ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จุดอ่อนของยักษ์ค้าปลีก / โดย คนขายของ



ก่อนยุคต้มยำกุ้งในปี 1997 หุ้นค้าปลีกยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก จนกระทั้งหลังวิกฤตเกิดการควบรวมกิจการของค้าปลีกไทยกับต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารการจัดการ ตามมาด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทำให้หุ้นค้าปลีกในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ในขณะที่หุ้นค้าปลีกของไทยยังคงสามารถทรงราคาอยู่ได้ในระดับสูง แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าราคาหุ้นค้าปลีกระดับโลกบางบริษัทกลับเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่อ่อนตัวกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เป็นไปได้หรือไม่ว่า กิจการที่นักลงทุนเคยเชื่อว่าแข็งแกร่งดุจหินผา รับเงินสดก่อนแล้วค่อยจ่ายซัพพลายเออร์ในอีก 60-90 วันถัดไป กำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัว และเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งรายใหม่ที่เล็กกว่า แต่ปรับตัวได้รวดเร็วกว่า ค้าปลีกยักษ์ใหญ่จะยังคงขยายตัวได้ในระดับสูงหรือไม่? และอุปสรรคสำคัญคืออะไร?



กิจการค้าปลีกขนาดยักษ์มักมีจุดเริ่มจากการประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค เสร็จแล้วจึงขยาย ไปในระดับประเทศ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่กิจการขยายได้รวดเร็วมาก ราคาหุ้นก็ตอบสนองไปในทิศทางเดียวกันปัญหาของค้าปลีกขนาดยักษ์มักเริ่มเกิดขึ้นเมื่อกิจการในประเทศดูเหมือนจะโตช้าลง จึงต้องอาศัยการออกไปโตในต่างประเทศเพื่อช่วยขับเคลื่อน แต่กลายเป็นว่าหลายบริษัทประสบปัญหาการทำธุรกิจค้าปลีกในต่างแดน



ในปี 2012 Rajiv Lal ศาสตราจารย์อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญทางด้านค้าปลีก แห่ง Harvard Business School ได้เขียนบทความชื่อ “Retail Doesn’t Cross Borders” ซึ่งพอสรุปใจความได้ว่า ปัญหาของค้าปลีกเวลา ไปโตในต่างแดนนั้นต้องใช้เวลานานมาก กว่ากิจการนั้นๆจะเริ่มมีกำไร อย่างห้าง Walmart เริ่มเข้าสู่ประเทศจีนในปี 1995 มาถึงจุดคุ้มทุนในปี 2010 กินเวลากว่า 15 ปี ทั้งนี้เป็นเพราะว่าธุรกิจค้าปลีก ขนาดยักษ์อย่างร้าน Discount Stores นั้นมีต้นทุนคงที่ Fixed Cost) ที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการ ลงทุนสร้างสาขาขยายศูนย์กระจายสินค้า และระบบขนส่ง แต่เนื่องจากอัตรากำไรสุทธิบางมาก อย่าง Walmart ทำได้ 3% Carrefour ทำได้ 1.71% และ TESCO ทำได้ 0.4% กว่ากำไรจะเข้ามามากพอกับ ค่าใช้จ่ายต่างๆ บริษัทต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร



นอกจากการออกไปโตต่างประเทศเป็นเรื่องยากลำบาก การโตในประเทศก็ดูเหมือนจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้น หุ้นของ TESCO ยักษ์ค้าปลีกของอังกฤษซึ่งเคยอยู่สูงถึง 480 ปอนด์ในปี 2007 กลับตกหวบ มาเหลือแค่ราว 185 ปอนด์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากปัญหาเรื่องการบริหารจัดการภายใน คู่แข่งอย่างร้าน ALDI กับ LIDL จากเยอรมัน ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความสามารถทำกำไรของ TESCO ลดลง ALDI นั้นเป็นร้านขายของขนาดกลาง ใกล้เคียงกับซุปเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ขยายสาขาได้สะดวกกว่า ในร้านจำกัดจำนวนสินค้าที่มาลงทำให้ลดการสต๊อกสินค้า โฟกัสการขายเฮ้าส์แบรนด์ และ เน้นการจัดร้านที่เรียบง่าย ทั้งหมดนี้ทำให้ ALDI สามารถขายสินค้าได้ต่ำกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปถึง 40%



แม้ว่าตอนนี้ดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่นจะอยู่ใกล้กับจุดสูงสุดในรอบ 5 ปีแต่หุ้นค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Seven and I Holdings เจ้าของร้านเซเว่นในญี่ปุ่น และแฟรนไชซ์ในอีกหลายประเทศกลับอยู่ในระดับต่ำกว่าจุดสูงสุดในรอบห้าปีถึงราว 25% แม้ว่าในไตรมาสล่าสุดกำไรของบริษัทยังสามารถเติบโตได้ เล็กน้อย แต่รายได้รวมของบริษัทที่เคยเติบโตสูงถึง 30% ในปี 2013 และ 10% ในปี 2014 กับกลายมาเป็นติดลบราว 8-9% ในสองไตรมาสล่าสุด สำนักข่าว Bloomberg วิเคราะห์ว่า กิจการค้าปลีกของญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาประชากรสูงวัยซึ่งทำให้แนวโน้มการบริโภคลดลง และผู้หญิงญี่ปุ่นเข้าสู่ตลาด แรงงานมากขึ้นจากที่เมื่อก่อนมักจะทำหน้าที่แม่บ้านเป็นหลัก นอกจากนั้น Seven and I Holdings ยังต้องเจอการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากการควบรวมกิจการระหว่าง Family Mart และ Circle K ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อคู่แข่งของบริษัท



ตลาดในประเทศที่อิ่มตัว การแข่งขันที่สูงขึ้น และ การขยายงานในต่างประเทศต้องใช้เวลานานกว่าจะมีกำไร กำลังบีบคั้นยักษ์ค้าปลีกซึ่งเคยเป็นหุ้นร้อนแรงในอดีตให้อ่อนแอลง หุ้น Carrefour ยักษ์ค้าปลีกของฝรั่งเศสจากที่เคยอยู่ที่ 55 EURO ในปี 2007 กลับลดลงเหลือแค่ 21 EURO ในปัจจุบัน กิจการค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายบริษัทมีมูลค่ากิจการลดลงเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน แต่กระนั้นก็ตามยังมียักษ์ธุรกิจค้าปลีกอย่าง COSTCO (คล้ายๆ MAKRO ในเมืองไทย) หรืออย่าง  TJ Maxx ร้านขายเสื่อผ้าแบรนด์เนมแบบลดราคา ซึ่งมูลค่ากิจการและยอดขายยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนคงต้องเลือกเป็นรายบริษัท อ่านข้อมูลเฉพาะเป็นรายๆไปเพื่อเข้าใจกลยุทธ์ว่าบริษัทยักษ์ค้าปลีกนั้นๆ เอาใจใส่ลูกค้าขนาดไหน เท่าที่ผมสังเกตุ ยักษ์ค้าปลีกต่างชาติบางบริษัทเน้นเอาใจผู้ถือหุ้นมากเกินไป โดยจ่ายเงินปันผลสูงๆ และเน้นซื้อหุ้นคืนเพื่อทำให้กำไรต่อหุ้นโตไวๆ แต่ไม่ได้เน้นการพัฒนาบริการอะไรใหม่ๆ เพื่อลูกค้าเลย ในการทำธุรกิจผมคิดว่าลูกค้าสำคัญที่สุด เพราะหากบริษัทถูกแย่งลูกค้าไปแล้ว ต่อไปจะเอาเงินจากไหนมา เอาใจผู้ถือหุ้นกันละครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...