ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


 การเป็นนักลงทุนแบบ “Focus” ที่เลือกหุ้นลงทุนเพียงไม่กี่ตัวและ “ถือยาว”  นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์กิจการรวมถึงราคาของหุ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน  หนึ่งในนั้นก็คือการดูผู้บริหารและเจ้าของว่ามีการบริหารงานอย่างไร  ในเรื่องของฝีมือหรือความสามารถในการทำงานนั้น  โดยปกติเราก็จะดูได้จากผลประกอบการย้อนหลังหลาย ๆ  ปีและผลงานการค้าขายสินค้าแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้  แต่ในด้านของคุณสมบัติทางด้านความประพฤติซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตนั้น  สิ่งที่เราจะต้องดูก็คือดูพฤติกรรมหรือการกระทำเป็นครั้ง ๆ ที่เขาทำในฐานะผู้บริหารที่บางเรื่องก็ต้องประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์

            ทุกครั้งที่มีข่าวของบริษัทจากปากของผู้บริหารนั้น  ผมก็มักจะอ่านหรือรับฟังและก็คิดว่ามันมีความหมายอย่างไรต่อบริษัทหรือต่อหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดู  “แปลก” หรือ  “ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ” ในสายตาของผม  แต่แน่นอนว่าต้องเป็นประโยชน์แก่เจ้าของหรือผู้บริหารมิฉะนั้นเขาก็คงไม่ทำ  นี่ก็เป็นเรื่องของ “พฤติกรรมชวนสงสัย”  ของนักลงทุนแบบ VI ที่มักจะ “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ

            พฤติกรรมชวนสงสัยที่พบเจอบ่อย ๆ  โดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นบูมมาก ๆ  กลุ่มแรกก็คือการประกาศเกี่ยวกับเรื่องของเงินทุนหรือหุ้นซึ่งบางทีก็เรียกว่า  “Financial Engineering”  ถ้ามันดูซับซ้อนและมีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็น  Derivative เช่นพวก วอแรนต์ ที่ออกมาแจกให้ผู้ถือหุ้นหรือแถมให้กับคนที่เข้ามาซื้อหุ้นใหม่เป็นต้น

            ลำพังการออกหุ้นหรือวอแรนต์นั้น  อาจจะไม่ได้มีอะไรน่าสงสัยถ้ามันมีเหตุผลทางธุรกิจเพียงพอ  แต่การแจกในปริมาณที่มากและออกมาบ่อยมากในราคาที่ถูกมากและเม็ดเงินที่คาดว่าจะได้กับธุรกิจที่จะทำก็มีความไม่แน่นอนสูงมาก  ในกรณีแบบนี้  ผมก็มักจะสงสัยว่าบริษัทอาจจะกำลัง  “พิมพ์เงินกงเต็ก”  ออกมาขายให้กับคนที่ไม่เข้าใจมูลค่าของมันแต่ต้องการมาซื้อขายเก็งกำไรซึ่งในที่สุดก็มักจะขาดทุนอย่างหนักในขณะที่เจ้าของและผู้ถือหุ้นเดิมก่อนที่จะมีการประกาศนั้นได้กำไรจากการทำแบบนี้อย่างง่าย ๆ

            พฤติกรรมชวนสงสัยกลุ่มที่สองก็คือเรื่องของการดำเนินงานภายในบริษัท  เรื่องที่ผมสงสัยและเห็นอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในยามที่ภาวะของอุตสาหกรรมหรือบริษัทเริ่ม “โตยากขึ้น” ก็คือการซื้อทรัพย์สินหรือซื้อหุ้นหรือกิจการอื่นที่เรียกว่าทำ M&A ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องปกติในทางธุรกิจถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือมากพอและสามารถซื้อกิจการที่ตนเองมีความสามารถในการดำเนินการได้ดีกว่าเจ้าของเดิมรวมถึงสามารถซื้อได้ในราคาที่ยุติธรรม

            ประเด็นที่น่าสงสัยในการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นของกิจการอื่นนั้นเรื่องแรกก็คือ  บริษัทเองอาจจะ “ไม่มีเงิน”  หรือมีเงินสดน้อยแต่กลับมีหนี้สูงและอาจจะต้องเพิ่มทุนมาซื้อ  และ/หรือ บริษัทไม่ได้มีความรู้หรือเคยทำธุรกิจนั้นมาก่อน  และ/หรือ บริษัทไม่ได้ซื้อในราคาที่ยุติธรรมแต่เป็นราคาที่  “แพงมาก”  หรือในบางกรณีก็อาจจะเป็นการซื้อในธุรกิจเดิมของบริษัทแต่เป็นการซื้อในต่างประเทศที่บริษัทไม่เคยทำธุรกิจหรือไม่คุ้นเคยแต่กลับกล้าซื้อบริษัทด้วยเม็ดเงินมหาศาลหรือมีนัยสำคัญทั้ง ๆ  ที่กิจการนั้นไม่ได้มีประวัติของความสำเร็จทางธุรกิจที่ยาวพอหรือบางทีบริษัทนั้นมีปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ด้วยซ้ำ

            เป็นไปได้ว่าผู้บริหารอาจจะไม่เข้าใจและตัดสินใจผิดในการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นของกิจการอื่น   แต่ในบางกรณีผมเองก็สงสัยว่าแรงจูงใจของผู้บริหารและเจ้าของอาจจะมาจากการที่เขาจะได้ประโยชน์โดยที่บริษัทเองอาจจะเสียประโยชน์ก็เป็นได้  ข้อแรกก็คือ  ถ้าเจ้าของ  “เล่นหุ้น”  เขาก็อาจจะใช้การซื้อกิจการโดยเฉพาะกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรงมาช่วยดันราคาหุ้นของบริษัท  ซึ่งก็จะทำให้เขาได้กำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นมหาศาลโดยเฉพาะในระยะเวลาอันสั้น  ข้อสองที่อาจจะเป็นไปได้ก็คือ  การซื้อทรัพย์สิน  หุ้น และกิจการ โดยเฉพาะจากเอกชนที่ไม่ต้องรายงานหรือถูกตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นนั้น  คนขายอาจจะสามารถ  “ทอนเงิน”  ให้กับคนซื้อเป็น “ส่วนตัว” ได้

            ประเด็นน่าสงสัยในพฤติกรรมของผู้บริหารเรื่องสุดท้ายก็คือการที่ผู้บริหารมีความ  “กระตือรือร้นกับราคาหุ้น” ของบริษัทในตลาดมากเป็นพิเศษ  เช่น  ชอบแถลง “ข่าวดี” ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนของบริษัทอย่างถี่ยิบผ่านสื่อเกี่ยวกับการลงทุน  คาดการณ์ Market Cap. ในอนาคตของบริษัทที่สูงลิ่ว  เน้นเป็นนัยว่าราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐาน   ดึงนักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเข้ามาร่วมถือหุ้น  บางคนก็ซื้อขายหุ้นของบริษัทเองบ่อย ๆ  ครั้งแต่ในจำนวนครั้งละไม่มากคล้าย ๆ  กับการ “ส่งสัญญาณ” ให้กับตลาด

            แน่นอนว่าการแถลงผลงานและกิจกรรมของบริษัทสำหรับผู้บริหารนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดแม้ว่าจะทำค่อนข้างถี่ยิบ  ว่าที่จริงอาจจะเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ  แต่คนที่ทำมากเกินไปและไปเน้นถึงราคาหุ้นมากรวมถึงการที่ตนเองเองเข้ามา  “เล่นหุ้น” ทั้งเปิดเผยและอาจจะลับนั้น  ก็ทำให้ผมสงสัยว่าเขากำลังพยายามดันราคาหุ้นและล่อให้เราเข้าไปรับซื้อในราคาแพงหรือเปล่า?

            ว่าที่จริงยังมีพฤติกรรม  “ชวนสงสัย” ของผู้บริหารอีกมากมายหลายอย่างซึ่งรวมถึงผู้บริหารที่ “ปิดตัวเงียบ” และบริหารแบบเหมือนบริษัท  “ส่วนตัว” และโดยที่เขาแทบไม่สนใจราคาหุ้นเลย  แต่นี่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่าเขามีพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะ “เอาเปรียบนักลงทุน” อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ยอมจ่ายปันผลในอัตราที่ยุติธรรมทั้ง ๆ  ที่บริษัทมีกำไรที่ดี  เหตุผลที่ว่าจะเก็บเงินไว้เพื่อขยายงานหรือเผื่อสำหรับความปลอดภัยในอนาคตนั้นส่วนใหญ่แล้วก็มักจะ  “ฟังไม่ขึ้น”



            ทั้งหมดนั้นก็เป็นกรณี  “น่าสงสัย”  ของผู้บริหารที่เราจะต้องวิเคราะห์และติดตามใกล้ชิด  เขาอาจจะไม่ได้ทำหรือเป็นอย่างที่เราคิด  บางทีเราอาจจะคิดหรือวิเคราะห์ผิดเองก็เป็นได้  ประสบการณ์จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราควรจะเกี่ยวข้องกับบริษัทหรือหุ้นดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...