ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

คอร์รับชั่นกับหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ข่าวคราวเกี่ยวกับการคอร์รับชั่นที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนี้นั้น  ในสายตาของ VI เราควรจะมองอย่างไร  เลิกลงทุนในหุ้นที่เป็นข่าวหรือไม่?  ปรับการให้มูลค่าหุ้น?  หรือ  อยู่เฉย ๆ?   เหนือสิ่งอื่นใด  ข่าวทั้งหลายเป็นเรื่องของ “อดีต”  ปัจจุบันทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  หรือไม่ก็  อนาคตก็คงไม่เป็นอย่างนั้นอีก   มาดูกัน

เรื่องของการคอร์รับชั่นหรือกินสินบนในวงราชการและรัฐวิสาหกิจนั้น  ถ้าจะพูดไปก็อาจจะบอกได้ว่ามีมาตลอดในประวัติศาสตร์ของไทย   แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติไปจากประเทศอื่น ๆ  ที่มีการพัฒนา  มีระบบการปกครองและเศรษฐกิจ  และมีรายได้ต่อหัวในระดับเดียวกัน  เพราะการคอร์รับชั่นนั้น   สำหรับผมแล้ว  มันเป็นเรื่องของ  “ระบบ” เป็นส่วนใหญ่   ไม่ใช่เรื่องของคุณสมบัติส่วนบุคคลของคนในแต่ละประเทศ

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  ประเทศที่พัฒนาแล้วและผู้คนมีรายได้สูงนั้น  การคอร์รับชั่นก็จะน้อยลง  ดูตัวอย่างประเทศในสแกนดิเนเวียที่มีการคอร์รับชั่นน้อยมาก  หรือแม้แต่สิงคโปร์หรือฮ่องกงที่เคยจนและเคยมีการคอร์รับชั่นสูงในอดีต  แต่เดี๋ยวนี้มีระดับการคอร์รับชั่นต่ำมากเทียบกับคนจีนด้วยกันในประเทศจีนที่ยังมีคอร์รับชั่นค่อนข้างสูงเพราะรายได้ประชากรยังต่ำกว่ามาก

ระบบเศรษฐกิจและการปกครองเองนั้นก็มีส่วนทำให้เกิดคอร์รับชั่นด้วย  โดยหลักการแล้วผมคิดว่าสังคมที่เปิดกว้างและมีการตรวจสอบได้สูงก็น่าจะทำให้การคอร์รับชั่นลดน้อยลงเทียบกับสังคมที่มีคนที่มีอำนาจเด็ดขาดและสังคมไม่กล้าตรวจสอบ  ประเด็นนี้ผมเองคิดว่ามาจากเหตุผลที่ว่าคนอาจจะกล้าที่จะโกงน้อยลงเนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับได้และถูกลงโทษ

ผมคิดว่าเหตุผลที่คนโกงหรือคอร์รับชั่นนั้นพื้นฐานจริง ๆ  น่าจะเป็นเรื่องของ “เศรษฐกิจ”  นั่นก็คือการ  “หาเงิน” หรือ “ทรัพยากร” ของมนุษย์ที่ “มีเหตุมีผล” และอิงอยู่กับทฤษฎีทางการเงินเรื่อง  “ผลตอบแทนกับความเสี่ยง” ที่บอกว่า  มนุษย์จะประเมินตลอดเวลาเวลาที่จะทำอะไรว่า “ผลตอบแทน” ที่เขาจะได้คืออะไรและมันคุ้มกับ “ความเสี่ยง” ที่เขาจะต้องรับหรือไม่

แน่นอน  ในสังคมสมัยใหม่นั้น  ผลตอบแทนก็คือ “เม็ดเงิน” ที่เขาจะได้  ยิ่งโอกาสได้เงินมากเมื่อเทียบกับเงินที่เขามีอยู่  ผลตอบแทนก็จะมาก  เมื่อผลตอบแทนมาก  เขาก็จะกล้าเสี่ยงมากขึ้น   ในด้านของความเสี่ยงนั้น  ในด้านของการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือกินสินบนนั้นก็คือความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ซึ่งจะทำให้เขาต้องติดคุก ถูกยึดเงินคืน และเสียชื่อเสียงอย่างหนักในสังคม

โดยทั่วไปคนก็จะประเมินว่ามัน “คุ้ม” ไหมที่จะคอร์รับชั่นถ้าเขา “มีโอกาส”  ที่จะทำ  ถ้าเขาดูแล้วว่ามีความเสี่ยงต่ำมากหรือแทบไม่มีโอกาสเลยที่จะถูกจับได้หรือแม้แต่จะทำให้คนอื่นสงสัย  เขาก็จะ “โกง”  ในอีกด้านหนึ่ง  ถ้าเม็ดเงินที่จะได้จากการคอร์รับชั่นสูงหรือสูงมากเมื่อเทียบกับเงินของตนเองที่มีอยู่  เขาก็อาจจะอยากโกงทั้งที่มีความเสี่ยงพอสมควรที่อาจจะถูกจับได้  ในกรณีแบบนี้  บางทีเขาก็จะต้องพยายาม  “ลดความเสี่ยง”  อาจจะโดยการขอรับเงินเป็นธนบัตรหรือเป็นเงินโอนในต่างประเทศที่  “ปลอดภัย”  จากการตรวจสอบเช่นในประเทศที่เป็น Tax Heaven เช่น  ในหมู่เกาะ Cayman เป็นต้น

ในประเทศที่เจริญแล้วนั้น  การคอร์รับชั่นน้อยลงผมคิดว่ามาจากเหตุผลที่ว่าคนส่วนใหญ่มีรายได้สูงในขณะที่ผลตอบแทนจากการโกงนั้นมีไม่มาก  นั่นทำให้ข้าราชการส่วนใหญ่ที่มีโอกาสที่จะโกงไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ  และนี่ส่งผลให้คนบางคนที่จะคอร์รับชั่นเงินจำนวนมากทำได้ยากขึ้นเนื่องจากการคอร์รับชั่นรายการใหญ่นั้นมักจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนหลาย ๆ  คนหรือหลาย ๆ  ฝ่าย  สถานการณ์แบบนี้ทำให้การโกงน่าจะค่อย ๆ  ลดลงไปจนเกิดวัฒนธรรมที่ว่าไม่มีใครคิดอยากจะโกงหรือถึงคิดก็ทำไม่ได้  นอกจากนั้น  ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มักจะมีระบบการปกครองที่ไม่ได้ให้อำนาจกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากนัก  ส่วนใหญ่แล้วอำนาจอยู่ที่ “ตัวบทกฎหมายที่ไม่ต้องตีความ”  โดยข้าราชการหรือนักการเมืองที่ในประเทศกำลังพัฒนามักจะมีอำนาจ “อนุมัติ” ดังนั้น  โอกาสที่จะคอร์รับชั่นในประเทศพัฒนาแล้วจึงมีน้อยกว่า

ผมไม่มีเนื้อที่พอที่จะอธิบายว่าทำไมประเทศกำลังพัฒนาจึงมักมีการคอร์รับชั่นที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วแต่ผู้อ่านก็น่าจะวิเคราะห์ได้ว่าทำไม  เนื่องจากมันก็คือเหตุผลด้านตรงกันข้าม  แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ  การคอร์รับชั่นของไทยนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่แปลก” จากประเทศอื่นที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและการปกครองคล้าย ๆ  กัน  และ “ถ้า” ประเทศไทยสามารถพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว”  การคอร์รับชั่นก็จะค่อย ๆ  ลดลงไปเอง

ในส่วนของการลงทุนในหุ้นของรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทที่ “รัฐเป็นเจ้าของ”  นั้น  ผมก็คิดว่าการคอร์รับชั่นก็จะยังอยู่ต่อไป  เพราะการคอร์รับชั่นก็ยังคุ้มที่จะทำ  แต่ผมคิดว่าจากเหตุการ “การเปิดโปงคอร์รับชั่นย้อนหลัง” ที่มาจากประเทศที่เจริญแล้วครั้งนี้จะทำให้  “ความเสี่ยงในการถูกจับได้” เพิ่มขึ้นมาก  ซึ่งก็น่าที่จะทำให้การคอร์รับชั่นในอนาคตลดลง  อย่างน้อยก็ในรายการที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ



ในส่วนของหุ้นเองนั้น  ผมเองคิดว่าการคอร์รับชั่นในบริษัทจดทะเบียนที่เป็นของรัฐนั้น  เป็น  “ต้นทุน”  ที่เพิ่มขึ้นในการทำธุรกิจ  ถ้าบริษัทสามารถ “ส่งผ่านต้นทุน” นั้นให้กับผู้บริโภคได้หมด  บริษัทก็ยังสามารถทำกำไรได้เหมือนเดิม  เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก  แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ต้องแข่งขันกับเอกชนโดยเฉพาะในระยะหลังที่มีการเปิดเสรีการทำธุรกิจมากขึ้น  บริษัทเหล่านั้นก็จะมีปัญหาในการประกอบการและจึงเป็นหุ้นที่ควรจะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นกิจการที่มีโอกาสถูกคอร์รับชั่นได้มาก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...