ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่เคยเล่นไพ่  “ป๊อกเด้ง” หรือแม้แต่เกมการพนันอื่น ๆ   และเป็นคนที่เข้าใจหลักการทางสถิติและผลตอบแทนจากผลลัพธ์ที่ออกมาจากเกมการพนันก็จะเข้าใจว่า  ในเกม “การพนัน” นั้น  “เจ้ามือ”  จะมี “แต้มต่อ”  หรือมีความได้เปรียบ  “คนเล่น”  บางอย่างทาง “สถิติ”  นั่นก็คือ  ถ้าเกมการพนันนั้นดำเนินไปเรื่อย ๆ  บ่อย ๆ ครั้ง  เจ้ามือก็จะ  “กิน” หรือ “ได้เงิน” จากคนเล่น  ส่วนคนเล่นโดยเฉลี่ยแล้วก็จะ “ถูกกิน”  หรือเสียเงินให้กับเจ้ามือ   นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับ “เจ้าของบ่อน” ที่เป็นคนจัดสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ  ที่ใช้ในการเล่นแต่ละครั้ง   แน่นอนว่าในการเล่นพนันแต่ละรอบนั้น  บางทีคนเล่นก็ได้กำไรกินเงินเจ้ามือ  บางครั้งบางช่วงก็กินติดต่อกันหลาย ๆ รอบจนเจ้ามือแทบจะหมดตัวหรือหมดตัวได้  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเจ้ามือมีเงินมากพอที่จะเล่นไปได้เรื่อย ๆ  และคนเล่นก็พร้อมที่จะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ    โอกาสก็เป็นไปได้ว่าเจ้ามือจะทำกำไรได้เสมอ

            แต้มต่อหรือข้อได้เปรียบของเจ้ามือในแต่ละเกมการพนันนั้นไม่เหมือนกัน  การพนันอย่าง  “หวยใต้ดิน” นั้น  ในทางสถิติแล้วโอกาสที่จะถูกเลขท้ายสองตัวคือ 1 ใน 100  แต่ผลตอบแทนที่จะได้ของคนเล่นก็คือ  ถ้าถูกก็จะได้แค่ 60 บาท  ดังนั้น  เจ้ามือหวยก็จะได้กำไรโดยเฉลี่ยคือ 40 บาท หรือ 40% ของการออกหวยแต่ละงวด  นี่เป็นเกมที่เจ้ามือหวย  “กิน”  หรือทำกำไรได้ง่ายและตรงไปตรงมา  ในเกมป๊อกเด้งนั้น  ความได้เปรียบของเจ้ามือมีความซับซ้อน  การแพ้ชนะของแต่ละเกมนั้นคนเล่นหรือเจ้ามือต่างก็จะได้เงินหรือเสียเงินเท่า ๆ  กันขึ้นอยู่กับแต้มของแต่ละฝ่าย  อย่างไรก็ตาม  เจ้ามือนั้นมี “ข้อได้เปรียบ” ก็คือ  เขามีสิทธิที่จะเรียกดูไพ่ของคนเล่นก่อน  โดยเฉพาะถ้าคน ๆ  นั้น “จั่ว” หรือเรียกไพ่หลายใบและมีโอกาสสูงที่จะ  “ตาย”  ซึ่งจะทำให้เขาสามารถ “กิน” คนเล่นคนนั้นก่อนที่ตัวเขาเองจะจั่วไพ่ใบต่อไป   ข้อได้เปรียบแบบนี้ถ้าเรียกในภาษาวิชาการหน่อยก็คือ  เจ้ามือมี  “Option”  หรือมี “สิทธิ”เหนือคนเล่นซึ่งจะทำให้เขามีโอกาส “ชนะ” สูงกว่า

ตลาดหุ้นนั้น  โดยรวมแล้วเราอาจจะบอกว่าไม่ใช่  “บ่อนการพนัน”  เพราะมันไม่ใช่สถานที่ที่คนเข้ามาเล่น “กินเงิน” กันโดยอาศัยผลลัพธ์ที่เป็นการละเล่นบางอย่างที่ไม่ก่อให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” ที่เป็นเม็ดเงิน   ตลาดหุ้นนั้นมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจสร้างผลกำไรและจ่ายปันผลให้กับคนที่เข้ามา “ลงทุน” ซื้อหุ้นไว้  แต่ละปีตลาดหุ้นไทยจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนหลายแสนล้านบาท  คนที่เข้ามาเล่นหุ้นโดยเฉลี่ยแล้ว “ได้เงิน” หรือได้ผลตอบแทนเกือบทุกปีแม้จะต้องจ่ายค่าบริการให้แก่เจ้าของสถานที่ซึ่งก็คือตลาดและคนให้บริการซึ่งก็คือโบรกเกอร์แล้ว

อย่างไรก็ตาม  ยกเว้นเรื่องของผลตอบแทนโดยรวมของนักลงทุนแล้ว  การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยก็มี “อาการ”  แทบทุกอย่างคล้าย ๆ  กับ “การพนัน”  และคนที่เข้ามาซื้อขายหุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ลงทุนส่วนบุคคลก็เข้ามาซื้อขายหุ้นในแบบที่อาจจะเรียกว่าเข้ามาเล่น “การพนัน”  พวกเขาไม่ใคร่สนใจลงทุนเพื่อที่จะรอรับปันผลประจำปี  เขาลงทุนเพื่อที่จะทำกำไร  “เป็นรอบ ๆ” คล้าย ๆ  กับการพนันที่มักจะเล่นเป็นรอบ ๆ  เหมือนกัน  นอกจากนั้น  การซื้อขายหุ้นก็มักจะเล่นเป็นตัว ๆ  และบ่อยครั้งหุ้นตัวนั้นก็จะมี  “เจ้ามือ” ที่จะเข้ามาคอยชี้นำชักชวนให้คนเข้ามาเล่น  พูดไปก็คล้าย ๆ  กับว่าตลาดหุ้นนั้นเป็นแหล่งกลางที่ผมไม่อยากเรียกว่า  “บ่อน”   ที่มี “วงพนัน”  หลาย ๆ  วงที่เกิดรอบ ๆ  หุ้นบางตัวโดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กในแง่ของขนาดของธุรกิจ  และก็มีคนที่ทำตัวเหมือน “เจ้ามือ” หุ้นตัวนั้น

แต้มต่อของ “เจ้ามือหุ้น” ส่วนใหญ่ในความเห็นของผมก็คือ  “Option” หรือ “สิทธิ”  ที่เขาจะมีเหนือ “คนเล่น”  ที่เข้ามาเล่นหุ้นตัวที่เขาเป็น “เจ้ามือ”   Option แรกที่เจ้ามือหุ้นจะได้ก็คือการที่เขาซึ่งมักจะมีเม็ดเงินมากเมื่อเทียบกับขนาดของหุ้นหรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือขนาดของ  Free Float หรือจำนวนและมูลค่าหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด  เขาจะเข้ามาซื้อหุ้นในราคาที่ “ถูก” ก่อนคนอื่น  ไม่ว่าจะเป็นการทยอยเก็บหรือขอซื้อหุ้นบล็อกใหญ่จากเจ้าของหรือบริษัท   แน่นอน  นี่ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายแต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่สอดคล้องระหว่างคนให้กับคนรับ  ดังนั้น  มันจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

เจ้ามือหุ้นนั้นมักจะมีโอกาสที่จะ “ประชาสัมพันธ์” หรือ “เชียร์หุ้น”  ผ่านกระบวนการต่าง ๆ  ตั้งแต่การปล่อยข่าวและบทวิเคราะห์ที่ดี ๆ  ทุกด้านของบริษัท  และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการ  “ยืนยัน”  ความ  “ถูกต้อง”  ด้วย   “ราคาหุ้น” ที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อม ๆ  กับการเผยตัว “ผู้ถือหุ้นใหญ่”  ทั้งสถาบันและบุคคลที่น่าเชื่อถือ  และสุดท้ายก็คือ “ผลประกอบการ” ของบริษัทที่เติบโตน่าประทับใจ  ทั้งหมดนั้นทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นจนนักเล่นหุ้นจำนวนมาก  “ทนไม่ไหม” และเข้าร่วม “เล่น” ซึ่งก็มักจะส่งผลให้หุ้นถูก  “Corner” หรือจำนวนหุ้นหมุนเวียนเหลือน้อยกว่าความต้องการมาก  ผลก็คือ  ราคาหุ้นขึ้นสู่ “อวกาศ” ค่า PE สูงเป็น 50 เท่า 100 เท่า โดยที่กำไรของบริษัทไม่อาจจะรองรับได้แม้ว่าบริษัทอาจจะโตปีหน้าได้ 50% แต่อนาคตระยะยาวจะไม่สามารถทำได้

Option ของเจ้ามือหุ้นอาจจะรวมถึงการได้รับข้อมูลลึก ๆ  ที่คนเล่นไม่มี  แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าเจ้ามือหุ้นนั้นมักจะรู้ “สถานะ”  ของการหมุนเวียนของการซื้อขายหุ้นเนื่องจาก…เขาทำเอง   เขาอาจจะสามารถ  “ออกของ”  หรือขายหุ้นในยามที่หุ้นกำลังขึ้นสูงมาก  เขาอาจจะต้องหยุดขายและกลับมาซื้อถ้าหุ้นตกลงเพื่อประคองราคา  เขาทำได้ถูกต้องเพราะเขา  “นับหุ้น” อยู่ตลอดเวลา   สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้เป็นข้อได้เปรียบของเจ้ามือหุ้นที่มักจะทำให้พวกเขาได้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับ “คนเล่น” ที่หวังกำไรเร็วโดยไม่รู้ว่าการซื้อขายหุ้นตัวนั้นมันคือ “การพนัน”  ที่ถูกออกแบบไว้ให้เจ้ามือกำไรมากในขณะที่คนเล่นนั้นมีโอกาส “เจ๊ง” สูงมาก  วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงความสูญเสียก็คือ  อย่าเล่นถ้ารู้ว่าหุ้นมี “เจ้ามือ”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...