ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ปรุงกำไร / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



ตัวเลข “กำไรสุทธิ” ของบริษัทจดทะเบียนนั้น  บางครั้งมันก็อาจจะไม่ใช่ตัวที่ชี้ว่าบริษัทกำลังทำผลงานทางธุรกิจได้ดีและจะโตขึ้นเรื่อย ๆ  ในระยะยาว  แต่พอบริษัทมีกำไรเติบโตโดดเด่น  โดยเฉพาะติดต่อกันมาซัก 2-3 ปีหรือบางทีน้อยกว่านั้นด้วย  ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่น่าเชื่อ   ซึ่งก็จะทำให้คนที่มีหุ้นมากหรือคนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนสามารถทำกำไรจากหุ้นได้มหาศาลในระยะสั้น  ดังนั้น  กำไรของบริษัทจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนในแวดวงตลาดหุ้นสนใจกันมากที่สุดตัวหนึ่ง  เพราะมันทำให้รวยหรือเจ๊งได้

เหตุผลที่ตัวเลขกำไรสุทธิในระยะสั้นอาจจะไม่ใช่เครื่องบ่งบอกความดีของบริษัทในระยะยาวนั้น  อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเลข “กำไร”  นั้น  เป็นตัวเลข  “ทางบัญชี”  ที่บางส่วนขึ้นอยู่กับ  “ความเห็น” ของผู้บริหารและเจ้าของหุ้นที่มีอำนาจในการจัดการบริษัทด้วย   และกิจการหลายอย่างนั้น  ความเห็นที่แตกต่างก็อาจจะทำให้กำไรแตกต่างกันได้มาก  เช่น  ถ้ามีความเห็นแบบหนึ่งก็กำไรมาก  แต่ถ้ามีความเห็นอีกแบบหนึ่งก็อาจจะทำให้บริษัทขาดทุนได้  เรียกว่ากำไรนั้นสามารถ  “ปรุงแต่ง”  ได้โดยความเห็นของฝ่ายจัดการและเจ้าของหุ้นที่มีอำนาจ—ในระยะสั้น

แรงจูงใจที่จะปรุงแต่งกำไรให้เติบโตโดดเด่นในช่วงสั้น ๆ  2-3 ปีนั้น  มักจะมาจากการที่ฝ่ายบริหารและ/หรือเจ้าของหุ้น  ต้องการทำกำไรจากหุ้นที่ตนเองถืออยู่หรือไม่ก็เป็นเรื่องของการต้องการแสดงผลงานที่โดดเด่นในช่วงนั้นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม   วิธีการ “ปรุงกำไร”  นั้น  บางครั้งก็ไม่ผิดกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย  แต่หลายครั้งก็ผิดโดยเฉพาะเมื่อถูกจับได้โดยหน่วยงานควบคุมของรัฐเช่น  กลต. เป็นต้น   โดยทั่วไปแล้ว   การปรุงกำไรแบบไม่ผิดกฎหมายนั้น  ผลกระทบต่อกำไรก็อาจจะไม่มากเท่าวิธีที่ฉ้อฉล  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นประเด็นที่ผู้บริหารและเจ้าของหุ้นจะต้องเลือกว่าจะเสี่ยงแค่ไหนในการปรุงกำไร  บางทีผู้บริหารก็จะต้องประเมินถึงโอกาสของการถูกจับได้ว่ามากน้อยแค่ไหน  ถ้าดูแล้วโอกาสถูกจับได้น้อยเนื่องจากลักษณะของกิจกรรมหรือสถานที่ที่อาจจะอยู่ไกลเช่นในต่างประเทศและในสังคมที่ระบบบัญชีหรือการควบคุมยังมีมาตรฐานไม่สูง  ผู้บริหารก็อาจจะกล้าทำมากขึ้น  เป็นต้น

กรณีของหุ้น Enron บริษัทผู้ผลิตพลังงานขนาดใหญ่มากของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงประมาณปี 2000 นั้น  ผู้บริหาร  “ปรุงกำไร” ได้อย่างโดดเด่นติดต่อกันหลายปีมาก  พวกเขาต่างก็ทำเงินมหาศาลจากหุ้นรวมถึงผลตอบแทนในฐานะผู้บริหารที่ได้รับ  ไม่นับชื่อเสียงที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในระดับ  “ซุปเปอร์สตาร์”  ในแวดวงธุรกิจ  หุ้นเอนรอนเป็นขวัญใจของนักลงทุนสถาบันและทุกคนในตลาดหุ้น  เพราะมันทำกำไรให้พวกเขามหาศาลในช่วงที่กำไรยังถูกปรุงให้โดดเด่นอยู่   และนี่ก็คือหุ้นของกิจการพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็วและขยายไปทั่วโลกด้วยการเทคโอเวอร์และวิศวกรรมการเงินที่ซับซ้อนในธุรกิจที่ร้อนแรง   และอาจจะถูกออกแบบโดยผู้บริหารที่จะช่วยให้การ  “ปรุงกำไร”  ถูกมองข้ามแม้ว่าจะมี  “ข้อสังเกตเล็ก ๆ”  มานานจากคน “ขี้สงสัย” บางคน  เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าคนส่วนใหญ่ในตลาดยังมีความสุขจาก  “ปาร์ตี้”  ใครจะอยากให้เลิก?

ผมคงไม่ต้องพูดต่อว่าในที่สุดเอนรอนก็ล้มละลายเนื่องจาก  “ความจริง”  ที่ปรากฏขึ้นว่ากิจการมีการฉ้อฉลจากการปรุงกำไรอย่างหนัก  ราคาหุ้นเคยขึ้นไปจากประมาณ 45 เหรียญเป็นเกือบ 180 เหรียญในเวลา 2 ปี ก่อนที่จะตกลงมาเหลือ 0 เหรียญในเวลาเพียงปีเดียว  ทุกอย่างที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนเคยมองว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นกิจการที่  “Defensive”  เพราะเป็นเรื่องของพลังงานนั้นกลายเป็นความล้มเหลว  ว่าที่จริงมันไม่เคยดีเลย  มันถูกเชื่อว่าดีเพราะบริษัทแสดงตัวเลขกำไรที่ยืนยันและตอบโต้กับทุกคนที่อาจจะมีข้อสงสัยได้

ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น  ในยามที่ตลาดหุ้นร้อนแรงมีการเก็งกำไรสูงมากโดยเฉพาะใน “หุ้นตัวเล็ก”  ผมเองเชื่อว่าแรงจูงใจในการ  “ปรุงกำไร”  ก็น่าจะมีอยู่ไม่น้อย   เหตุผลที่ผู้บริหารและเจ้าของหุ้นอยากทำนั้น  ผมคิดว่ามีอยู่หลายประการ  เริ่มตั้งแต่  “ผลตอบแทน”  ที่อาจจะสูงลิ่วอานิสงค์จากการที่หุ้นตอบสนองต่อกำไรที่เพิ่มขึ้นมากมหาศาล  การเพิ่มกำไรเพียงหุ้นละ 1 บาทบางทีสามารถเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ 50 หรือ 100 บาท นี่เป็นข้อแรก  ประเด็นต่อมาก็คือ  ในบางธุรกิจนั้น  การปรุงกำไรอาจจะทำได้ง่ายและไม่ผิดกฎเกณฑ์อะไร  เช่น  ในธุรกิจการเงินที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยแบ้งค์ชาตินั้น  บริษัทสามารถกำหนดแนวทางการจัดการเรื่องหนี้เสียซึ่งปกติเป็นต้นทุนที่สำคัญได้ด้วยตนเอง เป็นต้น   นอกจากนั้น  กิจกรรมการเทคโอเวอร์หรือการซื้อขายติดต่อกับต่างประเทศเองก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะสามารถทำการปรุงกำไรได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎ  เหตุผลก็เพราะว่าการควบคุมของทางการหรือแม้แต่ผู้สอบบัญชีก็ทำได้ยากมาก

คำถามที่ว่าบริษัทมีการ  “ปรุงกำไร”  หรือเปล่านั้น  ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครยกหรืออยากยกขึ้นมาเป็นประเด็นโดยเฉพาะในยามที่กำไรกำลังโตขึ้นอย่างโดดเด่นพร้อมกับราคาหุ้นที่ “วิ่งทะลุฟ้า”  และผู้บริหารกำลังได้รับการยอมรับเป็น  “ซุปเปอร์สตาร์”  ในแวดวงธุรกิจ  ในฐานะ VI ที่ดีนั้น  การลงทุนในหุ้นที่เพิ่งจะมีกำไรโดดเด่นมาก ๆ ในช่วงสั้น ๆ  จะต้องเป็นสิ่งที่เราระวังและตรวจสอบให้ดีว่าจะเป็นกำไรที่ “ปกติ” ไม่ได้ผ่านการปรุงจากผู้บริหารหรือไม่  เราจะต้องหาเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมกำไรจึงดีขึ้นมากและกำไรนั้นจะเติบโตต่อไปอีกนานแค่ไหน    แหล่งของกำไรเองก็เป็นประเด็นที่สำคัญว่ามันเป็นแหล่งที่ตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน   การเทียบกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเองก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะช่วยให้เราประเมินได้ดีขึ้นว่าบริษัทน่าจะมีการทำกำไรได้ปกติหรือไม่

ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นที่มีกำไรโดดเด่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วจะต้องมาจากการปรุงกำไรของผู้บริหาร   ที่จริงเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะรู้ว่าบริษัทมีการปรุงกำไรหรือไม่เนื่องจากเราเป็น “คนนอก”  ที่มักจะติดตามแค่จากข่าวและตัวเลขการดำเนินงานของบริษัทที่มาจากบริษัทเอง    แทบจะเป็นไปไม่ได้ว่าเราจะรู้แบบ 100% ว่าบริษัทมีการปรุงกำไรและเราก็ไม่ควรจะคิดแบบนั้นตราบที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน  อย่างไรก็ตาม  การประเมินสถานการณ์และเหตุการรวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริหารโดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับราคาหุ้นของบริษัทก็จะช่วยให้เราพิจารณาได้ดีขึ้นว่าความเสี่ยงของการที่บริษัทจะ “ปรุงกำไร” มีมากน้อยแค่ไหน  โดยส่วนตัวผมเองแล้ว  หุ้นที่มีความเสี่ยงก็มักจะเป็นหุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าราคาหุ้นก็ขึ้นไป  “หลุดโลก”  อยู่แล้ว  ผมไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นทำไม  เพราะถ้าบริษัทไม่ได้ปรุงกำไร   อย่างมากผมก็แค่  “เจ๊า”  เพราะราคาหุ้นมันสูงเกินไปอยู่แล้ว   แต่ถ้าบริษัทกำลังเล่นแร่แปรธาตุอยู่  อนาคตก็คือ  “หายนะ”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...