ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สองดีกว่าหนึ่ง ลงทุนแบบ ICAHN / โดย คนขายของ

มหาเศรษฐีนักลงทุนวัยแปดสิบปี ผู้ซึ่งติดอันดับ 43 มหาเศรษฐีโลกจากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes มีความมั่งคั่งระดับหกแสนล้านบาท เป็น “Activist Investor” ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นแค่นักลงทุน แต่มักขอเข้าไปนั่ง เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารเพื่อร่วมกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท การลงทุนของ Icahn ที่ให้ผลในระดับตำนานเช่น การเริ่มซื้อหุ้น Netflix ผู้ในบริการดูหนังออนไลน์ในราคาเพียง 9 เหรียญในปี 2012 และขายออกไปจนหมดในกลางปี 2015 ซึ่งราคาหุ้นขึ้นมาราว 10 เท่าในสามปี ทำกำไรให้กับ Ichan ราวๆ 5.6 หมื่นล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนระดับโลกมักจัดพอร์ตแบบกระจายตัว เช่น George Soros ถือหุ้น 207 ตัว Jim Simons ถือ 3,301 ตัว แต่ Ichan มีความคล้ายกับ Warren Buffett ซึ่งเน้นการจัดพอร์ตแบบ “Focus” มีหุ้นน้อยตัว จากพอร์ตที่เขาบริหารอยู่มูลค่าราวเจ็ดแสนล้านบาท Icahn กลับถือหุ้นเพียง 20 ตัวเท่านั้น ในบทความนี้เราจะมาลองดูกันว่า ทำไมเขาถึงลงทุนในหุ้น XEROX ผู้ผลิตเครื่องใช้ในสำนักงาน ที่ดูเหมือนเป็นธุรกิจที่น่าเบื่อหน่ายในช่วงปลายปี 2015 โดยเข้าถือราว 10% ของหุ้นทั้งหมด ผ่านมาประมาณหนึ่งปี ผลตอบแทนของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?



CONDUENT (CNDT) บริษัทให้บริการธุรกรรมเชิงพาณิชยกรรม และการบริหารองค์กร เช่น การทำรายงานทางด้านบัญชีและการเงิน, การบริหารจัดการลูกค้า และระบบ e-payment เป็นต้น เข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 มกราคม ปีนี้ ในอดีตเคยเป็นบริษัทลูกของ XEROX (XRX) เนื่องจาก Icahn ถือหุ้น XRX จึงได้หุ้น CNDT มาด้วย ผมเชื่อว่าการเข้าซื้อหุ้น XRX ของเขา ก็เพื่อหวังผลการนำบริษัทลูกเข้ามาลิสต์ในตลาด ทั้งนี้เพราะถ้าดูจากผลประกอบการของ XRX เองก็ดูเหมือนว่าทั้งรายได้และกำไรจากการดำเนินงาน มีแต่ทรงกับทรุด อาจจะเป็นเพราะว่ากระแสการลดการใช้กระดาษ และ การทำธุรกรรมทางอีเล็คโทรนิคเป็นที่นิยมมากขึ้น ในขณะที่ CNDT เป็นบริษัทที่ดูจะเป็นธุรกิจที่อยู่ ในกระแสมากกว่าบริษัทแม่ เนื่องจากเป็นบริษัทที่เน้นการให้บริการเป็นหลัก ปัจจุบัน XRX มีรายได้ราว 1 หมื่นล้านเหรียญ และ มีมูลค่ากิจการ 7.3 พันล้านเหรียญ ในขณะที่ CNDT ซึ่งมีรายได้ราว 7 พันล้าน เหรียญ แต่ในขณะนี้มีมูลค่ากิจการเพียง 2.6 พันล้าน ทั้งนี้เพราะตัวเลขกำไรสุทธิย้อนหลัง 12 เดือนของ CNDT ยังคงขาดทุนอยู่



การลงทุนของ Icahn ใน XRX ในปี 2015 เป็นกรณีศึกษาที่จัดได้ว่าคลาสสิกสำหรับการเล่นหุ้นแนว “Asset Play” คือการลงทุนในหุ้นที่มีสินทรัพย์แฝงอยู่ในบริษัท ตอนที่ Icahn เข้าซื้อช่วงปลายปี 2015 ในตอนนั้นมูลค่ากิจการของ XRX ซึ่งมี CNDT รวมอยู่ด้วยอยู่ที่ 6.5 พันล้านเหรียญ เมื่อแยกออกมาเป็น บริษัทต่างหาก ณ ปัจจุบัน มูลค่ากิจการของ XRX กับ CNDT รวมกันได้มูลค่าราว 9.9 พันล้านเหรียญ ทำให้ Icahn ได้กำไรจากดีลนี้ไปราว 50%



ทำไมตลาดถึงให้มูลค่าสองบริษัทตอนแยกจากกันสูงกว่าอยู่รวมกัน? จริงๆแล้วมีงานวิจัยมากมายที่กล่าวถึง การเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นโดยการแยกกิจการออกมาเป็นบริษัทจดทะเบียน โดยเหตุผลที่มีการกล่าวถึง เช่น การแยกบริษัทออกมาทำให้การบริหาร การควบคุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีการแยกความรับผิดชอบออกมาให้เห็นชัดเจน ลดการแย่งชิงการจัดสรรงบลงทุน และการลงทุนมีโฟกัสมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่ตามมาเช่น ต้นทุนการเงินอาจจะสูงขึ้น และต้นทุนพนักงานอาจจะสูงขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่สรุปว่า ผลสุดท้าย ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นมักเพิ่มขึ้นหลังการแยกกิจการ ซึ่งมีงานวิจัยทั้งที่ เป็นของตลาดพัฒนาแล้ว หรือตลาดเกิดใหม่ล้วนยืนยันในข้อสรุปนี้



ในกรณีของ XRX เห็นได้ชัดว่าการแยก CNDT ออกไปทำให้ผลขาดทุนลดลง การจัดสรรงบลงทุนดีขึ้น เพราะก่อนแยกกิจการดูเหมือนว่า CNDT ซึ่งมีรายได้น้อยกว่า กลับได้งบลงทุนมากกว่า นอกจากนั้น มีโอกาสที่ XRX จะปันผลมากขึ้นหากยังไม่มีแผนลงทุนใหม่ๆ สำหรับ CNDT เมื่อแยกออกมา ทำให้นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโต แต่ติดว่าเมื่อก่อนมีธุรกิจที่มีลักษณะถดถอยอยู่ด้วย ทำให้ไม่อยากลงทุน แต่ตอนนี้สามารถทำได้ง่ายขึ้น CNDT เองนั้น ถึงแม้ตัวกิจการดูเหมือนจะขาดทุนอยู่ แต่เป็นกิจการที่สามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระราว 300 ล้านเหรียญต่อปี และลูกค้าส่วนใหญ่ก็ต่อสัญญา จ้างกับบริษัท โดยมี renewal rate สูงถึง 86% นับว่ารายได้มีความมั่นคงสูง นักลงทุนจึงให้ความสนใจ



เท่าที่ผมได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับ Ichan มา สังเกตุเห็นว่ามีธีมการลงทุนลักษณะ “แยกกิจการ” เพื่อสร้างความ มั่งคั่งเป็นที่โปรดปรานของเขา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้น Ebay เพื่อแยก Paypal หรือ การซื้อหุ้น RJR เพื่อต้องการให้แยกธุรกิจ Nabisco ผู้ผลิตคุกกี้ Oreo และขนมขบเคี้ยวหลากหลาย ในปัจจุบันในตลาดหุ้นไทยก็มีหลายบริษัทต้องการสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นในลักษณะนี้ กลยุทธ์นี้จะประสบความสำเร็จเหมือนที่ ผ่านมาไหม? หรือว่าจะฉีกตำราทุกงานวิจัยที่มีมา? ในปีนี้คงมีหลายบริษัทให้นักลงทุนได้พิสูจน์กัน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...