชื่อมต่อกันราว 1,000 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนนี้ ถ้ามีการเชื่อมโยงกันเกิดขึ้นจริง จะมีประชากรรวมกันถึงราว 25 ล้านคน มีเมืองหลักของอาเซียน 3 เมือง สนามบิน นิคมอุตสาหกรรม และ สถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติจำนวนมาก มีศักยภาพทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุน ปัจจุบันทางรถไฟที่เชื่อมระหว่าง คลองลึก ไทย) - ปอยเปต กัมพูชา) ซึ่งสามารถเดินทางต่อไปได้ถึง เมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเมือง ตากอากาศและมีท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้า  มีกำหนดเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้ คงทำให้การขยายตัวของ เขตเมืองในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นไปอีก

เมื่อเขตเมืองขยายมากขึ้นความแออัดมากขึ้น ทำให้ผู้คนหันมาเลือกที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมีเนียมมากขึ้น ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2010 คนกรุงเทพ 31% อาศัยอยู่ในคอนโด ในขณะที่ใน ต่างจังหวัดตัวเลขอยู่ที่แค่ 5% ซึ่งถ้าเทียบกับนิวยอร์คซึ่งประชากร 50% อาศัยในคอนโค หรือมากกว่า 95% ในเซี่ยงไฮ้ ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ปัจจุบัน 50% ของประชากรไทยอาศัยอยู่ในเขตเมือง ซึ่งยังต่ำกว่า ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง เยอรมันนี 75% อังกฤษ 83% ญี่ปุ่น 93% ตลาดคอนโดที่ดูเหมือนจะชะลอตัว ในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา คงจะมีโอกาสกลับมาขยายตัวได้อีกในอนาคต

การอาศัยอยู่ในคอนโดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเซีย มักมีพื้นที่จำกัด ขนาดพิ้นที่บ้านโดยเฉลี่ยของชาวฮ่องกง จีน และ ญึ่ปุ่น อยู่ที่ 45, 60 และ 95 ตารางเมตรตามลำดับ ปัจจุบันบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย ก็มีการทำห้องขนาด 20-25 ตารางเมตรออกขายกันในบางโครงการ ด้วยขนาดห้องที่มีขนาดเล็ก ทำให้ คนที่อาศัยในเขตเมือง มักใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเป็นหลัก Howard Schultz CEO ของ Starbucks อ่านความต้องการของคนเมืองในจุดนี้ออกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว Schultz เชื่อว่าคนเมืองต้องการ “The Third Place” ซึ่งเป็นสถานที่สาม นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน ที่ที่คนใช้พักผ่อน อ่านหนังสือ ทำงาน นัดพบปะพูดคุย ไอเดียนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของร้านกาแฟ Starbucks ซึ่งปัจจุบันได้เร่งขยายธุรกิจไปทั่วโลก

เมื่อประชากรมีความเป็นชาวเมืองมากขึ้น ทักษะในชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป เช่นผู้ชายวัย 30 ปีในพิ้นที่ห่าง ไกล เขาจะสามารถทำอาหาร ต่อโต๊ะเก้าอี้ ทำสวน และ จับปลาได้ แต่คนเมืองจะเปลี่ยนทักษะจาก ทำงานได้ หลายอย่าง Multitasking) มาเป็นการเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง Expertise) ดังนั้นการบริโภคต่อหัวจะสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อบริการ เช่น ทานอาหารนอกบ้าน จ้างซักรีด และ สถานรับเลี้ยงเด็ก ทั้งนี้เพราะเวลามีจำกัด และการแข่งขันในงานประจำมีสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากธุรกิจบริการหาคู่ ออกเดทออนไลน์อย่างบริษัท Match Group ในอเมริกาซึ่งมีรายได้ราว สามหมื่นห้าพันล้านบาทต่อปี และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้ปีละ 10% ตอนนี้บริษัทมีมูลค่ากิจการราว หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าของบริษัทบางจากปิโตรเลียม กับการบินไทยรวมกัน

แม้ว่าเทรนด์ “Urbanization” จะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวพันกับความเป็นสังคมเมืองได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ในมุมกลับ เมื่อเมืองขายตัวมากขึ้น ประชากรหันมาใช้วิถีคนเมืองมากขึ้น นั่นแสดงว่าวิถีชีวิต แนวเกษตรกรรมกำลังจะหดตัวลงไป หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษให้ข้อมูลว่าอายุเฉลี่ย ของชาวนาในโลกตอนนี้ คือ 60 ปี นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าความมั่นคงด้านอาหารคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เพราะไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในเมืองหรืออยู่ในป่าการบริโภคอาหารก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป และจากการที่ UN ประเมินว่าประชากรโลก จะเพิ่มขึ้นจาก 7.5 พันล้านเป็น 9.7 ล้านในปี 2050 ยิ่งตอกย้ำว่า ต่อไปอุตสาหกรรมเกษตรอาจจะกลายเป็นเทรนด์หลักของโลกได้ในไม่ช้า

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...