ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หุ้นเล็กแสนล้าน / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว  Trinh Van Quyet ประธานบริษัท FLC Group และเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท Faros Construction ในตลาดหุ้นเวียตนาม วัย 41 ปี ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในตลาดหุ้นเวียตนามด้วยมูลค่าหุ้นรวมกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยจะมีใครรู้จัก  การที่เขากลายเป็นบุคคลที่ “มั่งคั่งที่สุด” ใน  “ชั่วข้ามคืน”  นั้น  เป็นเพราะหุ้นบริษัทก่อสร้าง Faros ที่มีชื่อย่อของหุ้นว่า  ROS ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดเมื่อเดือนกันยายน 2016  มีราคาเพิ่มขึ้น 10 เท่าเป็นประมาณ 170 บาทต่อหุ้นภายในเวลา 3 เดือน  หุ้น ROS ยัง “ร้อนแรง” ต่อมาจนถึงวันนี้และมีราคาประมาณ  240 บาทต่อหุ้น  Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้น ROS สูงถึงประมาณหนึ่งแสนล้านบาทไทยและมีส่วนที่มีนัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นโฮจิมินเพิ่มขึ้นมากและเป็นจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วย  หุ้น ROS ใหญ่โตติดอันดับ 1 ใน 10 หุ้นที่ใหญ่ที่สุดของตลาดและมี Market Cap. ประมาณ 4-5% ของตลาด  การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดที่ทุกคนต้องจับตามอง

แต่ใน “โลกของความจริง” ที่อิงอยู่กับพื้นฐานทางธุรกิจนั้น  หุ้น ROS ณ. ปัจจุบันก็ยังเป็น  “หุ้นเล็ก” ที่มียอดขายปีที่แล้วเพียงประมาณ  5,000 ล้านบาท และถ้ามองย้อนหลังไปอีกปีหนึ่งคือปี 2015 บริษัทมียอดขายเพียง 750 ล้านบาท  กำไรของปี 2015 อยู่ที่ประมาณ 130 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2016 กำไรกระโดดขึ้นมา “หลายเท่าตัว” เป็นประมาณ 640 ล้านบาท  และถ้าคิดเปรียบเทียบกับบริษัทหรือหุ้นก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปในตลาดหุ้นเวียตนามที่มักจะมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่าแล้ว  Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นของ ROS ก็ไม่น่าจะเกิน 6,400 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง  ค่า PE ของ ROS กลับสูงถึง 160 เท่า ค่า PB สูงถึง 15 เท่า  ดูเหมือนว่า “นักเก็งกำไร” ชาวเวียตนามเองจะไม่สนใจว่าราคาหุ้นจะแพงแค่ไหน  เพราะปริมาณการซื้อขายหุ้นตัวนี้คึกคักติดอันดับต้น ๆ  ทุกวัน

ก่อนหน้าการปรากฏตัวของหุ้น ROS นั้น  ถ้าพูดถึงหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับ “ยักษ์” ของเวียตนาม  ทุกคนก็จะต้องพูดถึงหุ้น Vingroup หรือหุ้น VIC ที่เป็นเจ้าของและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทตั้งแต่ช็อปปิงมอลขนาดใหญ่  คอนโดและบ้านเพื่อขาย  อาคารสำนักงาน  และอื่น ๆ  อีกมาก  ที่มีเจ้าของเป็นคนรวยอันดับหนึ่งของประเทศ  หุ้น VIC เองนั้นต้องถือว่าเป็น  “เจ้าพ่อ” ทางด้านอสังหาริมทรัพย์เพราะยอดขายของบริษัทปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 90,000 ล้านบาท หรือประมาณ 18 เท่าของ ROS แต่มี Market Cap. เพียง 170,000 ใหญกว่า ROS เพียง 70%

ปรากฏการณ์   “หุ้นเล็กแสนล้าน”  หรือ  “หุ้นจิ๋วหมื่นล้าน” หรือในความหมายที่ครอบคลุมกว่าก็คือปรากฏการณ์ที่หุ้นที่มีขนาดธุรกิจขนาดเล็กบางบริษัทมีมูลค่าหุ้นใหญ่มากจน  “ไม่น่าเชื่อ”  และนักธุรกิจที่อยู่ในวงการเดียวกันก็คิดว่า  “เป็นไปไม่ได้”   แต่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นก็ยังเข้าไปซื้อขายกันอย่างหนักและบางทีนักวิเคราะห์ก็ยังเชียร์ให้ซื้อเพราะราคาก็ยัง  “ต่ำกว่าพื้นฐาน” นั้น  ดูเหมือนว่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายคลึงกันไม่ว่าจะอยู่ในตลาดหุ้นไหน

คุณสมบัติแรกที่ผมคิดว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญก็คือ  บริษัทจะต้องมีการเติบโตของรายได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไร แบบ  “ก้าวกระโดด”  ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา  เช่น ในกรณีของหุ้น ROS ที่กำไรโตขึ้นถึงเกือบ 4 เท่า หรือ 400% ที่จะทำให้นักวิเคราะห์สามารถใช้เกณฑ์  PEG ที่บอกว่าถ้าบริษัทโตกี่เปอร์เซ็นต์ก็สามารถมีค่า PE เท่านั้นเท่า  ดังนั้น  ในกรณีแบบหุ้น ROS  ถ้าค่า PE ของหุ้นไม่เกิน 400 เท่าก็น่าจะยัง OK

คุณสมบัติข้อสองก็คือ  จะต้องมี “Story” หรือเรื่องราวที่สามารถแสดงได้ว่าอนาคตของบริษัทจะโตต่อไปได้อีกมาก  เช่น ในกรณีของ ROS ก็คือ  บริษัทเริ่มมีแผนทำรีสอร์ทขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่ละแห่งลงทุนในระดับหมื่นล้านบาท  นอกจากนั้น  ถ้ามองออกไปไกล ๆ  บางทีอาจจะ 3-5 ปี  จะมีการลงทุนรวมกันถึงแสนล้านบาทและทั้งหมดนั้นอยู่ในสถานที่ที่  “สุดยอด”  เช่น ที่เกาะฟูก๊วก  เมืองตากอากาศอันดับหนึ่งที่รัฐบาลกำลังโปรโมต เป็นต้น

คุณสมบัติข้อสามก็คือ  หุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหุ้นจะต้องมีไม่มาก  ในกรณีของ ROS เองนั้น  หุ้นอยู่ในมือของ Mr. ตรินห์มากกว่า 70%  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ “ผิดปกติ” ในตลาดหุ้นเวียตนามที่หุ้นมักจะอยู่ในมือของรัฐวิสาหกิจ  หุ้นบริษัทเอกชนนั้น  ส่วนใหญ่ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จะถือหุ้นไม่มากและมักจะไม่เกิน 25%  คุณสมบัติข้อนี้จะทำให้หุ้นสามารถถูก  “Corner”  หรือถูก  “ต้อนเข้ามุม”  โดยนักลงทุนส่วนบุคคลหรือนักเก็งกำไรรายใหญ่ได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นไปได้เรื่อย ๆ  ตราบที่ยังมีคนสนใจจะเข้าไปเล่นเก็งกำไรสั้น ๆ  มากขึ้นเรื่อย ๆ

ประเด็นสุดท้ายก็คือ  ทำไมคนที่ถือหุ้นมาก ๆ  ไม่ขายหุ้นเพื่อที่จะทำกำไรระดับ “มโหฬาร”  ถ้าเขาคิดว่าราคาหุ้นมันสูงเกินไปแล้ว?  หรือเขาเองรู้หรือเชื่อว่าบริษัทของเขานั้นมันดีจริงและน่าจะมีมูลค่าหุ้นตามที่เห็น  ดังนั้น  เขาก็ไม่ขาย?   ข้อนี้ผมเองก็ไม่รู้  ผมเพียงแต่เห็นจากประสบการณ์ว่า  หุ้นเล็กแสนล้านหรือหุ้นจิ๋วหมื่นล้าน  นั้น  ไม่ว่าเจ้าของหรือผู้บริหารหรือคนที่ถือหุ้นรายใหญ่จะมั่นใจแค่ไหนในตัวธุรกิจ   หุ้นเกือบทุกตัวในที่สุดก็กลับมามีมูลค่าสอดคล้องกับพื้นฐานที่เป็นจริงนั่นก็คือ  เป็นหุ้นที่มีมูลค่าเล็กหรือมูลค่าจิ๋วตามขนาดของธุรกิจ  มีโอกาสน้อยมากที่หุ้นที่ขึ้นไป 10 เท่าหรือ 10 เด้งในเวลาอันสั้นแล้วขึ้นต่อไปอีกมาก  ส่วนใหญ่แล้ว  มันมักจะลงกลับมา 5-8 เด้งถ้ากิจการไม่ได้เลวร้ายอะไร  แต่ในบางกรณีถ้ามีการฉ้อฉล  บางทีก็ลงมากกว่านั้น   ในบางกรณีที่กิจการไปได้ดีจริง  คือกิจการก็โตต่อไปในระดับที่ดีพอใช้  หุ้นก็อาจจะพอรักษาระดับอยู่ได้

ประสบการณ์เหล่านั้นผมเองคิดว่าไม่ใช่ว่าเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่รู้  ถ้าเขาสามารถปล่อยหรือขายหุ้นออกไปได้เขาก็คงจะทำ   แต่การขายหุ้นโดยเฉพาะในยามที่หุ้นกำลังวิ่งแรงหรือคงระดับราคาอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อราคาหุ้นนัก  มันอาจจะทำให้หุ้นตกลงมาอย่างเร็วจน “มูลค่าความมั่งคั่ง” หดหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะขายได้มากพอ  ดังนั้น  ผมคิดว่าคนที่มีหุ้นมากคงต้องพยายาม “จัดการ”เรื่องของราคาหุ้นให้สูงพอและมีเสถียรภาพที่จะขายได้  อย่างไรก็ตาม  บ่อยครั้งเขาก็ไปไม่ถึงจุดนั้น  หุ้น “ถล่มทลาย” แบบ “ไม่ทันรู้ตัว” และความฝันที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเท่านั้นเท่านี้ก็อาจจะหายวับไปกับตา  ประสบการณ์ของผมเองก็นึกไม่ออกว่ามีกรณีไหนที่สุดท้ายเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ขายหุ้นได้ทัน  หรือบางทีผมอาจจะไม่รู้จริงก็ได้  สำหรับผมแล้ว  ผมไม่ซื้อหุ้นเหล่านั้นแน่นอน  คำทำนายของผมในกรณีหุ้น ROS ก็คือ  มันก็จะถอยกลับไปอยู่ในที่ที่มันควรจะเป็น-ไม่ช้าก็เร็ว  ทั้งหมดที่เขียนมาก็เพื่อที่จะเตือนสตินักลงทุนรายย่อยของไทยเองที่มักจะเจอหุ้นแบบ ROS  ว่าที่จริงเรามีมากกว่ามากในตลาดหุ้นไทย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...